Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm <p><strong>ไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ</strong></p> <p>วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ (Thai Pharmaceutical and Health Science Journal) เป็นวารสารวิชาการของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วารสารนี้จัดอยู่ในกลุ่ม 1 (tier 1) ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Journal Citation Index Centre; TCI) และ ASEAN Citation Index (ACI)</p> <p> </p> <p><strong>Impact Factor:</strong> 0.022 for 2018 (by TCI, since August 6, 2019)</p> <p><strong>รูปแบบ: </strong>วารสารตีพิมพ์บทความทั้งรูปแบบเล่ม (print) และออนไลน์ (online)</p> <p><strong>ISSN: </strong>1905-3460 (print) เริ่มตีพิมพ์เล่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2549 (2006)</p> <p><strong>ISSN: </strong>2672-9687 (online) เริ่มตีพิมพ์ออนไลน์ตั้งแต่ 1 มกราคม 2551 (2008)</p> <p><strong>ความถี่: </strong>ปีละ 4 ฉบับ (ทุก 3 เดือน) โดยตีพิมพ์บทความวิจัยฉบับละ 10 - 12 บทความ</p> <p> </p> <p><strong>วัตถุประสงค์ (</strong><strong>Aim) </strong></p> <p> </p> <p>ไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาตีพิมพ์บทความวิชาการทั้ง1) บทความผลการศึกษาวิจัยที่แสดงข้อค้นพบใหม่หรือแง่มุมใหม่ทางวิชาการ และ 2) บทความประมวลความรู้ที่ก้าวหน้า ที่ครอบคลุมศาสตร์ทั้งเภสัชศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ของทั้งคณาจารย์ นิสิต/นักศึกษา นักวิจัย เภสัชกร บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข และนักวิทยาศาสตร์</p> <p> </p> <p><strong>ขอบเขต (</strong><strong>Scope)</strong></p> <p> </p> <p><strong>ขอบเขตเนื้อหา</strong> <strong>-</strong> นำเสนอบทความวิจัยและบทความประมวลความรู้ ที่ครอบคลุมศาสตร์สาขาเภสัชศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ และสหสาขาวิชาชีพด้านสุขภาพ ดังต่อไปนี้</p> <ul> <li><strong>เภสัชศาสตร์</strong> <strong>(</strong><strong>pharmacy, pharmaceutical sciences)</strong> ได้แก่ เภสัชกรรมปฏิบัติ (pharmacy practice) การบริบาลทางเภสัชกรรม (pharmaceutical care) เทคโนโลยีเภสัชกรรม (pharmaceutical technology) เภสัชเคมี (pharmaceutical/medicinal chemistry) เภสัชวิทยา (pharmacology) เภสัชจลนศาสตร์ (pharmacokinetics) เภสัชพฤกษศาสตร์ (pharmaceutical botany) เภสัชเวทและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (pharmacognosy and natural products) เภสัชกรรมสังคมและการบริหาร (social and administrative pharmacy) เภสัชเศรษฐศาสตร์ (pharmacoeconomics) โภชนคลินิก (clinical nutrition) อาหารและโภชนาการ (food and nutrition) เครื่องสำอาง (cosmetics) เทคโนโลยีชีวภาพ (biotechnology)</li> <li><strong>วิทยาศาสตร์การแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ</strong> <strong>(</strong><strong>medical and health science)</strong> ได้แก่ เวชกรรม/แพทยศาสตร์ (medicine) ทันตกรรม (dentistry) การพยาบาล (nursing) การสาธารณสุข (public health) การแพทย์เสริมและการแพทย์ทางเลือก (complementary and alternative medicine) สหเวชศาสตร์ (allied health science) กายภาพบำบัด (physical therapy) การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ (diagnostic laboratory science) รวมถึง สรีรวิทยาทางการแพทย์ (medical physiology) กายวิภาคศาสตร์ (anatomy) จุลชีววิทยาทางการแพทย์ (medical microbiology)</li> <li><strong>สหสาขาวิชาชีพด้านสุขภาพ (</strong><strong>multidisciplinary healthcare science) </strong></li> </ul> <p> </p> <p><strong>ขอบเขตรูปแบบ – </strong>บทความวิชาการที่เผยแพร่ครอบคลุมรูปแบบดังต่อไปนี้</p> <ul> <li>บทความวิจัย (original research article)</li> <li>บทความนิพนธ์ปริทรรศน์ (review article)</li> <li>บทความวิชาการในรูปแบบรายงานผู้ป่วยหนึ่งราย (case report) และรายงานผู้ป่วยมากกว่าหนึ่งราย (case-series report)</li> <li>บทความวิจัยสื่อสารอย่างสั้น (short communication)</li> <li>บทความวิชาการในรูปแบบปกิณกะ (miscellaneous)</li> </ul> en-US <span style="font-family: Times New Roman; font-size: small;"> </span><p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center; mso-layout-grid-align: none;"><span style="font-size: large;"><strong><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; mso-fareast-font-family: &quot;Times New Roman&quot;;" lang="TH">ลิขสิทธิ์</span></strong><strong><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; mso-fareast-font-family: &quot;Times New Roman&quot;;"> (Copyright)</span></strong><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; mso-fareast-font-family: &quot;Times New Roman&quot;;"> </span></span></p><span style="font-family: Times New Roman; font-size: small;"> </span><p class="MsoBodyTextIndent" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; font-size: 6pt; mso-fareast-font-family: &quot;Times New Roman&quot;;"> </span></p><span style="font-family: Times New Roman; font-size: small;"> </span><p class="MsoBodyTextIndent" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; font-size: 13pt; mso-fareast-font-family: &quot;Times New Roman&quot;;" lang="TH">ต้นฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนี้ถือเป็นสิทธิ์ของไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ การนำข้อความใด ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของต้นฉบับไปตีพิมพ์ใหม่จะต้องได้รับอนุญาตจาก</span><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; font-size: 13pt;" lang="TH">เจ้าของ</span><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; font-size: 13pt; mso-fareast-font-family: &quot;Times New Roman&quot;;" lang="TH">ต้นฉบับและวารสารก่อน</span><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; font-size: 13pt; mso-fareast-font-family: CordiaNew;"> </span></p><span style="font-family: Times New Roman; font-size: small;"> </span><p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; mso-layout-grid-align: none;"><strong><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; font-size: 11pt; mso-fareast-font-family: &quot;Times New Roman&quot;;"> </span></strong></p><span style="font-family: Times New Roman; font-size: small;"> </span><p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center; mso-layout-grid-align: none;"><span style="font-size: large;"><strong><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; mso-fareast-font-family: &quot;Times New Roman&quot;;" lang="TH">ความรับผิดชอบ</span></strong><strong><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; mso-fareast-font-family: &quot;Times New Roman&quot;;"> (Responsibility)</span></strong><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; mso-fareast-font-family: &quot;Times New Roman&quot;;"> </span></span></p><span style="font-family: Times New Roman; font-size: small;"> </span><p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; text-indent: 36pt; text-justify: inter-cluster; mso-layout-grid-align: none;"><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; font-size: 6pt; mso-fareast-font-family: &quot;Times New Roman&quot;;"> </span></p><span style="font-family: Times New Roman; font-size: small;"> </span><p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; text-indent: 36pt; text-justify: inter-cluster; mso-layout-grid-align: none;"><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; font-size: 13pt; mso-fareast-font-family: &quot;Times New Roman&quot;;" lang="TH">ผลการวิจัยและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความเป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์ ทั้งนี้ไม่รวมความผิดพลาดอันเกิดจากเทคนิคการพิมพ์</span></p><span style="font-family: Times New Roman; font-size: small;"> </span> charoen@g.swu.ac.th (Charoen Treesak) jpharmswu@gmail.com (Weerasak Samee) Fri, 30 Jun 2023 14:24:57 +0000 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด-19 ของวัยแรงงาน ช่วงสถานการณ์การระบาดในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและเขตพื้นที่บริการมหาวิทยาลัยบูรพา Factors Influencing Health Behaviors for COVID-19 Prevention among Work-Force Age Individuals during Pandemic Situation in Eastern Economic Corridor and Burapha University Service Area https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/14638 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด-19 และอิทธิพลของปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริมตามแบบจำลองการวางแผนส่งเสริมสุขภาพ (PRECEDE-PROCEED MODEL) ต่อพฤติกรรมป้องกันโรคฯ ของวัยแรงงาน <strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การวิจัยแบบทดสอบความสัมพันธ์เชิงทำนาย กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนวัยแรงงานที่พำนักอยู่ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกและและเขตพื้นที่บริการมหาวิทยาลัยบูรพา ช่วงการระบาดของโควิด -19 ระหว่างพฤศจิกายนถึงธันวาคม พ.ศ. 2564 จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอนจำนวน 235 คน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด-19 และ 10 ปัจจัยที่อาจมีอิทธิพล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน <strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด-19 ในระดับสูงโดยคะแนนเฉลี่ยเป็นร้อยละ 84.18 ของคะแนนสูงสุดที่เป็นไปได้ ซึ่งการรับรู้สมรรถนะในการป้องกันโรคโควิด-19 (β = 0.312, P-value &lt; 0.001) ทัศนคติต่อมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 (β = 0.271, P-value &lt; 0.001) ความรู้เกี่ยวกับโรคและการป้องกันโรคโควิด-19 (β = 0.144, P-value &lt; 0.05) และการเข้าถึงบริการสุขภาพ (β = 0.133, P-value &lt; 0.05) เป็นปัจจัยที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ร่วมทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด-19 ได้ร้อยละ 37.4 (R<sup>2</sup> = 0.374, P-value &lt; 0.05) <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> สามารถใช้ผลการศึกษาพัฒนากิจกรรมเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมป้องกันโรคโควิด-19 แก่กลุ่มวัยแรงงาน โดยมุ่งเน้นกิจกรรมเสริมสร้างการรับรู้สมรรถะแห่งตน ทัศนคติการยอมรับมาตรการป้องกันโรค การให้ความรู้ในการป้องกันการสัมผัสเชื้อ รวมทั้งการเอื้อให้เข้าถึงระบบบริการสุขภาพได้รวดเร็ว</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> พฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด-19, วัยแรงงาน, สถานการณ์การระบาดของโควิด-19</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong>Objective:</strong> To study health behavior for COVID-19 prevention and the influence of predisposing, enabling, and reinforcing factors according to the PRECEDE-PROCEED MODEL on the behaviors among individuals with work-force age. <strong>Method:</strong> This predictive correlational study had 235 work-force age participants in the Eastern region and Burapha University service area during the COVID-19 pandemic between November and December 2021. Participants were selected through a multi-stage random sampling. The questionnaire assessed the behavior and its 10 influencing factors. Stepwise multiple linear regression was employed to test the associations. <strong>Results:</strong> The participants had a high level of health behavior for COVID-19 prevention (mean score of 84.18% of the possible total score). Perceived self-efficacy in COVID-19 prevention (β = 0.312, P-value &lt; 0.001), attitude towards COVID-19 preventive measures (β = 0.271, P-value &lt; 0.001), knowledge of COVID-19 and its prevention (β = 0.144, P-value &lt; 0.05), and access to health services (β = 0.133, P-value &lt; 0.05) were statistically significant predictors and could predict the behavior by 37.4% (R<sup>2</sup> = 0.374, P-value &lt; 0.05). <strong>Conclusion: </strong>Findings could be used to develop activities promoting health behaviors for COVID-19 prevention among this work-force age by enhancing COVID-19 prevention self-efficacy, positive attitude towards COVID-19 preventive measures, knowledge about exposure prevention, and access to health service.</p> <p><strong>Key words:</strong> Health behaviors for COVID-19 prevention, work-force age, COVID-19 pandemic situation</p> Pornpun Sudjai, Dr. Jinjutha Chaisena Dallas, Dr. Chintana Wacharasin Copyright (c) 2023 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/14638 Fri, 30 Jun 2023 00:00:00 +0000 Relationships between Selected Variables and Physical Activities Among Low-risk Pregnant Women in China: A Cross-sectional Study https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/14623 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อประเมินระดับกิจกรรมทางกายระหว่างตั้งครรภ์และปัจจัยที่สัมพันธ์กับ PAP ได้แก่ อายุ, จำนวนครรภ์ทั้งหมด, สภาพแวดล้อม, การรับรู้ความเปราะบาง, การรับรู้ความรุนแรง, การรับรู้ประโยชน์, การรับรู้อุปสรรค, และสิ่งชักนำให้ปฏิบัติ <strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> ผู้ร่วมการวิจัย 170 รายจากการสุ่มอย่างง่ายเป็นหญิงตั้งครรภ์ที่ฝากครรภ์ที่คลินิกฝากครรภ์ของโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยการแพทย์ Wenzhou ประเทศจีน ในช่วงเมษายนถึงพฤษภาคม 2565 รวบรวมข้อมูลเชิงประชากรศาสตร์ ประเมินกิจกรรมทางกายในถิ่นอาศัย กิจกรรมการทางกายตามความเชื่อทางสุขภาพ กิจกรรมทางกายนานาชาติ โดยทั้งหมดเป็นภาษาจีน ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่าง PAP กับปัจจัยต่าง ๆ โดยใช้ค่าความสัมพันธ์พอยท์ไบเซอเรียล <strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ผู้ร่วมการวิจัยน้อยกว่าครึ่งมี PAP ระดับเพียงพอ (ร้อยละ 45.9) การรับรู้ความเปราะบางและการรับรู้ประโยชน์สัมพันธ์ทางบวกกับกิจกรรมทางกายระหว่างตั้งครรภ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>r</em> = 0.166, P-value &lt; 0.05 และ <em>r</em> = 0.210, P-value &lt; 0.01 ตามลำดับ) <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับการประเมินด้านการรับรู้ความเปราะบาง การรับรู้ประโยชน์ และกิจกรรมทางกายภาพระหว่างตั้งครรภ์ โดยมีประโยชน์ทั้งสุขภาพของแม่และลูกในครรภ์ และผลดีต่อสุขภาพหลังคลอดและพัฒนาการของลูก</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> กิจกรรมทางกาย, หญิงตั้งครรภ์, การรับรู้ความเปราะบาง, การรับรู้ความรุนแรง, การรับรู้ประโยชน์</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong>Objective:</strong> To determine physical activity during pregnancy (PAP) in low-risk pregnant women and examine relationship among selected variables (age, parity, environment, perceived susceptibility, perceived severity, perceived benefits, perceived barriers, and cues to action) and PAP in Wenzhou, China. <strong>Methods:</strong> Simple random sampling was used to