Srinakharinwirot University Dental Journal https://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj <p>วิทยาสารทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (SWU Dent J.)<br />เป็นวารสารทางวิชาการของคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีนโยบายสนับสนุนการเผยแพร่องค์ความรู้ ผลงานทางวิชาการและวิจัยด้านทันตแพทยศาสตร์และสาขาที่เกี่ยวข้อง การพิจารณาบทความจะกระทำโดยผู้ทรงคุณวุฒิสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับบทความนั้น ๆ จากหลากหลายสถาบันและไม่ซ้ำสังกัดกันอย่างน้อย 3 ท่าน (ไม่มีการเปิดเผยชื่อต่อกันระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิและเจ้าของบทความ)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ของวิทยาสาร:</strong><br />1. เพื่อเผยแพร่ความก้าวหน้าทางวิชาการและความรู้ใหม่ โดยเน้นทางด้านทันตแพทยศาสตร์และสาขาวิชาการที่เกี่ยวข้อง<br />2. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัย รวมทั้งการค้นคว้าที่มีคุณค่าเพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการ<br />3.เพื่อเป็นสื่อสัมพันธ์ทางวิชาการระหว่างทันตแพทย์และบุคคลอื่นในสาขาที่เกี่ยวข้อง</p> <p><strong>ประเภทของบทความ:</strong><br />1. บทวิทยาการ (Original articles)<br />2. บทความปริทัศน์ (Review articles)<br />3. รายงานผู้ป่วย (Case reports or Case series)<br />4. ปกิณกะ (Miscellanies) ได้แก่ บทความพิเศษที่มีเนื้อหาสาระทางวิชาการและเป็นประโยชน์ทางทันตกรรม</p> <p>โดยเปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จากผู้นิพนธ์ทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน และไม่มีค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์</p> <p>SWU Dent J. จัดพิมพ์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548-2564 (ISSN 1905-0488)<br />ตีพิมพ์ฉบับออนไลน์ (E-ISSN 2774-0811) ตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน<br />SWU Dent J. อยู่ในฐาน TCI กลุ่ม 1 และ ACI ตามผลการประเมินคุณภาพวารสาร TCI รอบที 4 พ.ศ. 2563-2567</p> <p><strong>กำหนดการออกวิทยาสาร (ออนไลน์) ปีละ 2 ฉบับ</strong><br /><strong>ฉบับที่ 1เดือนมกราคม – มิถุนายน ฉบับที่ 2 เดือน กรกฎาคม - ธันวาคม</strong></p> en-US <p>เจ้าของบทความต้องมอบลิขสิทธิ์ในการตีพิมพ์แก่วิทยาสาร โดยเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรแนบมาพร้อมบทความที่ส่งมาตีพิมพ์ ตามแบบฟอร์ม "<a href="https://drive.google.com/file/d/1JMrL7UM6QFFMKdpY02VSYAzkq8VPWhqr/view?usp=sharing" target="_blank">The cover letter format</a>" รวมทั้งต้องมีลายมือชื่อของผู้เขียนทุกท่านรับรองว่าบทความดังกล่าวส่งมาตีพิมพ์ที่วิทยาสารนี้แห่งเดียวเท่านั้น<br /><br /></p><p> </p> swudentj@yahoo.com (อ.ดร.ทพ.ชัชพันธุ์ อุดมพัฒนากร (บรรณาธิการ))) swudentj@yahoo.com (นางกนกพร สุขยานันท์ หรือ นางสาววิภาวี เจนจิตติกุล ) Mon, 29 Aug 2022 04:39:30 +0000 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 นีวอยด์เบซัลเซลล์คาร์ซิโนมาซินโดรม: รายงานโรคทางพันธุกรรม ที่หายากในผู้ป่วย 1 ราย https://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj/article/view/14476 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><br />นีวอยด์เบซัลเซลล์คาร์ซิโนมาซินโดรม (Nevoid basal cell carcinoma syndrome, NBBCS) หรือ กอร์ลิน-กอล์ซ ซินโดรม (Gorlin-Goltz syndrome) เป็นกลุ่มอาการของโรคทางพันธุกรรมที่พบได้ยาก กลุ่มอาการนี้มีการถ่ายทอดผ่านทางยีนเด่น (autosomal