https://ejournals.swu.ac.th/index.php/rise/issue/feed วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ 2026-07-11T17:55:02+00:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชนิดา มิตรานันท์ rise.journal@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วัตถุประสงค์ของการจัดทำวารสาร </strong><strong>:</strong> </p> <p> เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานทั้งบทความวิจัย และบทความวิชาการทางด้านการศึกษาพิเศษ ของคณาจารย์ นิสิต/นักศึกษา นักวิชาการ และบุคลากรที่ทำงานทางด้านการศึกษาพิเศษ ที่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการศึกษา/ครุศาสตร์ และผู้ทรงคุณวุฒิจากศาสตร์ที่บูรณาการกับด้านการศึกษาพิเศษ เพื่อการนำองค์ความรู้สู่สังคมและประเทศให้เกิดประโยชน์ต่อไป</p> <p> </p> <p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขตของวารสาร </strong><strong>:</strong></p> <p><strong> </strong>เป็นการนำเสนอผลงานวิจัยและงานทางวิชาการด้านการศึกษาพิเศษ โดยเน้นด้านหลักสูตรและการสอน การวิจัยและประเมินผล การบริหารการพัฒนาการศึกษา เทคโนโลยีการศึกษา การศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ รวมถึงงานอันเกิดจากการบูรณาการศาสตร์ทางการศึกษาพิเศษกับศาสตร์อื่นๆ โดยบทความจะต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 ท่านต่อบทความ แบบ Double-blinded review system</p> <p> </p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong><strong> :</strong></p> <p><strong> </strong>2 ฉบับต่อปี (ฉบับที่ 1: มกราคม – มิถุนายน และ ฉบับที่ 2: กรกฎาคม – ธันวาคม)</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ </strong>ได้ผ่านการประเมินคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Journal Citation Index Centre: TCI) โดยได้รับการจัดอันดับในวารสารกลุ่มที่ 2 (Tier 2) ตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572</p> https://ejournals.swu.ac.th/index.php/rise/article/view/17504 ฉบับเต็ม Vol. 15 No. 1 (2026): วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ 2026-07-11T17:55:02+00:00 กองบรรณาธิการ วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ chanidam@g.swu.ac.th <p>-</p> 2026-07-10T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2026 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/rise/article/view/17503 สารบัญ 2026-07-11T17:46:22+00:00 กองบรรณาธิการ วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ chanidam@g.swu.ac.th <p>-</p> 2026-07-10T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2026 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/rise/article/view/17494 กองบรรณาธิการ 2026-07-06T18:00:45+00:00 กองบรรณาธิการ วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ chanidam@g.swu.ac.th <p>-</p> 2026-07-01T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2026 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/rise/article/view/17489 บทบรรณาธิการ 2026-07-03T12:27:14+00:00 กองบรรณาธิการ วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ chanidam@g.swu.ac.th <p>-</p> 2026-07-01T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2026 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/rise/article/view/17502 นโยบายและคุณลักษณะของการตีพิมพ์บทความ วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ 2026-07-11T07:43:38+00:00 กองบรรณาธิการ วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ chanidam@g.swu.ac.th <p>-</p> 2026-07-10T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2026 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/rise/article/view/17039 การพัฒนาความรู้เรื่องประโยคเพื่อการสื่อสารโดยการจัดการเรียนรู้ที่เป็นสากล สำหรับนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2025-07-24T07:00:26+00:00 กัณฑิมา บุตรจันทร์ kanthima.bu@ku.th วรางคณา โสมะนันทน์ supranee.na@ku.th วีรมลล์ โล้เจริญรัตน์ supranee.na@ku.th <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้เรื่องประโยคเพื่อการสื่อสารของนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษในห้องการศึกษาพิเศษ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่เป็นสากล กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษจำนวน 9 คน ประกอบด้วยนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา จำนวน 7 คน นักเรียนที่บกพร่องทางการเรียนรู้จำนวน 2 คน อายุ 11 – 12 ปี กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ห้องการศึกษาพิเศษ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ที่เป็นสากล 4 แผน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบประเมินพฤติกรรม และแบบทดสอบความรู้ก่อนและหลังเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียน แสดงผลข้อมูลเป็นตารางคะแนนความก้าวหน้า ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนทั้ง 9 คนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนทุกคน โดยมีค่าคะแนนความก้าวหน้าอยู่ในช่วง +13 ถึง +14 คะแนน ค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียนเท่ากับ 9.22 คะแนน (36.89%) หลังเรียน 22.44 คะแนน (89.78%) และมีค่าคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ย 13.22 คะแนน (52.89%) แสดงให้เห็นว่านักเรียนทุกคนมีพัฒนาการด้านความรู้เรื่องประโยคเพื่อการสื่อสารสูงขึ้น หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ที่เป็นสากล ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับศักยภาพและลักษณะลีลาการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล ซึ่งช่วยให้นักเรียนเข้าใจและสามารถใช้ประโยคเพื่อการสื่อสารได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมยิ่งขึ้น</p> 2026-07-01T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/rise/article/view/17049 การพัฒนาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือเพื่อนวัยรุ่นที่มีปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรม สำหรับนักเรียนเพื่อนที่ปรึกษา ระดับมัธยมศึกษา โดยใช้บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ 2025-07-05T03:37:53+00:00 สุพิชญา เทพวัลย์ supitchaya.the@ku.th วรางคณา โสมะนันทน์ supranee.na@ku.th <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือเพื่อนวัยรุ่นที่มีปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรม สำหรับนักเรียนเพื่อนที่ปรึกษาระดับมัธยมศึกษา โดยใช้บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 10 คน ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1. บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์เรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือเพื่อนวัยรุ่นที่มีปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรม จำนวน 3 หน่วยการเรียนรู้ 2. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3. แบบสอบถามความคิดเห็นต่อการเรียนรู้ผ่านบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และคะแนนเพิ่มสัมพัทธ์ ผลการวิจัย พบว่า หลังการเรียนรู้ด้วยบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือเพื่อนวัยรุ่นที่มีปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรมสูงขึ้น และคะแนนเพิ่มสัมพัทธ์แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายภายหลังการศึกษาบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์เป็นรายบุคคล พบว่า นักเรียนมีความมั่นใจในการให้ความช่วยเหลือเพื่อนและคนรอบข้างมากขึ้น สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่นักเรียนเพื่อนที่ปรึกษา มีทักษะในการให้ความช่วยเหลือเพื่อนต่าง ๆ ที่นักเรียนนำไปใช้และกล่าวถึงบ่อยครั้ง ได้แก่ การฟังอย่างเข้าใจ การสังเกตพฤติกรรมที่ผิดปกติ และการช่วยให้เพื่อนรับรู้ถึงความปลอดภัยและไว้วางใจ</p> 2026-07-10T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/rise/article/view/17006 