recruit 170 participants who visited the general obstetric clinic of the second affiliated hospital of Wenzhou Medical University during the months of April to May 2022. Data were collected by using demographic record form, Chinese version of Physical Activity Neighborhood Environment Scale, Physical Activity Health Belief Scale during Pregnancy, Chinese version of International Physical Activity Questionnaire Short Form. Data were analyzed using point biserial correlation. <strong>Results:</strong> Less than half achieved adequate levels of physical activity during pregnancy (45.9%). Perceived susceptibility and perceived benefit were positively correlated to physical activity (<em>r</em> = 0.166, P-value &lt; 0.05 and <em>r</em> = 0.210, P-value &lt; 0.01, respectively). <strong>Conclusion:</strong> Pregnant women should be assessed for perceived susceptibility, perceived benefits, and physical activity. It can impact not only the maternal and fetal health during pregnancy, but also have a long-term impact on mother’s postpartum recovery and infant development.</p> <p><strong>Keywords: </strong>physical activity, low risk pregnancy, perceived susceptibility, perceived severity, perceived benefits</p> Shiting Chen, Chintana Wacharasin, Tatirat Tachasuksri Copyright (c) 2023 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/14623 Fri, 30 Jun 2023 00:00:00 +0000 รูปแบบการเรียนรู้และการรับรู้ความสามารถด้านการเรียนในนิสิตพยาบาล Learning Styles and Perceived Academic Self-Efficacy Among Nursing Students https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/14599 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการเรียนรู้และการรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนของนิสิตพยาบาล 2) เปรียบเทียบคะแนนรูปแบบการเรียนรู้และการรับรู้ความสามารถของตนฯ จำแนกตามชั้นปีและผลสัมฤทธิ์การเรียน 3) ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการเรียนรู้กับการรับรู้ความสามารถของตนฯ <strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาแบบภาคตัดขวางมีตัวอย่างคือ นิสิตพยาบาลหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 1 - 4 อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปโดยการสุ่มตามสะดวกจำนวน 385 คน ใช้แบบสอบถามเพื่อรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล รูปแบบการเรียนรู้ 6 รูปแบบ ได้แก่ แบบอิสระ แบบหลีกเลี่ยง แบบร่วมมือ แบบพึ่งพา แบบแข่งขัน และแบบมีส่วนร่วม และการรับรู้ความสามารถแห่งตนด้านการเรียน ทดสอบความแตกต่างของคะแนนรูปแบบการเรียนรู้และการรับรู้ความสามารถแห่งตนฯ ตามชั้นปีและระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วย ANOVA และสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน <strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>คะแนนเฉลี่ยของรูปแบบการเรียนรู้ทั้งหมดอยู่ในระดับปานกลาง โดยแบบมีส่วนร่วมมือคะแนนสูงสุด (mean = 3.66) ตามด้วยแบบร่วมมือ แบบพึ่งพา แบบอิสระ แบบหลีกเลี่ยง และแบบแข่งขัน (mean = 3.52, 3.38, 3.37, 2.95, และ 2.85 ตามลำดับ) การรับรู้ความสามารถแห่งตนฯ อยู่ในระดับสูง (mean = 33.24) เมื่อจำแนกตามชั้นปีและผลสัมฤทธิ์การเรียนพบว่ารูปแบบการเรียนรู้ทั้งหมดยกเว้นแบบแข่งขันมีคะแนนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; 0.01) และชั้นปีที่สูงมีแนวโน้มมีคะแนนรูปแบบการเรียนรู้ที่พึ่งประสงค์มากกว่า ส่วนคะแนนการรับรู้ความสามารถแห่งตนฯ แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญสถิติตามชั้นปีเท่านั้น โดยชั้นปีที่สูงกว่ามีการรับรู้ความสามารถแห่งตนฯ สูงกว่า พบว่าคะแนนรูปแบบการเรียนรู้ 4 แบบสัมพันธ์กับการรับรู้ความสามารถแห่งตนฯ (P-value &lt; 0.01) ยกเว้นแบบพึ่งพิงและแข่งขัน <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> รูปแบบการเรียนรู้ที่พึงประสงค์และการรับรู้ความสามารถแห่งตนยังมีน้อยชั้นปีต้น ควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อกระตุ้นรูปแบบการเรียนรู้ที่พึงประสงค์และการรับรู้ความสามารถแห่งตนด้านการเรียนของนิสิตพยาบาล </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> รูปแบบการเรียนรู้, การรับรู้ความสามารถด้านการเรียนรู้, นิสิตพยาบาล</p> <p>­­­­<strong>Abstract</strong></p> <p><strong>Objectives</strong>: To 1) determine levels of learning style and perceived academic self-efficacy among nursing students, 2) compare scores of learning styles and perceived self-efficacy by year of study and academic achievement, and 3) test correlation between learning style and perceived self-efficacy. <strong>Method:</strong> This cross-sectional study had a sample of 385 nursing students studying in Nursing Bachelor's Program from years 1 – 4 who were 18 years old and over obtained by convenience sampling. A questionnaire was used to collect demographic characteristics, and to assess six learning styles (i.e., independent, avoidant, collaborative, dependent, competitive and participative styles) and perceived academic self-efficacy. Scores of learning styles and perceived self-efficacy by years of study and academic achievements were compared using ANOVA and Pearson’s correlation analysis. <strong>Results: </strong>Overall learning style score was at moderate level with the highest one of participative style (mean = 3.66), followed by collaborative, dependent, independent, avoidant, and competitive (mean = 3.52, 3.38, 3.37, 2.95, and 2.85, respectively). Perceived self-efficacy was at a high level (mean = 33.24). Participants with different years of study and academic achievements most learning styles except competitive one had significant differences in learning style scores (P-value &lt; 0.01). Participants in higher year of study were more likely to have higher scores of desirable learning styles. Scores of perceived self-efficacy were significantly different by year of study where those in higher year had higher scores. Scores of 4 learning styles, except those of dependent and competitive styles, were significantly correlated with perceived self-efficacy (P-value &lt; 0.01). <strong>Conclusion: </strong>Desirable learning styes and perceived academic self-efficacy were low in the early year of study. Learning activities should promote desirable learning styles and perceived academic self-efficacy among nursing students.