dominant) และเกี่ยวข้องกับหลายระบบในร่างกาย ทำให้มีการแสดงออกของอาการหลายอย่าง เช่น ถุงน้ำในกระดูกขากรรไกรหลายตำแหน่ง (multiple jaw bone cysts) มะเร็งผิวหนังชนิดเบซัลเซลล์ (basal cell carcinoma) และความผิดปกติของกระดูกบางตำแหน่ง ดังนั้นการวินิจฉัยและการรักษากลุ่มอาการนี้อย่างรวดเร็ว จึงมีความสำคัญต่อการป้องกันการดำเนินของโรคที่รุนแรง รายงานผู้ป่วยรายนี้เป็นการทบทวนความรู้เกี่ยวกับกลุ่มอาการนี้ โดยอธิบายตั้งแต่การซักประวัติในครอบครัว การตรวจ<br />ร่างกาย การวินิจฉัย และการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ครบถ้วน<br /><strong>คำสำคัญ:</strong> นีวอยด์เบซัลเซลล์คาร์ซิโนมาซินโดรม ถุงน้ำโอดอนโตเจนนิกเคอราโตซิส มะเร็งผิวหนังชนิดเบซัลเซลล์</p> <p><br />ว.ทันต.มศว ปีที่ 15 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2565 หน้า 89-101.<br />SWU Dent J. 2022;15(2):89-101.</p> สุภาพร วิริยะจิรกุล Copyright (c) 2022 Srinakharinwirot University Dental Journal https://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj/article/view/14476 Fri, 01 Jul 2022 00:00:00 +0000 ผลของสารสกัดว่านหางจระเข้ต่อเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส มิวแทนส์ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj/article/view/14469 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาผลของสารสกัดว่านหางจระเข้ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและยับยั้งการเจริญ<br />การทำงานของเอนไซม์กลูโคซิลทรานสเฟอเรส การยับยั้งการสร้างกรด และการยึดเกาะของเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส<br />มิวแทนส์ ATCC 25175<br /><strong>วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ:</strong> สารสกัดว่านหางจระเข้แบบผงผสมน้ำนำมาทดสอบหาค่าความเข้มข้นต่ำสุด<br />ที่สามารถยับยั้งการเจริญ (MIC) และค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่ฆ่าเชื้อ (MBC) ของเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส มิวแทนส์<br />ATCC 25175 ด้วยวิธีการไมโครบรอธไดลูชั่น หลังจากนั้นนำสารสกัดว่านหางจระเข้ที่ระดับความเข้มข้นต่ำสุด<br />ในการยับยั้งการเจริญ และระดับต่ำกว่าความเข้มข้นต่ำสุดในการยับยั้ง (1/2, 1/4 และ 1/8 ของสารสกัดว่านหาง<br />จระเข้) นำมาทดสอบการทำงานของเอนไซม์กลูโคซิลทรานสเฟอเรสโดยคำนวณปริมาณกลูแคนที่เกิดขึ้น การทดสอบ<br />การยับยั้งการสร้างกรดโดยวิธีการวัดค่าพีเอชในช่วงเวลา 0-150 นาที และการทดสอบการยึดเกาะของเชื้อ<br />สเตร็ปโตคอคคัส มิวแทนส์ ATCC 25175 โดยการย้อมคริสตัลไวโอเลต<br /><strong>ผลการทดลอง:</strong> ความเข้มข้นขั้นต่ำสุดในการยับยั้งของสารสกัดว่านหางจระเข้คือ 125 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร<br />ซึ่งแสดงผลการยับยั้งการเจริญเติบโตที่ 6-10 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย<br />ได้หลังจากผ่านไป 24 ชั่วโมง และไม่สามารถระบุความเข้มข้นสูงสุดของการฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ ที่ความเข้มข้น<br />ต่ำสุด ในการยับยั้งของสารสกัดว่านหางจระเข้ไม่แสดงผดงผลการยับยั้งต่อการทำงานของเอนไซมกลูโูคลซิลทรานสเฟอเรส<br />นอกจากนี้ ความเข้มข้นขั้นต่ำสุดในการยับยั้งที่ 1/2, 1/4 และ 1/8 ของสารสกัดว่านหางจระเข้ไม่แสดงผลการ<br />ยับยั้งการผลิตกรดของเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส มิวแทนส์ ATCC 25175 อย่างไรก็ตาม สารสกัดว่านหางจระเข้ที่<br />ความเข้มข้นต่ำสุดในการยับยั้งและระดับความเข้มข้นที่ต่ำกว่าความเข้มข้นขั้นต่ำสุดในการยับยั้ง สามารถยับยั้ง<br />การยึดเกาะเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส มิวแทนส์ ATCC 25175<br /><strong>สรุป:</strong> สารสกัดว่านหางจระเข้ที่สกัดด้วยน้ำสามารถยับยั้งการยึดเกาะเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส มิวแทนส์ ATCC 25175</p> <p>คำสำคัญ: ว่านหางจระเข้ การยึดเกาะของแบคทีเรีย โรคฟันผุ เชื้อสเตร็ปโตคอคคัส มิวแทนส์<br /><br /></p> <p>ว.