การพัฒนาและศึกษาประสิทธิภาพของบัตรภาพคำศัพท์โดยใช้เทคโนโลยีแบบเสมือนจริง สำหรับครูผู้สอนเด็กที่มีพัฒนาการภาษาล่าช้า 2025-07-05T06:58:57+00:00 ไพลิน อินทรพานิชย์ Pailin.in@ku.th ภัทรพร แจ่มใส Pattaraporn.ja@ku.th <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบัตรภาพคำศัพท์โดยใช้เทคโนโลยีแบบเสมือนจริง สำหรับครูผู้สอนเด็กที่มีพัฒนาการภาษาล่าช้า 2) ศึกษาประสิทธิภาพของบัตรภาพคำศัพท์โดยใช้เทคโนโลยีแบบเสมือนจริง สำหรับครูผู้สอนเด็กที่มีพัฒนาการภาษาล่าช้า 3) ศึกษาความเห็นของครูผู้สอนเด็กที่มีพัฒนาการภาษาล่าช้าที่มีต่อการสอนด้วยบัตรภาพคำศัพท์โดยใช้เทคโนโลยีแบบเสมือนจริง กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ผู้เชี่ยวชาญสำหรับคัดเลือกคำศัพท์ จำนวน 3 คน 2) ผู้เชี่ยวชาญสำหรับประเมินความเหมาะสมของภาพคำศัพท์โดยใช้เทคโนโลยีแบบเสมือนจริงและเสียงประกอบ จำนวน 3 คน 3) ผู้เชี่ยวชาญสำหรับศึกษาประสิทธิภาพของบัตรภาพคำศัพท์โดยใช้เทคโนโลยีแบบเสมือนจริง จำนวน 7 คน 4) ครูผู้สอนเด็กที่มีพัฒนาการภาษาล่าช้า จำนวน 7 คน และ 5) นักเรียนที่มีพัฒนาการภาษาล่าช้า จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย 1) แบบสอบถามรายการคำศัพท์พื้นฐานปฐมวัย สำหรับเด็กที่มีพัฒนาการภาษาล่าช้า 2) แบบประเมินความเหมาะสมของภาพคำศัพท์โดยใช้เทคโนโลยีแบบเสมือนจริงและเสียงประกอบ 3) แบบประเมินประสิทธิภาพของบัตรภาพคำศัพท์โดยใช้เทคโนโลยีแบบเสมือนจริง และ 4) แบบประเมินความเห็นของครูผู้สอนเด็กที่มีพัฒนาการภาษาล่าช้าที่มีต่อบัตรภาพคำศัพท์โดยใช้เทคโนโลยีแบบเสมือนจริง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) การพัฒนาบัตรภาพคำศัพท์โดยใช้เทคโนโลยีแบบเสมือนจริง ตามกระบวนการ ADDIE MODEL ได้แก่ การวิเคราะห์ การออกแบบ การพัฒนา การนำไปใช้ และการประเมินผล ประกอบด้วย ภาพคำศัพท์ 3D และเสียงประกอบ มีทั้งหมด 4 หมวด หมวดละ 10 คำ รวมคำศัพท์ทั้งหมด 40 คำ 2) ประสิทธิภาพของบัตรภาพคำศัพท์โดยใช้เทคโนโลยีแบบเสมือนจริง สำหรับครูผู้สอนเด็กที่มีพัฒนาการภาษาล่าช้าจากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญโดยภาพรวมมีประสิทธิภาพ อยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.71, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.50) และ3) ความเห็นของครูผู้สอนเด็กที่มีพัฒนาการภาษาล่าช้าที่มีต่อบัตรภาพคำศัพท์โดยใช้เทคโนโลยีแบบเสมือนจริง จากครูผู้สอนโดยภาพรวมมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.98, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.15)</p> 2026-07-10T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/rise/article/view/17048 การศึกษาระดับความเครียด สาเหตุความเครียด และความต้องการการช่วยเหลือ ของผู้ปกครองที่มีลูกฝาแฝดที่มีภาวะออทิสติก กรณีศึกษา: ศูนย์การศึกษาพิเศษ 2025-07-24T06:56:41+00:00 ภูษณิศา ทอนชัย pusanisa.to@ku.th ภัทรพร แจ่มใส supranee.na@ku.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเครียด สาเหตุความเครียด และความต้องการการช่วยเหลือของผู้ปกครองที่มีลูกฝาแฝดที่มีภาวะออทิสติก กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ปกครองที่มีลูกฝาแฝดที่มีภาวะ ออทิสติก เข้ารับบริการที่ศูนย์การศึกษาพิเศษ จำนวน 3 ครอบครัว เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินความเครียดสวนปรุง (Suanprung Stress Test: SPST –20) และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview form) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพแบบวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ปกครองที่มีลูกฝาแฝดที่มีภาวะออทิสติกทั้ง 3 ครอบครัว มีระดับความเครียดสูง 2) สาเหตุของความเครียดเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) ความเครียดจากปัจจัยส่วนตัว เช่น ปัญหาด้านสุขภาพ การไม่มีเวลาให้กับตัวเอง และ(2) ความเครียดจากปัจจัยแวดล้อม เช่น ความเครียดจากสภาพปัญหาเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัว ปัญหาพฤติกรรมของเด็กและวิธีการดูแล และ 