</p> <p><strong>Keywords:</strong> learning styles, perceived academic self-efficacy, nursing students </p> Pornpat - Hengudomsub, Nujjaree - Chaimongkol, Chanandchidadussadee - Toonsiri Copyright (c) 2023 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/14599 Fri, 30 Jun 2023 00:00:00 +0000 ผลของการเรียนรู้แบบนำตนเองด้วย SWU-Moodle ในรายวิชาการพยาบาลมารดาและทารก และวิชาการผดุงครรภ์ต่อความรู้ ความพร้อม และความพึงพอใจต่อการเตรียมความพร้อมเพื่อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ Effects of Self-directed Learning by the SWU-Moodle on Knowledge, Readiness and Satisfaction in Preparations for the Registered Nursing and Midwifery License Examination https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/14456 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อเปรียบเทียบความรู้และความพร้อมในการสอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ก่อนและหลังการเรียนรู้แบบนำตนเองด้วย online SWU-Moodle รายวิชาการพยาบาลมารดาทารก และวิชาการผดุงครรภ์ และประเมินความพึงพอใจต่อ SWU-Moodle <strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การศึกษาแบบหนึ่งกลุ่มประเมินผลลัพธ์ก่อนและหลัง มีตัวอย่างเป็นนิสิตพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2563 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์จำนวน 57 คน เครื่องมือวิจัยคือ online SWU-Moodle ของสองรายวิชาดังกล่าวจำนวน 8 หน่วย ใช้เวลาเรียน 12 สัปดาห์ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินความพร้อมในการสอบเพื่อขึ้นทะเบียนฯ และแบบประเมินความพึงพอใจ ใช้สถิติเชิงพรรณนา วิลคอกซัน การทดสอบ one-sample t test และการทดสอบไบโนเมียล <strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> คะแนนความรู้ และคะแนนความพร้อมหลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; 0.001 ทั้งคู่) คะแนนความพึงพอใจต่อ SWU-Moodle สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; 0.001) <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การเรียนรู้แบบนำตนเองด้วย online SWU-Moodle ในรายวิชาการพยาบาลมารดาทารกและวิชาการผดุงครรภ์สามารถเพิ่มความรู้และ ความพร้อมในการสอบขึ้นทะเบียน และผู้เรียนมีความพึงพอใจ ควรนำรูปแบบการเรียนรู้แบบนำตนเองด้วย online SWU-Moodle ไปใช้ในการเรียนการสอนปกติ</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การเรียนรู้แบบนำตนเอง, SWU-Moodle, การพยาบาลมารดาและทารก, การผดุงครรภ์, การสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong>Objective:</strong> To compare scores of knowledge and readiness in preparing for the nursing and midwifery license examination before and after using the self-directed learning online SWU-Moodle of Maternal and Child Nursing and Midwifery subjects, and determine satisfaction on SWU-Moodle. <strong>Methods:</strong> This one-group pre-test-post-test pre-experimental study had 57 57 4<sup>th</sup> year nursing students in the academic year 2020, Srinakharinwirot University meeting eligibility criteria as participants. Research instruments were the SWU-Moodle of the two subjects, and questionnaires to measure knowledge, readiness and satisfaction in using SWU-Moodle. The data were analyzed by using descriptive statistics, Wilcoxon signed rank test, one-sample t test and binomial test. <strong>Results:</strong> Scores of knowledge and readiness at post-test were significantly higher than those at pre-test (P-value &lt; 0.001 for both). Score of satisfaction at post-test was significantly higher than the criterion of 80% (P-value &lt; 0.001). <strong>Conclusion:</strong> Self-directed learning with the SWU-Moodle of Maternal and Child Nursing and Midwifery increased knowledge and readiness for the license examination with satisfaction. SWU-Moodle learning platform should be used in regular class.</p> <p><strong>Keyword:</strong> self-directed learning, SWU-Moodle, maternal and child nursing, midwifery, nursing licensing examination</p> ทิพวรรณ์ เอี่ยมเจริญ, วันเพ็ญ รักษ์ปวงชน, Paradee Boonperm Copyright (c) 2023 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/14456 Fri, 30 Jun 2023 00:00:00 +0000 ปัจจัยเสริมสร้างการปฏิบัติตามวิธีปฏิบัติทางเภสัชกรรมชุมชน ของร้านขายยาแผนปัจจุบัน จังหวัดฉะเชิงเทรา Factors Enhancing Performance on Good Pharmacy Practice of Modern Drugstores in Chachoengsao Province https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15062 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาปัจจัยเสริมสร้างการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติที่ดีของเภสัชกรรมชุมชน (good pharmacy practice; GPP) ของร้านยาในจังหวัดฉะเชิงเทรา <strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงสำรวจรวบรวมข้อมูลจากร้านยา 110 ร้าน จากทั้งหมด 166 ร้านใน จ.ฉะเชิงเทรา โดยการสุ่มตามสะดวก ดำเนินการสำรวจในช่วง 25 มีนาคม ถึง 25 พฤษภาคม 2565 โดยส่งแบบสอบถามประเมินข้อมูลทางประชากรศาสตร์ของร้านและเภสัชกรผู้ตอบคำถาม และแบบประเมินการรับรู้ความสามารถแห่งตนในการปฏิบัติตาม GPP 5 ด้านไปทางไปรษณีย์ ส่วนคะแนนผลการประเมินการปฏิบัติตาม GPP ได้มาจากการประเมินร้านยาในปี 2064 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Somer’s d และ binary logistic regression <strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> จาก 110 ร้าน พบปัจจัยร้านยา 3 ด้าน คือ จำนวนปีที่ขายยา ช่วงที่ขึ้นทะเบียน (ก่อนหรือหลัง 25 มิย. 2557) การอบรมร้านยาตาม GPP และการรับรู้ความสามารถแห่งตนในการปฏิบัติตาม GPP ด้านสถานที่ อุปกรณ์ บุคลากร การควบคุมคุณภาพยา และบริการเภสัชกรรมชุมชน (รวม 8 ปัจจัย) สัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการปฏิบัติตาม GPP และทั้ง 8 ปัจจัยทำนายผลการปฏิบัติได้ร้อยละ 71.1 (R<sup>2 </sup>= 0.711) โดยร้านยาที่รับรู้ความสามารถตนเองด้านอุปกรณ์ในระดับสูงมีโอกาสที่ผลการปฏิบัติสูงเป็น 14.4 เท่าของร้านที่รับรู้ต่ำ (adj. OR = 14.36) ร้านที่ขึ้นทะเบียนหลัง 25 มิย. 2557 มีโอกาสเป็น 7.5 เท่าของร้านที่ขึ้นทะเบียนก่อน 25 มิย. 2557 (adj. OR = 7.53) และร้านที่เคยเข้าอบรม GPP มีโอกาสเป็น 6.2 เท่าของร้านที่ไม่เคย (adj. OR = 6.24) <strong>สรุป:</strong> ร้านยาที่รับรู้ความสามารถตนเองด้านอุปกรณ์ในระดับสูง ที่ขึ้นทะเบียนหลัง 25 มิถุนายน 2557 และเคยเข้าอบรม GPP สัมพันธ์กับการมีผลการปฏิบัติตาม GPP ในระดับสูง ควรเน้นให้ร้านที่ขึ้นทะเบียนก่อน 25 มิถุนายน 2557 และไม่เคยเข้ารับการอบรมให้ได้เข้ารับการอบรม</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: ร้านขายยาแผนปัจจุบัน, ร้านยาชุมชน, วิธีปฏิบัติทางเภสัชกรรมชุมชน, ปัจจัยเสริมสร้าง</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong>Objective</strong>: To determine enhancing factors of performance on good pharmacy practice (GPP) of modern drugstores in Chachoengsao, Thailand. <strong>Method</strong>: In this survey study, 110 out of 166 drugstores in Chachoengsao participated through convenience sampling with mailed questionnaire from March 25 to May 25, 2022. The mailed questionnaire asked for demographic characteristics of drugstores and practicing pharmacists and perceived self-efficacy to 5 aspects of GPP. Scores of performances on GPP were from the 2021 annual assessment on drugstores 2021. Data were analyzed using Somer’s d and binary logistic regression. <strong>Results:</strong> Of these 110 drugstores, 3 drugstore factors (i.e., number of years in operation, duration of getting the license [before or after June 25, 2014], and history of attending the GPP training) and 5 aspects of perceived self-efficacy on GPP (i.e., place, devices, personnel, quality control, and community pharmacy service) were significantly associated with performance on GPP. These 8 factors predicted 71.1% of the performance (R<sup>2 </sup>= 0.711). Drugstores with high-level device-related perceived self-efficacy, license after June 25, 2014, and a history of attending GPP training were 14.4, 7.5, and 6.2 times of having high GPP performance when compared with their counterparts, respectively (adj. OR = 14.36, 7.53, and 6.24, respectively). <strong>Conclusion:</strong> Drugstores with high-level device-related perceived self-efficacy, license after June 25, 2014, and a history of attending GPP training were more likely to have high GPP performance. Drugstores with license before June 25, 2014, and no GPP training should be encouraged to attend GPP training.