ทันต.มศว ปีที่ 15 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2565 หน้า 10-23.<br />SWU Dent J. 2021;15(2):10-23.</p> ณัฐพล โรจน์เพ็ญเพียร, บรรเจิด ยะพงศ์, สุวรรณา จิตภักดีบดินทร์ Copyright (c) 2022 Srinakharinwirot University Dental Journal https://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj/article/view/14469 Fri, 01 Jul 2022 00:00:00 +0000 ผลของความสว่างและอุณหภูมิสีของแสงที่มีต่อความแม่นยำของ เครื่องสแกนในช่องปากเมื่อใช้พิมพ์ปากดิจิทัลทั้งส่วนโค้งของขา กรรไกรในแบบจำลองฟัน https://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj/article/view/14470 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เปรียบเทียบความตรงและความเที่ยงของเครื่องสแกนในช่องปากสองเครื่อง ภายใต้ความสว่างและอุณหภูมิสีของแสงที่ต่างกัน<br /><strong>วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: </strong>ใช้ทรีเอ็มทรูเดฟฟินิชั่นและทรีออส สแกนแบบจำลองฟันขากรรไกรบนซึ่งติดลูกเหล็กทรงกลม 4 ลูกบนฟัน ในห้องมืด และสภาวะแสงต่าง ๆ (ไม่มีแสง: 0 ลักซ์ แสงไฟสีส้ม: 500, 1000, 2400 ลักซ์ แสงไฟสีขาว: 500, 1000, 2400 ลักซ์) ใช้ซอฟต์แวร์จีโอเมจิกควอลิไฟล์วัดระยะทางระหว่างจุดศูนย์กลางของทรงกลมและเปรียบเทียบกับข้อมูลอ้างอิงจากเครื่องวัดสามมิติ ค่าความคลาดเคลื่อนสัมพัทธ์และความคลาดเคลื่อนสัมพันธ์ที่ได้จากการคำนวณแสดงถึงความตรงและความเที่ยงตามลำดับ<br /><strong>ผลการศึกษา: </strong>ความคลาดเคลื่อนสัมพัทธ์แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มไม่มีแสงและกลุ่มที่มีแสงของทรีเอ็มทรูเดฟฟินิชั่นในแสงไฟสีขาว และของทรีออสในแสงไฟสีส้ม และยังแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างอุณหภูมิสีของแสง โดยทรีเอ็มทรูเดฟฟินิชั่นมีความคลาดเคลื่อนสัมพัทธ์ในแสงไฟสีขาวมากกว่าแสงไฟสีส้ม และตรงกันข้ามกับทรีออส นอกจากนี้ระหว่างชนิดของเครื่องสแกนพบความแตกต่างทั้งคลาดเคลื่อนสัมพัทธ์และความคลาดเคลื่อนสัมพันธ์ในบางสภาวะแสง<br /><strong>สรุป: </strong>ความสว่างและอุณหภูมิสีมีผลต่อความตรง ส่วนชนิดของเครื่องมีผลทั้งความตรงและความเที่ยงในการสแกน<br /><strong>คำสำคัญ: </strong>เครื่องสแกนในช่องปาก ความแม่นยำ แสงสว่าง</p> กนกกานต์ ขวัญสังข์, ไพฑูรย์ ดาวสดใส Copyright (c) 2022 Srinakharinwirot University Dental Journal https://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj/article/view/14470 Fri, 01 Jul 2022 00:00:00 +0000 ความแนบสนิทของขอบวัสดุแคลเซียมซิลิเกตซีเมนต์สองชนิดหลัง จากการปนเปื้อนเลือดในแบบจำลองการอุดย้อนปลายรากฟัน https://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj/article/view/14471 <p>บทคัดย่อ<br />วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความแนบสนิทของขอบวัสดุกับเนื้อฟันของวัสดุแคลเซียมซิลิเกต<br />ซีเมนต์สองชนิดที่มีการปนเปื้อนเลือดในแบบจำ�ลองการอุดย้อนปลายรากฟัน<br />วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: ฟันกรามน้อยล่างรากเดียวจำ�นวน 60 ซี่ ตัดส่วนตัวฟันออก เตรียมคลองรากฟัน<br />และอุดด้วยกัตตาเปอร์ชา ตัดปลายรากฟันออก 3 มิลลิเมตรและกรอย้อนปลายรากฟันลึก 