วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ
https://ejournals.swu.ac.th/index.php/rise
<p><strong>วัตถุประสงค์ของการจัดทำวารสาร </strong><strong>:</strong> </p> <p> เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานทั้งบทความวิจัย และบทความวิชาการทางด้านการศึกษาพิเศษ ของคณาจารย์ นิสิต/นักศึกษา นักวิชาการ และบุคลากรที่ทำงานทางด้านการศึกษาพิเศษ ที่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการศึกษา/ครุศาสตร์ และผู้ทรงคุณวุฒิจากศาสตร์ที่บูรณาการกับด้านการศึกษาพิเศษ เพื่อการนำองค์ความรู้สู่สังคมและประเทศให้เกิดประโยชน์ต่อไป</p> <p> </p> <p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขตของวารสาร </strong><strong>:</strong></p> <p><strong> </strong>เป็นการนำเสนอผลงานวิจัยและงานทางวิชาการด้านการศึกษาพิเศษ โดยเน้นด้านหลักสูตรและการสอน การวิจัยและประเมินผล การบริหารการพัฒนาการศึกษา เทคโนโลยีการศึกษา การศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ รวมถึงงานอันเกิดจากการบูรณาการศาสตร์ทางการศึกษาพิเศษกับศาสตร์อื่นๆ โดยบทความจะต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 ท่านต่อบทความ แบบ Double-blinded review system</p> <p> </p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong><strong> :</strong></p> <p><strong> </strong>2 ฉบับต่อปี (ฉบับที่ 1: มกราคม – มิถุนายน และ ฉบับที่ 2: กรกฎาคม – ธันวาคม)</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ </strong>เป็นวารสารที่ผ่านการรับรองคุณภาพของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย [Thai-Journal Citation Index (TCI) Centre] และอยู่ใน วารสารกลุ่มที่ 2 (จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567)</p>
en-US
วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ
2408-2651
-
การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความบทร้อยกรองภาษาไทย ของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการตั้งคำถามแบบ 5W1H
https://ejournals.swu.ac.th/index.php/rise/article/view/16955
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านจับใจความบทร้อยกรองภาษาไทยของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังการใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการตั้งคำถามแบบ 5W1H กับเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนสาธิตแห่งหนี่ง ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 4 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบทดสอบความสามารถด้านการอ่านจับใจความบทร้อยกรองภาษาไทย รูปแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาภาษาไทย เรื่อง นิราศภูเขาทอง โดยการใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการตั้งคำถามแบบ 5W1H จำนวน 5 แผน และ 3) ใบงานประกอบกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาภาษาไทย เรื่อง นิราศภูเขาทอง จำนวน 5 ชิ้นงาน การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิตและร้อยละ สำหรับข้อมูลเชิงปริมาณ และการวิเคราะห์เนื้อหา สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัย พบว่า ความสามารถด้านการอ่านจับใจความบทร้อยกรองภาษาไทยของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังการใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการตั้งคำถามแบบ 5W1H สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม</p>
ศุภมิตร ฉลวยธนาพร
จีรพัฒน์ ศิริรักษ์
กนกพร วิบูลพัฒนะวงศ์
Copyright (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ
2026-01-01
2026-01-01
14 2
1
15
-
การบริหารหลักสูตรสถานศึกษาในระดับการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดลำปาง
https://ejournals.swu.ac.th/index.php/rise/article/view/16994
<p>การค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา ในระดับการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดลำปาง 2) เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา ในระดับการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดลำปาง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ใช้การเลือกแบบกลุ่มเฉพาะเจาะจง ได้แก่ ครูผู้สอน 70 คน ของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดลำปาง โดยใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา ฯ จำนวน 5 ด้าน สถิติที่ใช้ได้แก่ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยประชากร และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่าสภาพปัญหาการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา ฯ ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (μ = 4.12) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการเตรียมความพร้อม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (μ = 4.38) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการพัฒนาบุคลากร มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (μ = 3.62) โดยผู้ศึกษาเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา ฯ ได้แก่ 1) การสร้างความรู้ความเข้าใจแก่บุคลากรผ่านการอบรมและประชาสัมพันธ์ 2) สำรวจจำนวนและความต้องการพิเศษของเด็กก่อนวางแผนหลักสูตร 3) พัฒนาความรู้ความสามารถของครูในการนำหลักสูตรไปใช้ออกแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 4) สนับสนุนการจัดทำวิจัยในชั้นเรียน 5) เลือกใช้สื่อการสอนที่เหมาะสม 6) การจัดทำเอกสารประกอบหลักสูตร 7) พัฒนาความรู้ด้านการวัดผลโดยเน้นการประเมินพัฒนาการเด็กแบบอิงสภาพจริง มีการทบทวนเกณฑ์ประเมินอย่างสม่ำเสมอ รวมถึง 8) มีการจัดระบบติดตามนิเทศอย่างต่อเนื่องแบบกัลยาณมิตร และ 9) ส่งเสริมการสรุปผลและวางแผนพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในรอบถัดไปอย่างเป็นรูปธรรม</p>
นภสินธุ์ ดวงประภา
พนิดา สินสุวรรณ
Copyright (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ
2026-01-01
2026-01-01
14 2
16
31
-
การศึกษาประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในการฝึกทักษะการดูแลตนเอง ช่วงมีประจำเดือนโดยใช้เทคนิคการฝึกทักษะเชิงพฤติกรรมสำหรับผู้ดูแลเด็กที่มีภาวะออทิสติก
https://ejournals.swu.ac.th/index.php/rise/article/view/16993
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในการฝึกทักษะการดูแลตนเองช่วงมีประจำเดือนโดยใช้เทคนิคการฝึกทักษะเชิงพฤติกรรมสำหรับผู้ดูแลเด็กที่มีภาวะ ออทิสติก กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญ 9 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย 1) แบบสอบถามรายการทักษะการดูแลตนเองในช่วงมีประจำเดือนของเด็กที่มีภาวะออทิสติก 2) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในการฝึกทักษะการดูแลตนเอง ในช่วงมีประจำเดือนโดยใช้เทคนิคการฝึกทักษะเชิงพฤติกรรมสำหรับผู้ดูแลเด็กที่มีภาวะออทิสติก 3) แบบประเมินประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในการฝึกทักษะการดูแลตนเองช่วงมีประจำเดือนโดยใช้เทคนิคการฝึกทักษะเชิงพฤติกรรมสำหรับผู้ดูแลเด็กที่มีภาวะออทิสติกและทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย (Mean) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีประสิทธิภาพในระดับสูง โดยด้านเนื้อหาอยู่ในระดับมีประสิทธิภาพมาก ค่าเฉลี่ย 4.28 และด้านการออกแบบกับการใช้งานอยู่ในระดับมีประสิทธิภาพมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.54 ทั้งยังได้รับการประเมินเชิงคุณภาพว่าสอดคล้องกับบริบทของเด็กออทิสติก เหมาะสมต่อการส่งเสริมทักษะการดูแลตนเองและลดความวิตกกังวลของผู้ดูแลได้อย่างมีประสิทธิผล สะท้อนให้เห็นว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เหมาะสมต่อการนำไปใช้ฝึกทักษะการดูแลตนเองช่วงมีประจำเดือนของเด็กที่มีภาวะออทิสติก และสามารถช่วยเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
นพีพร คำสนิท
ภัทรพร แจ่มใส
Copyright (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ
2026-01-01
2026-01-01
14 2
32
47
-
การประเมินโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการสื่อสารผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับหลักสูตร สาขาวิชาการศึกษาพิเศษ ตามเกณฑ์มาตรฐานการอุดมศึกษา โดยรูปแบบการประเมินของเคิร์กแพทริค
https://ejournals.swu.ac.th/index.php/rise/article/view/17036
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินด้านปฏิกิริยาและประเมินด้านพฤติกรรมหลังการเข้าร่วมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการสื่อสารผลลัพธ์การเรียนรู้ ระดับหลักสูตร สาขาวิชาการศึกษาพิเศษ ตามเกณฑ์มาตรฐานการอุดมศึกษา โดยรูปแบบการประเมินของเคิร์กแพทริค ประชากรเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาการศึกษาพิเศษ จำนวน 25 คน โดยศึกษาจากประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบประเมินด้านปฏิกิริยา และแบบประเมินด้านพฤติกรรม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 และ 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) การประเมินด้านปฏิกิริยาหลังการเข้าร่วมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการสื่อสารผลลัพธ์การเรียนรู้ ระดับหลักสูตร สาขาวิชาการศึกษาพิเศษ ตามเกณฑ์มาตรฐานการอุดมศึกษา นักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาพิเศษ มีความพึงพอใจต่อแผนการดำเนินงานตามโครงการ กิจกรรมความเหมาะสมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วิทยากรมีความรู้ความเข้าใจและความพร้อมในการดำเนินโครงการ และสถานที่ใช้ในการจัดกิจกรรมของโครงการ อยู่ในระดับมากที่สุด และ 2) การประเมินด้านพฤติกรรมหลังการเข้าร่วมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการสื่อสารผลลัพธ์การเรียนรู้ ระดับหลักสูตร สาขาวิชาการศึกษาพิเศษ ตามเกณฑ์มาตรฐานการอุดมศึกษา นักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาพิเศษมีความรู้และความเข้าใจการสร้างแรงบันดาลใจ การแสดงออกถึงบุคลิกภาพของความเป็นครูการศึกษาพิเศษ และ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีมร่วมกับนักสหวิชาชีพ และผู้ปกครอง สัมพันธ์ชุมชน ด้วยกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