3) ผู้ปกครองต้องการการช่วยเหลือในเรื่องการจัดการกับพฤติกรรมของลูก ต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ความต้องการให้ลูกได้ใช้ชีวิตร่วมกับเด็กทั่วไป ต้องการการสนับสนุนด้านการศึกษาให้บุตรหลานได้เข้ารับการศึกษาที่สูงขึ้น โดยเรียนร่วมกับนักเรียนทั่วไป ตลอดจนการศึกษาต่อในโรงเรียนเฉพาะความพิการเพื่อฝึกการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันให้มากที่สุด และการสนับสนุนในด้านการประกอบอาชีพสำหรับผู้ปกครอง</p> 2026-07-09T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/rise/article/view/17208 การบริหารจัดการศึกษาในโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 2025-12-01T11:10:40+00:00 พัทธ์ธีรา แสงมณี patteera@skpp.ac.th รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ rungchatchadaporn@tsu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารจัดการศึกษาในโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 2) เปรียบเทียบการบริหารจัดการศึกษาในโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จำแนกตามตัวแปรเพศ อายุ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน 3) ประมวลข้อเสนอแนะการบริหารจัดการศึกษาในโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ข้าราชการครูในโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จำนวน 331 คน ซึ่งได้จากการกำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยเทียบจากตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan และสุ่มตัวอย่างแบบง่ายโดยวิธีจับสลาก เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น 0.986 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารจัดการศึกษาในโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ในภาพรวมทุกด้านมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก โดยด้านการบริหารงบประมาณมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ด้านการบริหารวิชาการ ด้านการบริหารงานบุคคล และด้านการบริหารงานทั่วไป ตามลำดับ 2) เปรียบเทียบผลการบริหารจัดการศึกษาในโรงเรียนเฉพาะความพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จำแนกตามตัวแปรเพศ อายุ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3) ผลการประมวลข้อเสนอแนะของครูในโรงเรียนเฉพาะความพิการ ได้แก่ มุ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตรและแนวทางวิชาการที่ชัดเจน การเพิ่มบุคลากรเฉพาะทางและค่าตอบแทน รวมถึงการจัดสรรงบประมาณและปรับปรุงสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาที่ตอบสนองต่อความต้องการจำเป็นพิเศษของนักเรียน</p> <p> </p> 2026-07-09T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/rise/article/view/17005 การสำรวจปัญหาและความคิดเห็นของผู้สอนงานในร้านกาแฟ จากการสอนงานนักเรียนที่มีภาวะบกพร่องด้านอารมณ์และพฤติกรรม 2025-07-24T06:47:01+00:00 สุปฏิญญา สมบูรณ์วิบูลย์ Supatinya.n@ku.th ภาวิณี ศรีสุขวัฒนานันท์ Supatinya.n@ku.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจปัญหาที่ผู้สอนงานในร้านกาแฟสังเกตได้ขณะนักเรียนที่มีภาวะบกพร่องทางด้านอารมณ์และพฤติกรรมปฏิบัติงาน และเพื่อนำเสนอความคิดเห็นของผู้สอนงานในการช่วยเหลือนักเรียน การวิจัยใช้วิธีการสำรวจเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับผู้สอนงานในร้านกาแฟจำนวน 2 คน ผลการศึกษาพบว่า ผู้สอนงานรายงานพฤติกรรมการทำงานในร้านกาแฟของนักเรียนที่มีภาวะบกพร่องทางด้านอารมณ์และพฤติกรรม ดังนี้ ความเหนื่อยล้าทางกาย การสื่อสารที่ไม่เหมาะสมระหว่างนักเรียนและลูกค้า มีข้อผิดพลาดในงานรับออเดอร์และการชงเครื่องดื่ม พบพฤติกรรมหลีกเลี่ยงงานในช่วงเวลาที่ร้านยุ่ง ผู้สอนงานได้เสนอแนวทางช่วยเหลือ ดังนี้ จัดทำคู่มือการทำงานประกอบรูปภาพ การให้ความสำคัญกับการทบทวนคำสั่งซื้อ องค์กรควรปรับตารางการทำงานของนักเรียนให้ยืดหยุ่น และการอบรมผู้สอนงานเกี่ยวกับเทคนิคการสอนงานนักเรียนที่มีภาวะบกพร่องทางด้านอารมณ์และพฤติกรรม</p> 2026-07-11T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/rise/article/view/17065 