3 มิลลิเมตร สุ่มแบ่งฟัน<br />ออกเป็น 6 กลุ่ม โดย 3 กลุ่มอุดย้อนปลายรากฟันด้วยไบโอเดนทีน และอีก 3 กลุ่มอุดย้อนปลายรากฟันด้วย<br />เรโทรเอ็มทีเอ ภายใต้สภาวะการปนเปื้อนที่แตกต่างกันคือ การปนเปื้อนเลือดบนผนังคลองรากฟันและ/หรือ<br />การปนเปื้อนพื้นผิววัสดุภายนอกด้วยเลือดหรือสารจำ�ลองของเหลวในร่างกาย หลังจากปนเปื้อนเป็นระยะเวลา<br />7 วัน จะทำ�การวัดความกว้างและความยาวช่องว่างระหว่างขอบวัสดุกับผนังคลองรากฟันด้วยกล้องจุลทรรศน์<br />อิเล็กตรอนแบบส่องกราด วิเคราะห์ความแตกต่างของข้อมูลด้วยสถิติทดสอบฟรีดแมนและเปรียบเทียบพหุคูณ<br />ด้วยสถิติทูคี่เอชเอสดี ที่ระดับนัยสำ�คัญ 0.05<br />ผลการศึกษา: ค่าเฉลี่ยความกว้างและความยาวช่องว่างระหว่างขอบวัสดุกับเนื้อฟันของแต่ละกลุ่มมี<br />ความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำ�คัญทางสถิติ โดยกลุ่มที่อุดย้อนปลายรากฟันด้วยไบโอเดนทีนและมีการปนเปื้อน<br />เลือดบนผนังคลองรากฟันมีความกว้างและความยาวช่องว่างได้มากที่สุด (8.55 ± 5.88 และ 128.28 ± 69.5<br />ไมโครเมตร ตามลำ�ดับ)<br />สรุป: การปนเปื้อนเลือดส่งผลให้วัสดุแคลเซียมซิลิเกตซีเมนต์สองชนิดมีความแนบสนิทของขอบแตกต่าง<br />กัน โดยในกลุ่มไบโอเดนทีน การปนเปื้อนเลือดบนพื้นผิวสองด้านจะเกิดช่องว่างได้มากกว่าการปนเปื้อนเลือดบน<br />พื้นผิวด้านเดียว ในขณะที่กลุ่มเรโทรเอ็มทีเอไม่มีความแตกต่างกัน<br />คำ�สำ�คัญ: ความแนบสนิทของขอบ ศัลยกรรมเอ็นโดดอนติก แคลเซียมซิลิเกตซีเมนต์ การปนเปื้อนเลือด เรโทร<br />เอ็มทีเอ ไบโอเดนทีน<br />ว.ทันต.มศว ปีที่ 15 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2565 หน้า 39-52.</p> <p>SWU Dent J. 2022;15(2):39-52.</p> ภานุมาศ วันเปื้ย, จารุมา ศักดิ์ดี, สุวิทย์ วิมลจิตต์ Copyright (c) 2022 Srinakharinwirot University Dental Journal https://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj/article/view/14471 Fri, 01 Jul 2022 00:00:00 +0000 การเปรียบเทียบความต้านทานความล้าจากการหมุนรอบของไฟล์ นิกเกิลไทเทเนียมชนิดหมุนด้วยเครื่องที่ผลิตด้วยโลหะเอ็มไวร์และ โลหะไฟร์ไวร์ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj/article/view/14472 <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อเปรียบเทียบความต้านทานความล้าจากการหมุนรอบระหว่างไฟล์ที่ผลิตด้วยโลหะเอ็มไวร์และโลหะไฟร์ไวร์<br /><strong>วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: </strong>ทำการศึกษาด้วยอุปกรณ์ทดสอบความล้าจากการหมุนรอบแบบคลองรากฟันจำลองที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง ใช้ไฟล์ที่ผลิตด้วยโลหะเอ็มไวร์และโลหะไฟร์ไวร์ ขนาดเอ็กซ์ทูอย่างละ 15 ตัว ทำการบันทึกภาพเคลื่อนไหวการหมุนของไฟล์ภายในคลองรากฟันจำลองจนกระทั่งหัก บันทึกเวลาที่ไฟล์หมุนก่อนหักเพื่อนำไปคูณกับความเร็วรอบคำนวณเป็นจำนวนรอบการหมุนก่อนหัก เปรียบเทียบข้อมูลด้วยการทดสอบที (Independent t-test) ที่ระดับนัยสำคัญน้อยกว่า 0.05 นำส่วนปลายของไฟล์ที่หักมาวัดความยาว และสำรวจพื้นผิวรอยหักด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดส่องกราดเพื่อวิเคราะห์กลไกการหักที่เกิดขึ้น <br /><strong>ผลการศึกษา: </strong>ไฟล์ที่ผลิตด้วยโลหะไฟร์ไวร์มีจำนวนรอบการหมุนก่อนหักสูงกว่าไฟล์ที่ผลิตด้วยโลหะเอ็มไวร์อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนของไฟล์ที่หักมีความยาวไม่แตกต่างกัน (p &gt; 0.05) และภาพพื้นผิวรอยหักของไฟล์ทุกตัวแสดงการแตกหักในรูปแบบกลไกการหักด้วยความล้าจากการหมุนรอบ<br /><strong>สรุป: </strong>ภายใต้สถานการณ์ของการทดสอบนี้ไฟล์นิกเกิลไทเทเนียมชนิดหมุนด้วยเครื่องที่ผลิตด้วยโลหะไฟร์ไวร์มีความต้านทานความล้าจากการหมุนรอบสูงกว่าไฟล์นิกเกิลไทเทเนียมชนิดหมุนด้วยเครื่องที่ผลิตด้วยโลหะเอ็มไวร์ และคลองรากฟันจำลองที่ประดิษฐ์ขึ้นสามารถใช้ทดสอบความต้านทานความล้าจากการหมุนรอบของไฟล์นิกเกิลไทเทเนียมชนิดหมุนด้วยเครื่องได้จริง<br /><strong>คำสำคัญ: </strong>ความต้านทานความล้าจากการหมุนรอบ กระบวนการทางความร้อน ไฟล์นิกเกิลไทเทเนียม</p> <p><br />ว.