Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm <p><strong>ไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ</strong></p> <p>วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ (Thai Pharmaceutical and Health Science Journal) เป็นวารสารวิชาการของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วารสารนี้จัดอยู่ในกลุ่ม 1 (tier 1) ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Journal Citation Index Centre; TCI) และ ASEAN Citation Index (ACI)</p> <p> </p> <p><strong>Impact Factor:</strong> 0.022 for 2018 (by TCI, since August 6, 2019)</p> <p><strong>รูปแบบ: </strong>วารสารตีพิมพ์บทความทั้งรูปแบบเล่ม (print) และออนไลน์ (online)</p> <p><strong>ISSN: </strong>1905-3460 (print) เริ่มตีพิมพ์เล่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2549 (2006)</p> <p><strong>ISSN: </strong>2672-9687 (online) เริ่มตีพิมพ์ออนไลน์ตั้งแต่ 1 มกราคม 2551 (2008)</p> <p><strong>ความถี่: </strong>ปีละ 4 ฉบับ (ทุก 3 เดือน) โดยตีพิมพ์บทความวิจัยฉบับละ 10 - 12 บทความ</p> <p> </p> <p><strong>วัตถุประสงค์ (</strong><strong>Aim) </strong></p> <p> </p> <p>ไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาตีพิมพ์บทความวิชาการทั้ง1) บทความผลการศึกษาวิจัยที่แสดงข้อค้นพบใหม่หรือแง่มุมใหม่ทางวิชาการ และ 2) บทความประมวลความรู้ที่ก้าวหน้า ที่ครอบคลุมศาสตร์ทั้งเภสัชศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ของทั้งคณาจารย์ นิสิต/นักศึกษา นักวิจัย เภสัชกร บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข และนักวิทยาศาสตร์</p> <p> </p> <p><strong>ขอบเขต (</strong><strong>Scope)</strong></p> <p> </p> <p><strong>ขอบเขตเนื้อหา</strong> <strong>-</strong> นำเสนอบทความวิจัยและบทความประมวลความรู้ ที่ครอบคลุมศาสตร์สาขาเภสัชศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ และสหสาขาวิชาชีพด้านสุขภาพ ดังต่อไปนี้</p> <ul> <li><strong>เภสัชศาสตร์</strong> <strong>(</strong><strong>pharmacy, pharmaceutical sciences)</strong> ได้แก่ เภสัชกรรมปฏิบัติ (pharmacy practice) การบริบาลทางเภสัชกรรม (pharmaceutical care) เทคโนโลยีเภสัชกรรม (pharmaceutical technology) เภสัชเคมี (pharmaceutical/medicinal chemistry) เภสัชวิทยา (pharmacology) เภสัชจลนศาสตร์ (pharmacokinetics) เภสัชพฤกษศาสตร์ (pharmaceutical botany) เภสัชเวทและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (pharmacognosy and natural products) เภสัชกรรมสังคมและการบริหาร (social and administrative pharmacy) เภสัชเศรษฐศาสตร์ (pharmacoeconomics) โภชนคลินิก (clinical nutrition) อาหารและโภชนาการ (food and nutrition) เครื่องสำอาง (cosmetics) เทคโนโลยีชีวภาพ (biotechnology)</li> <li><strong>วิทยาศาสตร์การแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ</strong> <strong>(</strong><strong>medical and health science)</strong> ได้แก่ เวชกรรม/แพทยศาสตร์ (medicine) ทันตกรรม (dentistry) การพยาบาล (nursing) การสาธารณสุข (public health) การแพทย์เสริมและการแพทย์ทางเลือก (complementary and alternative medicine) สหเวชศาสตร์ (allied health science) กายภาพบำบัด (physical therapy) การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ (diagnostic laboratory science) รวมถึง สรีรวิทยาทางการแพทย์ (medical physiology) กายวิภาคศาสตร์ (anatomy) จุลชีววิทยาทางการแพทย์ (medical microbiology)</li> <li><strong>สหสาขาวิชาชีพด้านสุขภาพ (</strong><strong>multidisciplinary healthcare science) </strong></li> </ul> <p> </p> <p><strong>ขอบเขตรูปแบบ – </strong>บทความวิชาการที่เผยแพร่ครอบคลุมรูปแบบดังต่อไปนี้</p> <ul> <li>บทความวิจัย (original research article)</li> <li>บทความนิพนธ์ปริทรรศน์ (review article)</li> <li>บทความวิชาการในรูปแบบรายงานผู้ป่วยหนึ่งราย (case report) และรายงานผู้ป่วยมากกว่าหนึ่งราย (case-series report)</li> <li>บทความวิจัยสื่อสารอย่างสั้น (short communication)</li> <li>บทความวิชาการในรูปแบบปกิณกะ (miscellaneous)</li> </ul> en-US <span style="font-family: Times New Roman; font-size: small;"> </span><p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center; mso-layout-grid-align: none;"><span style="font-size: large;"><strong><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; mso-fareast-font-family: &quot;Times New Roman&quot;;" lang="TH">ลิขสิทธิ์</span></strong><strong><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; mso-fareast-font-family: &quot;Times New Roman&quot;;"> (Copyright)</span></strong><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; mso-fareast-font-family: &quot;Times New Roman&quot;;"> </span></span></p><span style="font-family: Times New Roman; font-size: small;"> </span><p class="MsoBodyTextIndent" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; font-size: 6pt; mso-fareast-font-family: &quot;Times New Roman&quot;;"> </span></p><span style="font-family: Times New Roman; font-size: small;"> </span><p class="MsoBodyTextIndent" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; font-size: 13pt; mso-fareast-font-family: &quot;Times New Roman&quot;;" lang="TH">ต้นฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนี้ถือเป็นสิทธิ์ของไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ การนำข้อความใด ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของต้นฉบับไปตีพิมพ์ใหม่จะต้องได้รับอนุญาตจาก</span><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; font-size: 13pt;" lang="TH">เจ้าของ</span><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; font-size: 13pt; mso-fareast-font-family: &quot;Times New Roman&quot;;" lang="TH">ต้นฉบับและวารสารก่อน</span><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; font-size: 13pt; mso-fareast-font-family: CordiaNew;"> </span></p><span style="font-family: Times New Roman; font-size: small;"> </span><p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; mso-layout-grid-align: none;"><strong><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; font-size: 11pt; mso-fareast-font-family: &quot;Times New Roman&quot;;"> </span></strong></p><span style="font-family: Times New Roman; font-size: small;"> </span><p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center; mso-layout-grid-align: none;"><span style="font-size: large;"><strong><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; mso-fareast-font-family: &quot;Times New Roman&quot;;" lang="TH">ความรับผิดชอบ</span></strong><strong><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; mso-fareast-font-family: &quot;Times New Roman&quot;;"> (Responsibility)</span></strong><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; mso-fareast-font-family: &quot;Times New Roman&quot;;"> </span></span></p><span style="font-family: Times New Roman; font-size: small;"> </span><p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; text-indent: 36pt; text-justify: inter-cluster; mso-layout-grid-align: none;"><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; font-size: 6pt; mso-fareast-font-family: &quot;Times New Roman&quot;;"> </span></p><span style="font-family: Times New Roman; font-size: small;"> </span><p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; text-indent: 36pt; text-justify: inter-cluster; mso-layout-grid-align: none;"><span style="font-family: &quot;Browallia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;; font-size: 13pt; mso-fareast-font-family: &quot;Times New