</p> <p><strong>Keywords</strong>: modern drugstore, community pharmacy, Good Pharmacy Practice, enhancement factors.</p> Lalita Pornpanawan, Pornsawan Imamee Copyright (c) 2023 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15062 Fri, 30 Jun 2023 00:00:00 +0000 Factors Influencing Paternal Role Adaptation among First-time Fathers: A Cross-sectional Study https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/14679 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อประเมินระดับการปรับตัวรับบทบาทบิดาในชายที่เป็นบิดาครั้งแรก และทดสอบปัจจัยที่อาจสัมพันธ์กับการปรับตัวรับบทบาทบิดา <strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การศึกษาภาคตัดขวางนี้มีผู้ร่วมการวิจัย 140 ราย ดำเนินการวิจัยที่คลินิกหลังคลอดของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิในเมือง Wenzhou, Zhejiang Province, China โดยใช้แบบสอบถามที่ตอบด้วยตนเองโดยรวบรวมข้อมูลประชากรศาสตร์ และประเมินความสัมพันธ์สมรส ความเครียดของบิดา และการปรับตัวรับบทบาทของบิดา ทั้งหมดเป็นภาษาจีน ทดสอบความสัมพันธ์โดยใช้การทดสอบความถดถอยเชิงเส้นแบบหลายตัวแปร <strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ผู้ร่วมการวิจัยมีระดับการปรับตัวรับบทบาทของบิดาระดับสูง พบว่ามีเพียงความสัมพันธ์สมรส และความเครียดของบิดาที่สัมพันธ์กับการปรับตัวรับบทบาทของบิดาอย่างมีนัยสำคัญ โดยอธิบายความแปรปรวนของการปรับตัวรับบทบาทของบิดาได้ร้อยละ 26.4 <strong>สรุป:</strong> บุคลากรทางการแพทย์ควรช่วยเหลือผู้เป็นบิดาครั้งแรกโดยการให้ความรู้และให้ทักษะในการดูแลเด็ก ควรส่งเสริมการสร้างความสัมพันธ์สมรสและลดความเครียดของบิดาซึ่งจะช่วยพัฒนาการปรับตัวรับบทบาทของบิดาได้ดีขึ้น</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> การปรับตัวรับบทบาทของบิดา, จีน, ความสัมพันธ์สมรส, ความเครียดของบิดา</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong>Objective: </strong>To assess paternal role adaptation of first-time fathers and examine its predictive factors. <strong>Methods: </strong>A cross-sectional survey including 140 participants was conducted at postpartum follow-up clinic of a tertiary hospital in Wenzhou, Zhejiang Province, China. Self-administered questionnaires including the demographic record form, Relationship Assessment Scale, the Chinese version of the Parental Stress Scale, and Paternal Role Adaptation Questionnaire were used. Descriptive statistics and multiple linear regression were used to analyze data. <strong>Results: </strong>Participants had a high level of paternal role adaptation. Only marital relationship and paternal stress significantly explained 26.4% of the variability of paternal role adaptation. <strong>Conclusion: </strong>Health personnel should help first-time fathers gain parenting knowledge and childcare skills. First-time fathers should be encouraged to have good marital relationship and reduce their own stress, which can help improve paternal role adaptation.</p> <p><strong>Keywords: </strong>paternal role adaptation, China, fathers, marital relationship, paternal stress</p> Xiaorui Li, Chintana Wacharasin, Tatirat Tachasuksri Copyright (c) 2023 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/14679 Fri, 30 Jun 2023 00:00:00 +0000 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของผู้สูงอายุโรคเบาหวาน Factors Affecting Behaviors for Corona Virus Disease 2019 Prevention of Older Adults with Diabetes Mellitus https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/14658 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาระดับและปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อโควิด-19 ของผู้สูงอายุโรคเบาหวาน <strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การวิจัยความสัมพันธ์เชิงทำนาย มีกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคเบาหวาน 135 ราย ที่รับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านขวาว อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ใช้การสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคฯ ทัศนคติเกี่ยวกับโรคฯ การสนับสนุนทางสังคม นโยบายที่เอื้อต่อการปฏิบัติตัว การได้รับข่าวสารจากสื่อ และพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 14วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การถดถอยพหุคูณ<strong> ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อโควิด-19 อยู่ในระดับสูง (mean = 48.28 จาก 60 คะแนน) โดยความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคฯ (β = 0.352) ทัศนคติเกี่ยวกับโรคฯ (β = 0.314) การสนับสนุนทางสังคม (β = 0.277) การรับข่าวสารจากสื่อ (β = 0.172) และนโยบายที่เอื้อต่อการปฏิบัติตัว (β = 0.139) สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของผู้สูงอายุโรคเบาหวานได้ร้อยละ 63.00 (R<sup>2</sup> = 0.630, <em>F</em> = 44.019, P-value &lt; 0.001) <strong>สรุป:</strong> ความรู้ ทัศนคติ การสนับสนุนทางสังคม การรับข่าวสารจากสื่อ และนโยบาย สามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของผู้สูงอายุโรคเบาหวานได้ สามารถนำปัจจัยเหล่านี้ไปส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อโควิด-19 ของผู้สูงอายุโรคเบาหวาน</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> พฤติกรรมการป้องกัน, โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, โควิด-19, ผู้สูงอายุโรคเบาหวาน</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong>Objective:</strong> To determine level of and factors affecting the behavior for Covid-19 prevention of older adults with diabetes mellitus. <strong>Method:</strong> In this predictive correlational research, 135 participants attending the Bankwaw Sub-district Health Promoting Hospital, Selaphum district, Roi-Et province, were selected by simple random sampling. Questionnaire was used to assess knowledge about Covid-19, attitude about Covid-19, social support, health promoting policy, gained information, and behaviors for Covid-19 prevention. Multiple regression was used to test the association. <strong>Results:</strong> Participants had a high level of behavior for Covid-19 prevention (mean = 48.28 out of 60 points). knowledge about Covid-19 (β = 0.352), attitude about Covid-19 (β = 0.314), social support (β = 0.277), gained information (β = 0.172) and health promoting policy (β = 0.139) significantly predicted 63.00% the behavior (R<sup>2</sup> = 0.630, <em>F</em> = 44.019, P-value &lt; 0.001). <strong>Conclusion:</strong> Knowledge, attitude, social support, gained information and health promoting policy predicted the behavior for Covid-19 prevention. Findings could be used for promoting Covid-19 preventive behavior among diabetic elderly.