ทันต.มศว ปีที่ 15 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2565 หน้า 53-62.<br />SWU Dent J. 2022;15(2):53-62.</p> วศินี แก้วอำไพ, ชินาลัย ปิยะชน Copyright (c) 2022 Srinakharinwirot University Dental Journal https://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj/article/view/14472 Wed, 01 Jun 2022 00:00:00 +0000 ผลของไบโอเซรามิกชนิดก่อตัวเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงของสีบริเวณ คอฟัน https://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj/article/view/14473 <p>ว.ทันต.มศว ปีที่ 15 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2565 หน้า 63-78.</p><p>SWU Dent J. 2022;15(2):63-78.</p> สุจิราภา แข่งขัน, จารุมา ศักดิ์ดี, กุลนันทน์ ดำรงวุฒิ Copyright (c) 2022 Srinakharinwirot University Dental Journal https://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj/article/view/14473 Fri, 01 Jul 2022 00:00:00 +0000 Factors Associated with Treatment Outcome of Carbon Dioxide Laser for Trigeminal Neuralgia https://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj/article/view/14474 <p><strong>Abstract:</strong><br /><strong>Objective:</strong> To report the treatment outcome and identify factors associated with treatment<br />outcome of using carbon dioxide (CO<sub>2</sub>) laser neural ablation for trigeminal neuralgia (TN).<br /><strong>Materials and methods:</strong> This was a retrospective study of 36 patients who underwent CO<sub>2</sub><br />laser neural ablation to treat TN. The medical records were reviewed and analyzed. Pain relief for at<br />least 1 year after the procedure would be classified as treatment success.<br /><strong>Results:</strong> For the total of 36 patients, 15 of them (41.7%) achieved the treatment success.<br />Regarding the factors associated with the treatment outcome, the total daily dose of carbamazepine<br />of 600 mg or less per day and shorter duration of symptoms prior to receiving the operation<br />(persistent symptom of 3 years or less) were related to success of treatment. The odds ratios of<br />both factors were 12 (95% CI = 1.6-87.9) for the carbamazepine dose, and 16 (95% CI = 2.2-112.9)<br />for the duration of persistent symptom of 3 years or less.<br /><strong>Conclusions:</strong> The CO<sub>2</sub> laser neural ablation decreased the pain symptoms of the patients<br />with TN. The preoperative dose of carbamazepine and the duration of symptoms prior to treatment<br />were associated with good treatment outcomes of CO<sub>2</sub> laser for TN.<br /><strong>Keywords:</strong> Trigeminal neuralgia, Tic Douloureux, Carbone dioxide laser, Lasers<br /><br />SWU Dent J. 2022;15(2):79-88.