Roman&quot;;" lang="TH">ผลการวิจัยและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความเป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์ ทั้งนี้ไม่รวมความผิดพลาดอันเกิดจากเทคนิคการพิมพ์</span></p><span style="font-family: Times New Roman; font-size: small;"> </span> charoen@g.swu.ac.th (Charoen Treesak) jpharmswu@gmail.com (Weerasak Samee) Tue, 19 Mar 2024 11:04:51 +0000 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 รูปแบบการให้บริการเภสัชกรรมทางไกลและองค์ประกอบสนับสนุนการให้บริการ เภสัชกรรมทางไกลของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข The Telepharmacy Service Model and Supportive Components of Telepharmacy Service in Hospitals under the Ministry of Public Health https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15230 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษารูปแบบการให้บริการเภสัชกรรมทางไกลและองค์ประกอบสนับสนุนการให้บริการเภสัชกรรมทางไกลของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข<strong> วิธีการศึกษา: </strong>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง ประชากร คือ โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เลือกตัวอย่างแบบโควตาตามประเภทโรงพยาบาล เก็บข้อมูลระหว่าง วันที่ 15 มกราคม - 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 ด้วยแบบสอบถามทางไปรษณีย์ ที่ถามข้อมูลของโรงพยาบาล องค์ประกอบสนับสนุนบริการเภสัชกรรมทางไกล และบริการเภสัชกรรมทางไกล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา<strong> ผลการศึกษา: </strong>มีโรงพยาบาลเข้าร่วมการศึกษา 421 แห่ง มีบริการเภสัชกรรมทางไกล 165 แห่ง (39.19%) โรงพยาบาลเฉพาะทางให้บริการมากที่สุด (28 แห่ง, 80.00%) รองลงมา คือ โรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่ (18 แห่ง, 72.00%) รูปแบบที่พบมาก คือ บริการแพทย์ทางไกลร่วมกับบริการเภสัชกรรมทางไกล (52.12%) ตามด้วยบริการการแพทย์ที่โรงพยาบาลร่วมกับบริการเภสัชกรรมทางไกล (39.39%) พบองค์ประกอบตามกรอบ 6 Building Blocks คือ การสนับสนุนจากผู้บริหาร (91.52%) กำหนดเป็นนโยบาย (มากกว่า 70%) กำหนดแนวปฏิบัติและขั้นตอน (56.97%) เข้าร่วมประชุมวิชาการการให้บริการเภสัชกรรมทางไกล การรับบริการเภสัชกรรมทางไกลในบางโรงพยาบาลผู้ป่วยต้องชำระค่าบริการเพิ่มเติม มากกว่า 50% เป็นผู้ป่วยสิทธิข้าราชการและประกันสังคม กลุ่มตัวอย่าง 59.39% มีระบบฐานข้อมูลที่ครอบคลุมการให้บริการเภสัชกรรมทางไกล และมีเพียง 13.16% ที่สามารถส่งต่อข้อมูลระหว่างเครือข่ายบริการ และช่องทางการสื่อสารที่ใช้มากที่สุด คือ แอปพลิเคชัน Line 79.39%<strong> สรุป: </strong>รูปแบบการให้บริการเภสัชกรรมทางไกลมีความแตกต่างกันตามบริบทและทรัพยากรของแต่ละโรงพยาบาล องค์ประกอบสนับสนุนที่สำคัญ คือ นโยบาย การจัดสรรและพัฒนาบุคลากร การสนับสนุนด้านการเงิน การพัฒนาระบบสารสนเทศสุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>บริการเภสัชกรรมทางไกล; บริการแพทย์ทางไกล; กรอบแนวคิด 6 เสาหลักของระบบสุขภาพ</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong>Objective: </strong>To study telepharmacy service models and supportive components for telepharmacy service in hospitals under the Ministry of Public Health (MOPH).<strong> Method: </strong>This descriptive cross-sectional study was conducted to collect data among hospitals under the MOPH using the quota sampling method to select the respondents. A postal questionnaire was used to collect data between January 15 - February 15, 2023. The questionnaire included general hospital information, supportive components for telepharmacy service, and telepharmacy operation. Descriptive statistics were used to analyze the data.