ผลของภูมิหลังการศึกษาของนิสิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ต่อความพึงพอใจในรูปแบบใบหน้าและฟัน
Abstract
บทคัดย่อ
ในปัจจุบัน ความสวยงามเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในงานทันตกรรม นอกเหนือจากการทำงานที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดของอวัยวะในช่องปากแล้ว ผู้ป่วยมักจะให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์เป็นอย่างมาก ดังนั้นความสมดุลกันระหว่างแนวคิดในการรักษาของทันตแพทย์และความคาดหวังของผู้ป่วยจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการรักษาผู้ป่วย
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความแตกต่างในความพึงพอใจระหว่างกลุ่มนิสิตคณะต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒที่มีต่อรูปแบบใบหน้าและฟัน
วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: เก็บข้อมูลจากนิสิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จำนวน 520 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่ม 4 กลุ่มดังนี้ 1. นิสิตสายวิทยาศาสตร์ 2. นิสิตสายศิลปศาสตร์ 3. นิสิตทันตแพทย์ชั้นก่อนคลินิก 4. นิสิตทันตแพทย์ชั้นคลินิก โดยคำถามหลักที่ใช้ในการศึกษาความแตกต่างของความพึงพอใจในครั้งนี้มี 3 ส่วน คือรูปแบบใบหน้า, ระดับการมองเห็นของเหงือกขณะยิ้ม และรูปร่างของฟัน โดยนิสิตแต่ละกลุ่มมีจำนวน 130 คนเท่ากัน โดยทำการแจกแบบสอบถามแบบสุ่ม ผู้ที่เข้าร่วมทำแบบสอบถามจะให้คะแนนความพึงพอใจในแต่ละรูปแบบด้วย Visual analog scale (VAS) เก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ โดยใช้สถิติ One-Way ANOVA ที่ระดับนัยสำคัญ P<0.05
ผลการทดลอง: จากข้อมูลความพึงพอใจของ 4 กลุ่มตัวอย่าง พบแนวโน้มความพึงพอใจในรูปแบบใบหน้าของทุกกลุ่มในลักษณะเดียวกันคือ ใบหน้าแบบตรง ตามมาด้วยแบบนูน และโค้งงอตามลำดับ สำหรับระดับการเห็นเหงือกขณะยิ้มพบว่า ระดับ 0 มิลลิเมตรได้คะแนนสูงที่สุด ตามมาด้วย 2 และ 4 มิลลิเมตรตามลำดับ ในส่วนรูปร่างฟัน ผู้เข้าร่วมวิจัยเลือกฟันรูปยาวสอบมากกว่ารูปสี่เหลี่ยมและรูปไข่ตามลำดับ เป็นที่น่าสนใจว่านิสิตทันตแพทย์ชั้นคลินิกให้คะแนนของรูปแบบใบหน้าแบบตรง และระดับการมองเห็นเหงือกขณะยิ้มที่2 และ 4 มิลลิเมตรที่สูงกว่ากลุ่มอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ
สรุปผล: นิสิตทันตแพทย์ชั้นคลินิกมีมุมมองต่อรูปแบบใบหน้าแบบตรงและระดับมองเห็นเหงือกขณะยิ้มที่ 2 มิลลิเมตรซึ่งส่งผลต่อความสวยงามของใบหน้าและฟันแตกต่างจากกลุ่มนิสิตที่มีภูมิหลังการศึกษาในสาขาอื่น
คำสำคัญ: การยอมรับ ความงามของรูปแบบใบหน้า ความงามของรูปแบบฟัน
Downloads
Downloads
Published
Issue
Section
License
เจ้าของบทความต้องมอบลิขสิทธิ์ในการตีพิมพ์แก่วิทยาสาร โดยเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรแนบมาพร้อมบทความที่ส่งมาตีพิมพ์ ตามแบบฟอร์ม "The cover letter format" รวมทั้งต้องมีลายมือชื่อของผู้เขียนทุกท่านรับรองว่าบทความดังกล่าวส่งมาตีพิมพ์ที่วิทยาสารนี้แห่งเดียวเท่านั้น