นนท์ณภัสร์ วนกาญจน์กุล
ขวัญดาว การะหงษ์
จิรันธนิน ทองธิราช
ชาคริยา พันธ์ทอง
สุนิสา วงศ์อารีย์
ทรรศนีย์ วันชาดี
Copyright (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ
2026-01-01
2026-01-01
14 2
48
60
-
การพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติก ระดับปฐมวัย โดยใช้เทคนิคการฝึกการสื่อสารให้สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบท
https://ejournals.swu.ac.th/index.php/rise/article/view/16999
<p>การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกในระดับปฐมวัย โดยใช้แนวคิดการฝึกการสื่อสารให้สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบท กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย คือ เด็กชาย อายุ 5 ปี จำนวน 1 คน มีพัฒนาการด้านทักษะทางสังคมและทักษะการสื่อสารล่าช้า ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นภาวะออทิสติก และมีพัฒนาการด้านการสื่อสารอยู่ในระดับอายุ 2 ปี 11 เดือน เด็กมีข้อจำกัดในการเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่นมีความยากลำบากในการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อน ไม่สามารถสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ และมักแสดงพฤติกรรมที่เป็นปัญหา คือ การผลักเพื่อน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการสนับสนุนพฤติกรรมเชิงบวก จำนวน 4 แผน และแบบประเมินทักษะทางสังคม โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการผ่านการสังเกตพฤติกรรมของเด็กระหว่างการจัดกิจกรรมสอนทักษะทางสังคมและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ร้อยละ ความถี่ การแจกแจงความถี่ ผลการวิจัยพบว่า การฝึกการสื่อสารให้สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทสามารถพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกในระดับปฐมวัยได้สูงขึ้น</p>
เบญจมาศ พงษ์สวัสดิ์
วรางคณา โสมะนันทน์
Copyright (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ
2026-01-01
2026-01-01
14 2
61
77
-
การพัฒนาโปรแกรมการฝึกการคิดออกแบบเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหา อย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายโดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรวม และการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล
https://ejournals.swu.ac.th/index.php/rise/article/view/17007
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาโปรแกรมการฝึกการคิดออกแบบเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายโดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรวมและการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล (UDL) และ (2) ศึกษาพัฒนาการของนักเรียนหลังได้รับโปรแกรมดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายแห่งหนึ่งในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 35 คน โดยใช้การวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดี่ยวหลายเส้นฐานข้ามบุคคล (Multiple-Baseline Single-Subject Design Across Individuals) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย (1) โปรแกรมการฝึกการคิดออกแบบ จำนวน 11 คาบ ที่พัฒนาตามกระบวนการ Design thinking เป็นแกนกลางร่วมกับแนวคิดการเรียนรวม (Inclusive education) โดยออกแบบกิจกรรมให้สามารถรองรับผู้เรียนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ผ่านการจัดระดับความช่วยเหลือตามระบบการสนับสนุนแบบหลายระดับ (MTSS) และแนวคิดการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล (Universal design for learning หรือ UDL) เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย และ (2) แบบวัดทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ที่ ผลการวิจัยพบว่า หลังการใช้โปรแกรม นักเรียนทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มปกติ (Tier 1) กลุ่มเสี่ยง (Tier 2) และกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ (Tier 3) มีพัฒนาการด้านทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือซึ่งมีการพัฒนาสูงขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนว่าโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนในห้องเรียนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ฉันทิกา ชินธเนศ
ชนิศา ตันติเฉลิม
Copyright (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ
2026-01-01
2026-01-01
14 2
78
94