<strong> Results: </strong>A total of 421 hospitals completed the questionnaire. Telepharmacy was provided in 165 hospitals, or 39.19%. Specialized hospitals provided the services the most in 28 locations (80.00%), followed by large general hospitals in 18 locations (72.00%). The most common service model was telemedicine in conjunction with telepharmacy (52.12%), followed by medical services at the hospital in conjunction with telepharmacy (39.39%). Community hospitals provided an additional service, i.e., a collaborative service between hospitals and sub-district health-promoting hospitals. For supportive components from hospital directors based on WHO 6 building blocks, 91.52% had executive supports, more than 70% had established policy, and 56.97% had established protocol. Additional fee for the service was found in some hospitals. More than 50% of patients were under the Civil Servant Medical Benefit and Social Security schemes. 59.39% of hospitals had database systems covering telepharmacy services where only 13.16% could transfer data in the networks. LINE application was the most used channel (79.39%).<strong> Conclusion: </strong>Telepharmacy service models differed depending on individual hospital's context and resources. Important supportive components included policies, allocation and development of personnel, financial support, and health information systems and medical technologies development.</p> <p><strong>Keywords:</strong> telepharmacy; telemedicine; six building blocks</p> Kanokwalee Singrungruangkij, Hathaikan Chowwanapoonpohn, Puckwipa Suwannaprom Copyright (c) 2024 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15230 Mon, 25 Mar 2024 00:00:00 +0000 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมในปักกิ่ง ประเทศจีน Factors Associated with Health-related Quality of Life among Patients with Colorectal Cancer and Stoma in Beijing, China https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15379 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วย มะเร็งลำไส้ใหญ่และมีทวารเทียมในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน <strong>วิธีการศึกษา: </strong>การ ศึกษาแบบภาคตัดขวางนี้คัดเลือกผู้ป่วย 207 คน ที่มีทวารเทียม รักษาที่โรงพยา บาลมิตรภาพปักกิ่ง มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ สาธารณรัฐประชาชนจีน ใช้แบบสอบถามที่ผู้ตอบตอบด้วยตนเองประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ แบบประเมินเพศ/ภาพลักษณ์ การทำหน้าที่ของทวารเทียม การสนับสนุนทางสังคม และความสามารถในการดูแลตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน <strong>ผลการศึกษา:</strong> คะแนนเฉลี่ยระดับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพเท่ากับ 126.61 ± 33.74 คะแนน (ช่วง 56 – 230 คะแนน) พบว่าคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพสัมพันธ์เชิงลบกับการทำหน้าที่ของทวารเทียม (r = -0.601) และสัมพันธ์เชิงบวกกับปัจจัยด้านเพศ/ภาพลักษณ์ การสนับสนุนทางสังคม และความสามารถในการดูแลตนเอง (r = 0.195, 0.396, 0.511, ตามลำดับ) (P-value &lt; 0.01 ทั้งหมด) <strong>สรุป: </strong>ทัศนคติทางเพศ/ภาพลักษณ์ การสนับสนุนทางสังคม และความสามารถในการดูแลตนเองเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ พยาบาลสามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่มีทวารเทียมด้วยการปรับปัจจัยเหล่านี้</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>มะเร็งลำไส้ใหญ่; ทวารเทียม; คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ; การสนับสนุน ทางสังคม; ความสามารถในการดูแลตนเอง; เพศ/ภาพลักษณ์</p> <p><strong> Abstract</strong></p> <p><strong>Objectives:</strong> To examine factors associated with health-related quality of life (HRQoL) among patients with colorectal cancer and stoma in Beijing, China. <strong>Method:</strong> This cross-sectional study recruited 207 patients with stoma at Beijing Friendship Hospital, Capital Medical University, China. Self-report questionnaires of