</p> <p><strong>Keywords: </strong>behaviors for prevention<strong>, </strong>corona virus disease 2019<strong>, </strong>older adults with diabetes mellitus</p> Sattawas Udonsat, Panngam Wannapuek, Orathai Pongkaew, Kumaleeporn Treesorn Copyright (c) 2023 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/14658 Fri, 30 Jun 2023 00:00:00 +0000 ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง Predicting Factors of Quality of Life among Cancer Patients Receiving Palliative Care https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/14639 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง และการทำนายคุณภาพชีวิตโดยความหวัง ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง และความทุกข์ทรมานจากอาการต่อคุณภาพชีวิต <strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การวิจัยทดสอบความสัมพันธ์เชิงทำนาย เลือกตัวอย่างโดยการสุ่มแบบเป็นระบบต่อผู้ที่รับบริการ ณ โรงพยาบาลมะเร็งแห่งหนึ่งจำนวน 119 คน ใช้แบบสอบถามประเมินคุณภาพชีวิต ความหวัง ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง และความทุกข์ทรมานจากอาการ วิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ <strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> คุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (mean = 66.4, SD= 15.1) ตัวแปรความหวัง ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง และความทุกข์ทรมานจากอาการร่วมกันทำนายคุณภาพชีวิตได้ร้อยละ 68.5 (R<sup>2</sup>= 0.685) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt;0.001) <strong>สรุป:</strong> สามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคองโดยสร้างโปรแกรมหรือกิจกรรมที่มีผลต่อความหวัง ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองและความทุกข์ทรมานจากอาการ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>คุณภาพชีวิต, ผู้ป่วยโรคมะเร็ง, การดูแลแบบประคับประคอง</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong>Objective:</strong> To determine quality of life among cancer patients receiving palliative care and examine association between quality of life with predictive factors including hope, self-esteem and symptom distress. <strong>Methods:</strong> In this predictive correlational study, 119 cancer patients receiving palliative care at a cancer hospital were selected by systematic sampling. Functional Assessment of Cancer Therapy General-FACT-G, Herth Hope Index, Rosenberg Self-Esteem Scale and Symptom Distress Scale were used to collect data. Associations were tested using Pearson’s product-moment correlation coefficient and multiple regression analysis. <strong>Results:</strong> Quality of life was at a moderate level (mean = 66.4, SD= 15.1). Hope, self-esteem and symptom distress significantly predicted 68.5% of variance of quality of life (R<sup>2</sup> = 0.685, P-value &lt; 0.001). <strong>Conclusion:</strong> Quality of life of cancer patients receiving palliative care could be enhanced through improving hope, self-esteem, and symptom distress by means of activities or program.</p> <p><strong>Keywords: </strong>quality of life, cancer patients, palliative care</p> Witchaporn Kidsamrong, Wipa Wiseso, Chutima Chantamit-O-Pas Copyright (c) 2023 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/14639 Fri, 30 Jun 2023 00:00:00 +0000 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดำเนินงานควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในชุมชนของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน Factors Influencing COVID - 19 Control Behaviors in the Community among Village Health Volunteers https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/14458 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดำเนินงานควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมดังกล่าวของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน วิธีการศึกษา: การศึกษาหาความสัมพันธ์เชิงทำนายมีกลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในจังหวัดชลบุรี โดยการสุ่มอย่างง่ายจำนวน 150 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทางประชากรศาสตร์ ความรู้เกี่ยวกับโรคและการดำเนินงานควบคุมโรค การรับรู้ความรุนแรงต่อโรค การรับรู้โอกาสเสี่ยงจากการดำเนินงาน ทัศนคติต่อโรคและการดำเนินงาน การรับรู้นโยบายการดำเนินงาน การได้รับแรงจูงใจในการดำเนินงาน การได้รับสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ในการดำเนินงาน และพฤติกรรมการดำเนินงาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสถิติสมการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษา<strong>: </strong>กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการดำเนินงานควบคุมโรคติดเชื้อโควิด-19 ในชุมชนโดยรวมในระดับสูงมาก (mean = 4.34 ± 0.75 จากคะแนนเต็ม 5) ปัจจัยที่สามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการดำเนินงานควบคุมโรคมี 4 ปัจจัย ซึ่งปัจจัยนำ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับโรคและการดำเนินงาน (β = 0.578) และการรับรู้โอกาสเสี่ยงจากการดำเนินงาน (β = 0.179) ปัจจัยเสริม ได้แก่ การได้รับสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ (β = 0.183) ปัจจัยเอื้อ ได้แก่ การรับรู้นโยบายควบคุมโรค (β = 0.148) โดยสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมฯ ได้ร้อยละ 74.2 (R<sup>2 </sup>= 0.742, P-value &lt; 0.001) สรุป: พฤติกรรมการดำเนินงานควบคุมโรคโควิด-19 ในชุมชนของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านอยู่ในระดับสูงมาก ความรู้เกี่ยวกับโรคและการดำเนินงานควบคุมโรค การรับรู้โอกาสเสี่ยงจากการดำเนินงานควบคุมโรค การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ การรับรู้นโยบายการควบคุมโรคสามารถร่วมทำนายพฤติกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ปัจจัย, การควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, โควิด-19, อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>Objective: To determine Covid-19 control behavior and identify factors influencing the behavior among village health volunteers. Methods: In this predictive correlational research, the sample was 150 village health volunteers in Chonburi province recruited using the simple random sampling technique. Questionnaires were used to gather data for demographic information, knowledge, perceived severity, perceived susceptibility, attitude, perceived policy, motivation and materials/devices support, and Covid-19 control behavior. Descriptive statistics and stepwise multiple regression analysis were used to analyze data. <strong>Results:</strong> The overall Covid-19 control behavior was at a very high level (mean = 4.34 ± 0.75 out of 5 points). The predisposing factors, i.e., knowledge (β = 0.578) and perceived risk of infection while working (β = 0.179), reinforcing factor, i.e., supports for materials and devices (β = 0.183) and enabling factor, i.e., perceived policy (β = 0.148) were able to predict the behavior with 74.2% variance explained (R<sup>2</sup> = 0.742, P-value &lt; 0.001). <strong>Conclusion:</strong> The Covid-19 control behavior in the community among village health volunteers was at a very high level. Knowledge, perceived susceptibility for infection, support of materials and devices, and perceived policy significantly predicted the behavior.