การเปรียบเทียบระดับตัวชี้วัดทางชีววิทยาระหว่างผู้ป่วยโรคปริทันต์อักเสบที่ได้รับการรักษาด้วยการขูดหินน้ำลายเกลารากฟันอย่างเดียวกับการขูดหินน้ำลายเกลารากฟันร่วมกับการรับประทานแคปซูลผงรากฮว่านง็อก
Abstract
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแคปซูลผงรากฮว่านง็อกต่อระดับสารสื่ออักเสบซี-รีแอคทีฟโปรตีนความไวสูง ไฟบริโนเจน คลื่นไฟฟ้าหัวใจรวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพอวัยวะปริทันต์ เมื่อรับประทานผงรากฮว่านง็อกร่วมกับการขูดหินน้ำลายเกลารากฟันทั้งปาก
วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: อาสาสมัครจำนวน 46 คน ซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคปริทันต์อักเสบระดับปานกลางหรือรุนแรงได้รับการคัดเลือกและแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มทดลองและควบคุมกลุ่มละ 23 คน กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมรับประทานยาแคปซูลฮว่านง็อกและยาหลอกตามลำดับเป็นเวลา 2 สัปดาห์โดยรับประทานครั้งละ 4 แคปซูล ก่อนอาหารมื้อเช้าและมื้อเย็น ทั้ง 2 กลุ่มได้รับการขูดหินน้ำลายเกลารากฟันในสัปดาห์ที่ 2 และ 3 บันทึกผลซี-รีแอคทีฟโปรตีน ไฟบริโนเจน ก่อนการทดลอง หลังการรับประทานยา 1 สัปดาห์ สัปดาห์ที่ 3 และ 3 เดือนหลังขูดหินน้ำลายเกลารากฟัน บันทึกผลทางคลินิกก่อนการทดลอง หลังการรับประทานยา 1 สัปดาห์ และ 3 เดือนหลังขูดหินน้ำลายเกลารากฟัน ประเมินคลื่นหัวใจก่อนการรักษาและ 3 เดือนหลังขูดหินน้ำลายเกลารากฟัน
ผลการทดลอง: ซี-รีแอคทีฟโปรตีนมีแนวโน้มลดลงในกลุ่มทดลอง แต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ในขณะที่ไฟบริโนเจนมีแนวโน้มสูงขึ้น ทั้ง 2 กลุ่ม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงคลื่นหัวใจทั้ง 2 กลุ่ม ส่วนผลทางคลินิกปริทันต์พบว่าค่าเฉลี่ยร่องลึกปริทันต์ลดลงและระดับการยึดเกาะของอวัยวะปริทันต์เพิ่มมากขึ้นภายหลังการรักษา ในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม แต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งสองกลุ่ม
สรุปผล: การวิจัยครั้งนี้แสดงผลว่าการรับประทานผงรากฮว่านง็อก มีแนวโน้มในการลดสารสื่ออักเสบชนิดซี-รีแอคทีฟโปรตีน
คำสำคัญ : การขูดหินน้ำลายเกลารากฟัน คลื่นหัวใจ แคปซูลผงรากฮว่านง็อก ซี-รีแอคทีฟโปรตีน ไฟบริโนเจน โรคปริทันต์อักเสบเรื้อรัง
Downloads
Downloads
Issue
Section
License
เจ้าของบทความต้องมอบลิขสิทธิ์ในการตีพิมพ์แก่วิทยาสาร โดยเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรแนบมาพร้อมบทความที่ส่งมาตีพิมพ์ ตามแบบฟอร์ม "The cover letter format" รวมทั้งต้องมีลายมือชื่อของผู้เขียนทุกท่านรับรองว่าบทความดังกล่าวส่งมาตีพิมพ์ที่วิทยาสารนี้แห่งเดียวเท่านั้น