HRQoL, sexuality/body image, stoma function, social support and self-care ability were administered. Independent sample t test, one-way analysis of variance and Pearson product moment correlations were used for data analysis. <strong>Results:</strong> The mean score of HRQoL was 126.61 ± 33.74 points (range:56 - 230). HRQoL was significantly negatively correlated with stoma function (r = -0.601) and positively correlated with sexuality/body image, social support and self-care ability (r = 0.195, 0.396, and 0.511, respectively) (P-value &lt; 0.01 for all). <strong>Conclusion:</strong> Positive sexuality/body image, stoma function, social support, and self-care ability of patients were important factors that affect HRQoL. Clinical nurses can help patients with stomas improve their HRQoL by intervening in these aspects of their lives.</p> <p><strong>Keywords: </strong>colorectal cancer; stoma; health-related quality of life; social support; self-care ability; sexuality/body image</p> Siyuan Liang, Chintana Wacharasin, Niphawan Samartkit Copyright (c) 2024 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15379 Thu, 28 Mar 2024 00:00:00 +0000 การเตรียมและการศึกษาคุณสมบัติของอนุภาคนาโนโบไวน์ซีรั่มอัลบูมินบรรจุเคอร์คิวมิน Preparation and Characterization of Curcumin-loaded Bovine Serum Albumin Nanoparticles https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15320 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาหาวิธีการเตรียมอนุภาคนาโนโบไวน์ซีรั่มอัลบูมินบรรจุเคอร์คิวมิน เพื่อให้มีคุณสมบัติทางเคมีฟิสิกส์และปริมาณการกักเก็บยาตามต้องการ <strong>วิธีการศึกษา: </strong>เตรียมอนุภาคนาโนของโบไวน์ซีรั่มอัลบูมินบรรจุเคอร์คิวมินด้วยวิธีดีโซลเวชั่น โดยไม่ใช้กลูตาร์อัลดีฮัยด์เป็นสารก่อครอสลิงค์ และศึกษาสภาวะต่าง ๆ ในการเตรียม ได้แก่ ความเข้มข้นของโบไวน์ซีรั่มอัลบูมิน และอัตราส่วนโดยปริมาตรของน้ำต่อเอทานอล ที่มีผลต่อขนาดอนุภาค การกระจายของขนาดอนุภาค และศักย์ไฟฟ้าบนผิวอนุภาค รวมทั้งวิธีการบรรจุเคอร์คิวมินที่แตกต่างกัน 3 วิธีลงในอนุภาคนาโนที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและปริมาณการกักเก็บยา <strong>ผลการศึกษา:</strong> การเพิ่มความเข้มข้นของโบไวน์ซีรั่มอัลบูมินรวมทั้งปริมาณน้ำในส่วนผสมน้ำ-เอทานอล ทำให้ขนาดอนุภาคนาโนใหญ่ขึ้น และประจุไฟฟ้าลบบนผิวอนุภาคลดลง สภาวะการเตรียมที่เหมาะสมคือ ความเข้มข้นของโบไวน์ซีรั่มอัลบูมินร้อยละ 20 โดยน้ำหนัก และอัตราส่วนโดยปริมาตรของน้ำต่อเอทานอล 1:6 อนุภาคนาโนของโบไวน์ซีรั่มอัลบูมินบรรจุเคอร์คิวมินที่เตรียมได้มีขนาดอยู่ในช่วง 195.14 ± 9.11 ถึง 256.80 ± 72.06 นาโนเมตร ค่าดัชนีการกระจายขนาดที่แคบมากอยู่ในช่วง 0.064 ± 0.024 ถึง 0.092 ± 0.049 และค่าศักย์ไฟฟ้าบนผิวอนุภาคอยู่ในช่วง -8.10 ± 0.30 ถึง -9.73 ± 0.63 มิลลิโวลต์ ประสิทธิภาพและปริมาณการกักเก็บยาอยู่ในช่วงร้อยละ 17.40 ± 8.23 ถึง 28.59 ± 3.52 และร้อยละ 1.77 ± 0.59 ถึง 2.46 ± 0.35 ตามลำดับ วิธีบรรจุเคอร์คิวมินในอนุภาคนาโน 3 วิธีไม่มีผลต่อคุณลักษณะทางเคมีฟิสิกส์ ประสิทธิภาพและปริมาณการกักเก็บยา <strong>สรุป: </strong>สามารถเตรียมอนุภาคนาโนโบไวน์ซีรั่มอัลบูมินบรรจุเคอร์คิวมินที่มีคุณสมบัติตามต้องการ โดยไม่ใช้กลูตาร์อัลดีฮัยด์ และวิธีการบรรจุเคอร์คิวมิน 3 วิธีไม่มีผลต่อคุณลักษณะทางเคมีฟิสิกส์ ประสิทธิภาพและปริมาณการกักเก็บยา</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>เคอร์คิวมิน; อนุภาคนาโน; วิธีดีโซลเวชั่น; โบไวน์ซีรั่มอัลบูมิน</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong>Objective: </strong>To explore various preparation by desolvation methods of curcumin-loaded bovine serum albumin nanoparticles (CUR-BSA-NPs) to obtain desired physicochemical properties and drug loading. <strong>Method: </strong>CUR-BSA-NPs were prepared by desolvation method without using glutaraldehyde