</p> <p><strong>Keywords: </strong>factors, coronavirus 2019, Covid-19, control behavior, village health volunteers</p> Minla Naknun, Chanandchidadussadee Toonsiri, Somsamai Rattanagreethakul Copyright (c) 2023 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/14458 Fri, 30 Jun 2023 00:00:00 +0000 ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบนาฏศิลป์ไทยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “เซิ้งอิสาน” ต่อสมรรถภาพทางกายของนักเรียนหญิงในชั้นประถมศึกษา Effects of the Thai Traditional Northeastern Dance “Serng Isan Dance” Exercise Program on Physical Fitness of Female Students in Elementary School https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/14273 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยรำเซิ้งอีสาน ที่มีต่อสมรรถภาพทางกายของนักเรียนหญิงในชั้นประถมศึกษา <strong>วิธีการศึกษา:</strong> ตัวอย่างเป็นนักเรียนหญิงของโรงเรียนระดับประถมศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานีจำนวน 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยรำเซิ้งอีสานควบคู่กับกิจกรรมพลศึกษา (15 คน) การฝึกวันละ 60 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับกิจกรรมพลศึกษาเท่านั้น (15 คน)ประเมินสมรรถภาพทางกายก่อนการฝึกและหลังการฝึก ทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยสถิติ independent t- test และภายในกลุ่มด้วยสถิติ paired t- test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ P-value &lt; 0.05 <strong>ผลการศึกษา:</strong> หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีสมรรถภาพทางกายสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในสามด้านคือ ความยืดหยุ่น ความแข็งแรงและความอดทนของกล้ามเนื้อส่วนล่าง และและความอดทนของระบบหัวใจและหลอดเลือด ส่วนดัชนีมวลกายและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือไม่ต่างกัน และในกลุ่มทดลองพบว่าทุกสมรรถนะยกเว้นความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือที่ดีขึ้นอย่างนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนในกลุ่มควบคุมไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญทางสถิติ <strong>สรุป:</strong> โปรแกรมการออกกำลังกายด้วยรำเซิ้งอีสาน สามารถพัฒนาความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ความแข็งแรง ความอดทนของกล้ามเนื้อส่วนล่าง และความอดทนของระบบไหลเวียนโลหิตของนักเรียนหญิงระดับประถมศึกษาได้</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> นักเรียนหญิง สมรรถภาพทางกาย โปรแกรมการออกกำลังกายด้วยรำเซิ้งอีสาน</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong>Objective:</strong> To examine the effects of traditional Thai Northeastern dance “Serng Isan Dance” exercise program on the physical fitness of female students in elementary school. <strong>Methods:</strong> The sample was 30 female students from an elementary school in Udon Thani province. The experimental group (n = 15) was trained with “Serng Isan Dance” exercise program in addition to regular physical education class. Control group (n = 15) attended regular physical education class only. The program session lasted 60 minutes, took 3 sessions per week, for 8 weeks. Students’ physical fitness was tested before and after the program. Between-groups differences were tested using independent t-test. Within-group changes were tested using paired t-test. Statistical significance was set at P-value &lt; 0.05. <strong>Results:</strong> After the program, the experimental group had flexibility, lower body muscle strength, and cardiorespiratory endurance significantly higher than the control group. In the experimental group, most fitness measures except hand muscle strength after the program were significantly better than those before the program. <strong>Conclusion:</strong> Traditional Thai northeastern dance “Serng Isan Dance” improved flexibility, muscle strength in lower body, and cardiorespiratory endurance in elementary school female students.</p> <p><strong>Keywords:</strong> female students, physical fitness, Traditional Thai northeastern dance</p> Thanumporn Thonglong, Korrawan Mongput Copyright (c) 2023 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/14273 Mon, 03 Jul 2023 00:00:00 +0000 ความเหมาะสมในการจัดการความปวดด้วยยา ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความปวด และอัตราการรอดชีวิตที่ระยะ 5 ปี ของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกในโรงพยาบาลสระบุรี Appropriateness of Pain Management with Medications, Factor Associated with Pain and 5-Year Survival Rate of Cervical Cancer Patients at Saraburi Hospital https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15101 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อประเมินความเหมาะสมในการจัดการความปวดด้วยยา ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความปวด และอัตราการรอดชีวิต 5 ปี ในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกของโรงพยาบาลสระบุรี <strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> ศึกษาข้อมูลย้อนหลังในเวชระเบียนของผู้ป่วยที่รับการรักษาในช่วง 1 ม.ค. ถึง 31 สิงหาคม 2560 แล้วติดตามจนครบ 5 ปีหลังการวินิจฉัย วิเคราะห์ความเหมาะสมในการจัดการความปวดตามคำแนะนำของ WHO Analgesic Ladder ใช้ multiple linear regression ทดสอบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคะแนนความปวดที่ลดลง ใช้สถิติ Log-rank test และ Kaplan-Meier survival analysis วิเคราะห์อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี <strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ผู้ป่วยจำนวน 127 คน อายุเฉลี่ย 56.17 ปี ส่วนใหญ่เป็นระยะ IIb (26.0%) เป็นมะเร็งที่ยังไม่ลุกลาม (74.0%) ความปวดปานกลาง (4 – 6 คะแนน) (50.5%) พบความเหมาะสมในการจัดการความปวดด้วยยาที่ 92.91% คะแนนเฉลี่ยความปวดหลังได้รับยา 48 ชั่วโมงลดลง 3.77 คะแนน ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P</em>-value &lt; 0.001) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคะแนนความปวดที่ลดลง คือ ระยะของมะเร็ง ขนาดก้อนมะเร็ง จำนวนอวัยวะที่แพร่กระจาย และจำนวนโรคประจำตัว (<em>P</em>-value &lt; 0.05) อัตรารอดชีวิตที่ 5 ปี เป็น 65.40% <strong>สรุป:</strong> ความเหมาะสมในการจัดการความปวดด้วยยาของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกเป็น 92.91% คะแนนความปวดลดลง 3.77 คะแนน ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคะแนนความปวดที่ลดลง คือ ระยะของมะเร็ง ขนาดก้อนมะเร็ง จำนวนอวัยวะที่แพร่กระจาย และจำนวนโรคประจำตัว อัตราการรอดชีวิต 5 ปีที่ 65.40%</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> การจัดการความปวด, มะเร็งปากมดลูก, อัตราการรอดชีวิต</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong>Objective:</strong> To determine appropriateness of pain management, factors associated with pain and 5-year survival rate of cervical cancer patients at Saraburi Hospital. <strong>Method</strong>: Data of cervical cancer patients receiving treatment between January 1 to August 31, 2017 with 5 years after diagnosis were used for analysis. Appropriateness of pain management was assessed according to the WHO Analgesic Ladder. Factors associated with the decreased pain score were tested using multiple linear regression analysis. 5-year survival rate was analyzed using Log-rank test and Kaplan Meier survival analysis. <strong>Results:</strong> A total of 127 patients were 56.17 years by average. Most patients were with stage IIb (26.0 %) and non-metastasized cancer (74.0%), and with moderate pain (4 – 6 points) (50.5%). Appropriateness of pain management was 92.91%. Pain score within 48 hours after pain medication decreased by 3.77 points with (<em>P</em>-value &lt; 0.001). Decreased pain scores were associated with cancer stage, tumor size, number of metastasized organs, and number of underlying diseases (<em>P</em>-value &lt; 0.05). 