</p> Sunisa Rochanavibhata, Wichuda Kongsong Copyright (c) 2022 Srinakharinwirot University Dental Journal https://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj/article/view/14474 Fri, 01 Jul 2022 00:00:00 +0000 Interproximal Enamel Reduction: What Clinicians Should Know https://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj/article/view/14477 <p><strong>Abstract</strong><br />Interproximal enamel reduction (IPR) is an orthodontic treatment option for gaining space to correct mild to moderate crowding malocclusions. Presently, there are many IPR instruments and techniques that are available for clinicians. No matter which instruments or techniques of IPR are used, the important thing is that clinicians should be aware of the considerations, advantages, and<br />disadvantages before performing IPR.<br /><strong>Keywords:</strong> Interproximal enamel reduction (IPR), Orthodontic treatment, IPR instruments and techniques</p> <p>SWU Dent J. 2022;15(2):102-112.</p> Preeya Suwanwitid, Chidsanu Changsiripun, Tanan Jaruprakorn, Ruangrat Komolpis, Somsak Chengprapakorn, Pimsiri Kanpittaya Copyright (c) 2022 Srinakharinwirot University Dental Journal https://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj/article/view/14477 Fri, 01 Jul 2022 00:00:00 +0000 การสบฟันลึก: สาเหตุ การวินิจฉัยและแนวทางการรักษาทาง ทันตกรรมจัดฟัน https://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj/article/view/14478 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><br />การสบฟันลึกเป็นการสบฟันผิดปกติชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย มีสาเหตุจากปัจจัยทางพันธุกรรม ปัจจัยสิ่งแวดล้อม หรือเกิดร่วมกัน ทำให้เกิดปัญหาต่อผู้ป่วยทั้งในแง่ของการใช้งานและความสวยงาม การรักษาฟันสบลึกได้แก่ การเคลื่อนฟันตัดเข้าสู่เบ้าฟัน การเคลื่อนฟันหลังสูงกว่าเบ้าฟัน การเอียงตัวมาด้านหน้าของฟันตัด หรือร่วมกับ การผ่าตัดขากรรไกร การวางแผนการรักษาจึงขึ้นอยู่กับความรุนแรงของฟันสบลึกและอายุของผู้ป่วย ดังนั้น ทันตแพทย์จัดฟันจึงต้องเข้าใจสาเหตุของการสบฟันลึกเพื่อใช้ในการวินิจฉัยโรคและการวางแผนรักษาทางทันตกรรมจัดฟันที่แม่นยำเพื่อให้การรักษาเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย<br /><strong>คำสำคัญ:</strong> การสบฟันลึก สาเหตุ การวินิจฉัย การวางแผนการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน</p> <p><br />ว.ทันต.มศว ปีที่ 15 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2565 หน้า 111-124.<br />SWU Dent J. 2022;15(2):111-124.</p> ชนิดา กันนะ, พิชญา ไชยรักษ์ Copyright (c) 2022 Srinakharinwirot University Dental Journal https://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj/article/view/14478 Fri, 01 Jul 2022 00:00:00 +0000 ภาวะกระดูกขากรรไกรตายเนื่องจากรังสีและภาวะกระดูกขากรรไกร ตายเนื่องจากยา: พยาธิสรีรวิทยา การวินิจฉัย และการจำแนก ความรุนแรงของโรค https://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj/article/view/14479 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><br />ภาวะกระดูกขากรรไกรตายเป็นภาวะแทรกซ้อนที่มักพบจากสองสาเหตุหลักคือ การได้รับรังสีบำบัดมะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอ และการใช้ยาบางกลุ่ม เช่น ยารักษาโรคกระดูกพรุน ยารักษาโรคมะเร็งบางชนิด แม้ว่าลักษณะทางคลินิกของรอยโรคทั้งสองนั้นคล้ายคลึงกันคือ พบกระดูกขากรรไกรโผล่โดยปราศจากเนื้อเยื่อปกคลุมแต่กระบวนการเกิดโรค การวินิจฉัย และการจัดการรอยโรคทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างกันหลายประการบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบภาวะกระดูกขากรรไกรตายที่เกิดจากการได้รับรังสีบำบัดกับการใช้ยาในแง่ของกระบวนการเกิดโรค การวินิจฉัยและการจำแนกความรุนแรงของโรค<br /><strong>คำสำคัญ:</strong> ภาวะกระดูกขากรรไกรตาย ภาวะกระดูกขากรรไกรตายเนื่องจากรังสี ภาวะกระดูกขากรรไกรตายเนื่องจากยา</p> <p><br />ว.