การใช้วินัยเชิงบวกเพื่อส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์ในนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว 2025-07-24T08:19:33+00:00 อมรินทร์ คำห้อง aummarin28@gmail.com มฤษฎ์ แก้วจินดา aummarin.k@ku.th <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการใช้วินัยเชิงบวกในการส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์ในนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว กลุ่มเป้าหมาย เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ในโรงเรียนเฉพาะความพิการ จำนวน 9 คน ผู้วิจัยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง โดยคัดเลือกนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว ด้วยการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนร่วมกับการสอบถามครูประจำชั้นและเพื่อนร่วมห้องเรียน เพื่อคัดเลือกนักเรียนที่มีลักษณะความฉลาดทางอารมณ์ต่ำหรือแสดงพฤติกรรมและอารมณ์ที่ผิดปกติจากทั่วไป เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการสอนวินัยเชิงบวก 2. เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ สำหรับวัยรุ่น (อายุ 12 – 17 ปี) และแบบสังเกตพฤติกรรมในห้องเรียน ดำเนินการเก็บข้อมูลเป็น 3 ระยะคือ ระยะก่อนการทดลอง ระยะการทดลอง และระยะหลังการทดลอง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ด้วยเครื่องมือสถิติในกลุ่ม Non-parametric Statistics ได้แก่ Wilcoxon Signed-Rank Test และ Sing Test ผลการวิจัยพบว่า หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วินัยเชิงบวก นักเรียนมีระดับความฉลาดทางอารมณ์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับคะแนนก่อนการใช้กิจกรรมกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วินัยเชิงบวก</p> 2026-07-11T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/rise/article/view/17211 การศึกษาระดับความเครียดของครูผู้สอนเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ในเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 5 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 2026-06-22T16:07:24+00:00 กรรณิการ์ ศรีบุญเรือง kannika.srib@ku.th ผกามาศ นันทจีวรวัฒน์ kannika.srib@ku.th <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุเพื่อศึกษาระดับความเครียดของครูผู้สอนเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ และเพื่อเปรียบเทียบปัจจัยระดับการศึกษา สาขาวิชาที่จบ ประสบการณ์สอน รายได้ต่อเดือน เพศ สถานภาพ ตำแหน่ง ความพิการหรือความเจ็บป่วย กับการเกิดความเครียดของครูผู้สอนเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษในเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 5 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ครูผู้สอนเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ในเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 5 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 265 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบวัดความเครียดสวนปรุง (SPST-20) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ครูผู้สอนเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษในเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 5 ส่วนใหญ่มีความเครียดอยู่ในระดับสูง โดยมีปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดความเครียดของครูผู้สอน ได้แก่ ปัจจัยด้านอายุ ปัจจัยด้านประสบการณ์สอน ปัจจัยด้านรายได้ และปัจจัยด้านความพิการหรือความเจ็บป่วย ส่วนปัจจัยที่ไม่มีผลต่อการเกิดความเครียดของครูผู้สอน ได้แก่ ปัจจัยด้านเพศ ปัจจัยด้านสถานภาพ ปัจจัยด้านระดับการศึกษา ปัจจัยด้านสาขาวิชาที่จบ และปัจจัยด้านตำแหน่ง</p> 2026-07-10T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/rise/article/view/17306 การพัฒนารูปแบบการบริหารงานนิเทศการจัดการเรียนรู้เพื่อช่วยเหลือครู ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดเชียงราย 2026-06-26T16:19:13+00:00 สิรินยา นันทชัย sirinyapoppap@gmail.com สุวดี อุปปินใจ suwadee123@gmail.com ไพรภ รัตนชูวงศ์ captpairop@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบการบริหารงานนิเทศการจัดการเรียนรู้ 2) เพื่อศึกษาสภาพที่เป็นจริง สภาพที่ควรจะเป็น และความต้องการจำเป็นของการบริหารงานนิเทศการจัดการเรียนรู้ และ 3) เพื่อสร้างและประเมินรูปแบบการบริหารงานนิเทศการจัดการเรียนรู้ โดยมีขั้นตอนการวิจัย ดังนี้ 1) การศึกษาองค์ประกอบ โดยการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ใช้แบบสังเคราะห์เอกสาร และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา 2) การศึกษาสภาพที่เป็นจริง สภาพที่ควรจะเป็น และความต้องการจำเป็น จำนวน 67 คน ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (PNI <sub>mofified</sub>) และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และ 3) สร้างและประเมินรูปแบบการบริหารงานนิเทศการจัดการเรียนรู้เพื่อช่วยเหลือครูในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดเชียงราย โดยนำข้อมูลจากขั้นตอนที่ 1 และขั้นตอนที่ 2 สนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 ท่าน โดยเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบของรูปแบบการบริหารงานนิเทศการจัดการเรียนรู้ มี 5 องค์ประกอบ 2) สภาพที่เป็นจริงภาพรวมอยู่ในระดับมาก และสภาพที่ควรจะเป็นภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) รูปแบบการบริหารงานนิเทศการจัดการเรียนรู้เพื่อช่วยเหลือครูในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดเชียงราย มี 5 องค์ประกอบ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) กระบวนการ 4) การประเมินผล และ 5) ปัจจัยความสำเร็จ ผลการประเมิน พบว่ารูปแบบมีความถูกต้องอยู่ในระดับมากที่สุด และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก</p> 2026-07-11T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/rise/article/view/17309 การพัฒนารูปแบบการช่วยเหลือนักเรียนเรียนรวมให้หลุดจากระบบการศึกษาเป็นศูนย์ สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษาในพื้นที่ชายแดนจังหวัดเชียงราย 2026-06-26T16:13:25+00:00 ธันยพร พวงสายใจ puangsaijaifah@gmail.com ธิดารัตน์ สุขประภาภรณ์ em_thidarat@crru.ac.th สุวดี อุปปินใจ suwadee123@gmail.com <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการช่วยเหลือนักเรียนเรียนรวมให้หลุดจากระบบการศึกษาเป็นศูนย์ สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษาในพื้นที่ชายแดนจังหวัดเชียงราย แบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้ 1) การศึกษาสภาพที่เป็นจริง สภาพที่ควรจะเป็น และความต้องการจำเป็น ฯ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา, ครูผู้รับผิดชอบงานด้านการจัดการเรียนรวม, ครูผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับโครงการพาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง และตัวแทนคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ของโรงเรียนมัธยมศึกษาที่ตั้งในเขตพื้นที่ชายแดนจังหวัดเชียงราย จำนวน 11 โรงเรียน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น 2) สร้างรูปแบบ ฯ โดยการสนทนากลุ่มร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ 9 ท่าน ใช้การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา 3) ประเมินรูปแบบ ฯ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 9 ท่าน ใช้การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบประเมินความถูกต้องและความเป็นไปได้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบ ชื่อ รูปแบบการช่วยเหลือนักเรียนเรียนรวมให้หลุดจากระบบการศึกษาเป็นศูนย์ ISFP สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษาในพื้นที่ชายแดนจังหวัดเชียงราย มี 5 องค์ประกอบ ดังนี้ หลักการ วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ แนวทางการประเมินผล และเงื่อนไขความสำเร็จ</p> 2026-07-10T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