5-year overall survival rate was 65.40%. <strong>Conclusion</strong>: Appropriateness of pain management was 92.91%. Pain score decreased by 3.77 points. Decreased pain score was associated with cancer stage, tumor size, number of metastasized organs, and number of underlying diseases. 5-year overall survival rate was 65.40%.</p> <p><strong>Key words:</strong> pain management, cervical cancer, 5-year survival rate</p> Maliwan Chaemchaeng, Nattawat Watejitticharoen Copyright (c) 2023 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15101 Fri, 30 Jun 2023 00:00:00 +0000 ผลของโปรแกรมการเล่นดนตรีบำบัดร่วมกับการสนับสนุนทางสังคมต่อภาวะซึมเศร้า ในผู้สูงอายุในชุมชน Effects of An Active Music Therapy and Social Support Program on Depression Among Thai Community-dwelling Elderly https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/14667 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเล่นดนตรีบำบัดร่วมกับการสนับสนุนทางสังคมต่อภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุในชุมชน <strong>วิธี</strong><strong>การศึกษา:</strong> การวิจัยกึ่งทดลอง แบบศึกษากลุ่มเดียว ตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่มีคะแนนภาวะซึมเศร้าระดับเล็กน้อยถึงปานกลางจำนวน 50 คน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบอย่างง่าย ดำเนินการทดลองเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2564 ได้รับโปรแกรมการเล่นดนตรีบำบัดโดยใช้อังกะลุงร่วมกับการสนับสนุนทางสังคม สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 – 1.50 ชั่วโมง ติดต่อกัน 12 สัปดาห์ รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบวัดภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุของไทย ทดสอบความต่างของคะแนนภาวะซึมเศร้าก่อนและหลังโปรแกรมโดยใช้สถิติ paired t test <strong>ผลการศึกษา:</strong> ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมการเล่นดนตรีบำบัดร่วมกับการสนับสนุนทางสังคมพบว่าคะแนนเฉลี่ยภาวะซึมเศร้าลดลงจาก 14.30 คะแนนเป็น 4.70 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; 0.01) <strong>สรุป: </strong>โปรแกรมการเล่นดนตรีบำบัดร่วมกับการสนับสนุนทางสังคมสามารถลดภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุในชุมชนได้</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ผู้สูงอายุ, โปรแกรมการเล่นดนตรีบำบัด, ภาวะซึมเศร้า</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong>Objective: </strong>To determine effects of an active music therapy with social support program on depression scores among community-dwelling elderly people. <strong>Methods:</strong> In this quasi-experimental research, one-group pretest-posttest design was used. The participants were 50 elderly people who had Thai Geriatric Depression score of mild to moderate level selected by simple random sampling. The study was conducted from May to July 2021. The participants received an active music therapy and social support program to play angklung 3 sessions a week with 1 - 1.50 hours per session for 12 weeks. The instrument was Thai Geriatric Depression Scale. Scores of depression before and after the program were compared using paired t-test. <strong>Result: </strong>Scores of depression decreased from 14.30 points before the program to 4.70 points after the program significantly (P-value &lt; 0.01). <strong>Conclusion:</strong> An active music therapy and social support program decreased depression scores in community-dwelling elderly people.</p> <p><strong>Keywords: </strong>elderly people, active music therapy, depression</p> พรรณงาม วรรณพฤกษ์, ณิชพันธุ์ระวี เพ็งพล, บุณยดา วงค์พิมล, ชนิดาวดี สายืน, ลัดดา พลพุทธา Copyright (c) 2023 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/14667 Mon, 03 Jul 2023 00:00:00 +0000 รายงานผู้ป่วย: ค่า INR (International Normalized Ratio) ที่เปลี่ยนแปลงไปในผู้ป่วยที่เปลี่ยนสูตรยาต้านไวรัสจาก efavirenz based เป็น dolutegravir based และได้รับยา warfarin Case Report: International Normalized Ratio (INR) Changed in Patient Receiving Warfarin after Switching from Efavirenz to Dolutegravir Based Antiretroviral Therapy https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15123 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>แนวทางการตรวจวินิจฉัย รักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีของประเทศไทยปี พ.ศ. 2564/2565 แนะนำการใช้ยาสูตรแรกด้วยยาต้านไวรัสชนิดที่ 3 คือ ยา dolutegravir เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูงในการกดไวรัสในกระแสเลือดและเกิดเชื้อดื้อยายากทดแทนการใช้ยา efavirenz ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารเหนี่ยวนำเอนไซม์และสารยับยั้งเอนไซม์ไซโตโครมพี 450 ทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยาโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ใช้ยา warfarin ซึ่งเป็นยาที่มีช่วงการรักษาแคบและอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง จากรายงานกรณีศึกษาทั้ง 2 รายที่ได้รับยา warfarin เพื่อรักษาและป้องกันลิ่มเลือดอุดตัน มีการเปลี่ยนการใช้ยา efavirenz เป็นยา dolutegravir พบว่า INR มีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นผลลัพธ์ของปฏิกิริยาระหว่างยาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ยาต้านไวรัส ดังนั้นช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านการใช้ยา efavirenz เป็นยา dolutegravir ควรต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงและเกิดความปลอดภัยจากการใช้ยาอย่างสูงสุด</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ยาต้านไวรัส, ยาวอร์ฟาริน, ปฏิกิริยาระหว่างยา, เอฟฟาไวเร็นซ์, โดลูเทกราเวียร์</p> <p> <strong>Abstract</strong></p> <p>Thailand National Guidelines on HIV/AIDS Diagnosis, Treatment and Prevention in 2021/2022 recommended an initial antiretroviral (ARV) regimen for HIV-infected patients in combination with dolutegravir, a third active ARV drug, instead of efavirenz. Because dolutegravir has high efficacy in virological suppression and high genetic barrier to resistance whereas efavirenz is an enzyme inducer and enzyme inhibitor for cytochrome P450 that can cause drug-drug interaction, especially in patients who are on warfarin. Warfarin is a narrow therapeutic index drug so serious adverse drug events may occurr. Two patients used warfarin for preventing and treating venous thromboembolism. ARV regimens were switched from EFV-to DTG-based regimen. As a result of drug-drug interaction from transition to new ARV regimen, INR was increased. Healthcare professionals should closely monitor INR after transitioning from EFV-to DTG-based regimen.</p> <p><strong>Keywords: </strong>antiretroviral medication, warfarin, drug-drug interaction, efavirenz, dolutegravir</p> Pornpen Leuvittawat, Ajjima Sarapakdi Copyright (c) 2023 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15123 Mon, 03 Jul 2023 00:00:00 +0000 Table of Content and Instructions for Authors https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15490 Charoen Treesak Copyright (c) 2023 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15490 Sat, 01 Jul 2023 00:00:00 +0000