ทันต.มศว ปีที่ 15 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2565 หน้า 125-137.<br />SWU Dent J. 2022;15(2):125-137.</p> ศิริรัตน์ ชั้นศิริ, ปฐมาภรณ์ นิวัฒเจริญชัยกุล Copyright (c) 2022 Srinakharinwirot University Dental Journal https://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj/article/view/14479 Fri, 01 Jul 2022 00:00:00 +0000 กองบรรณาธิการ (Editorial Board) ว.ทันต.มศว ปีที่ 15 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม) พ.ศ. 2565 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj/article/view/14468 <p> วิทยาสารทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ฉบับนี้เป็นฉบับที่ 15 เล่มที่ 2 ปีพุทธศักราช 2565<br /> ในปัจจุบันนี้ วิกฤติการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วโลกเริ่มมีการปรับตัวต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้<br />การดำเนินการต่าง ๆ สามารถดำเนินต่อไปได้แม้การระบาดยังคงมีอยู่ อย่างไรก็ตามความรุนแรงของโรคมีแนวโน้ม<br />ปรับตัวลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับสองปีที่ผ่านมา ท่ามกลางการระบาดที่เกิดขึ้นนี้ นักวิจัยทั้งในและต่างประเทศยังคง<br />สร้างสรรค์งานวิจัยและงานวิชาการที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19 และงานวิจัยในด้านอื่น ๆ ซึ่งล้วนมีคุณค่าและ<br />มีความสำคัญในการพัฒนาสังคมโลกในทุก ๆ ด้าน รวมไปถึงผู้นิพนธ์ที่ได้สร้างสรรค์ผลงานและนำส่งผลงาน<br />ทางวิชาการเพื่อตีพิมพ์ในวิทยาสารคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่าง<br />ต่อเนื่องด้วยเช่นกัน<br />อย่างไรก็ตามกองบรรณาธิการฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง และขอเชิญชวนท่านผู้อ่านทุกท่านส่งผลงานที่มี<br />ความเกี่ยวข้องกับงานทางทันตกรรมลงตีพิมพ์ในวิทยาสารทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดย<br />ท่านผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดได้ในวารสารฉบับนี้ และสามารถนำส่งผลงานได้ที่อีเมล์ “swudentj@yahoo.com”<br />หรือทางระบบวารสารออนไลน์ http://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj<br />วิทยาสารฯ ฉบับนี้ประกอบไปด้วยบทความทั้งหมด 10 บทความ ได้แก่ บทวิทยาการ 6 บทความ รายงานผู้ป่วย<br />1 บทความและบทความปริทัศน์ 3 บทความ ทางกองบรรณาธิการขอขอบพระคุณท่านที่ปรึกษา และท่านกอง<br />บรรณาธิการภายนอกทุกท่าน โดยเฉพาะท่านผู้ทรงคุณวุฒิผู้พิจารณาบทความ ที่ท่านกรุณาให้ความอนุเคราะห์กับ<br />วารสารฯ เป็นอย่างดียิ่งเสมอมา รวมทั้งผู้อ่านทุกท่านที่สนับสนุนเรามาโดยตลอด<br />สุดท้ายนี้ทางวิทยาสาร ฯ ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับทุกท่านและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะสามารถผ่าน<br />วิกฤตการณ์โควิด-19 ไปได้ด้วยกันอย่างปลอดภัย</p> วิทยาสารทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ Copyright (c) 2022 Srinakharinwirot University Dental Journal https://ejournals.swu.ac.th/index.php/swudentj/article/view/14468 Fri, 01 Jul 2022 00:00:00 +0000