as cross-linking agent. The influences of bovine serum albumin (BSA) concentration and water to ethanol volume ratio on size, size distribution, and particle surface charge were examined. The effects of 3 different loading methods of CUR into CUR-BSA-NPs on entrapment efficiency and loading capacity were also investigated. <strong>Results: </strong>The increase in BSA concentration and amount of water in water-ethanol mixture resulted in larger BSA-NPs with less negative surface charge. The optimum conditions from the screening results using 20 mg/mL BSA concentration and 1:6 water to ethanol volume ratio were chosen for preparation of CUR-BSA-NPs with 3 different loading methods. The sizes of CUR-BSA-NPs ranged from 195.14 ± 9.11 to 256.80 ± 72.06 nm and polydispersity indices of extremely narrow size distribution ranged from 0.064 ± 0.024 to 0.092 ± 0.049. The zeta potentials were in the range from -8.10 ± 0.30 to -9.73 ± 0.63 mV. The entrapment efficiency and loading capacity were in the range from 17.40 ± 8.23 to 28.59 ± 3.52 % and 1.77 ± 0.59 to 2.46 ± 0.35 %, respectively. The 3 different CUR loading methods into CUR-BSA-NPs were found to impose no significant effects on physicochemical characteristics, entrapment efficiency, and loading capacity. <strong>Conclusion: </strong>The CUR-BSA-NPs with desired properties could be developed by desolvation method without using glutaraldehyde. The 3 different loading methods of CUR into CUR-BSA-NPs had no significant effects on physicochemical characteristics, entrapment efficiency, and loading capacity of CUR-BSA-NPs.</p> <p><strong>Keywords:</strong> curcumin; nanoparticles; desolvation method; bovine serum albumin</p> Panita Suwannoi, Chaniya Bunrattanasathian, Natthapong Larp-arparat, Lalana Kongkaneramit Copyright (c) 2024 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15320 Mon, 25 Mar 2024 00:00:00 +0000 ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์คอลลาจีเนส อีลาสเตส ไฮยาลูโรนิเดส และฤทธิ์ต้านออกซิแดนซ์ ของสารสกัดดอกเข็มสีเหลือง Collagenase, Elastase, Hyaluronidase Inhibitory and Antioxidant Activities of Yellow Ixora coccinea L. Flowers Extract https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15188 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส เอนไซม์คอลลาจีเนส เอนไซม์อีลาสเตส และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และปริมาณรวมของสารกลุ่มฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ แอนโทไซยานิน และแคโรทีนอยด์ในสารสกัดดอกเข็มสีเหลือง <strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> นำดอกเข็มสีเหลืองมาบดเป็นผงและสกัดด้วยเอทานอล 80% ระเหยด้วยเครื่องระเหยสารสุญญากาศแบบหมุน ทดสอบฤทธิ์ลดเลือนริ้วรอยโดยศึกษาฤทธิ์ยับยั้ง 1) เอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส 2) คอลลาจีเนสและอีลาสเตส และ 3) อนุมูลอิสระ ด้วยวิธี 1) colorimetric 2) spectrophotometric และ 3) free radical scavenging assay ต่อ DPPH, ABTS, and superoxide anion ทั้งหมดใช้เควอเซตินเป็นสารควบคุมเชิงบวก (รายงานเป็นค่า IC<sub>50</sub>) วิเคราะห์ปริมาณรวมของสารกลุ่มฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ แอนโทไซยานิน และแคโรทีนอยด์ <strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> สารสกัดดอกเข็มสีเหลืองมีค่า IC<sub>50</sub> ในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส เอนไซม์คอลลาจีเนส และเอนไซม์อีลาสเตสเท่ากับ 608.38 ± 216.71, 556.94 ± 15.75 และ 287.70 ± 17.29 µg/ml ตามลำดับ ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ (IC<sub>50</sub>) ด้วย free radical scavenging assay โดยใช้ DPPH, ABTS, superoxide anion เท่ากับ 73.80 ± 5.58, 27.86 ± 3.41 และ 86.55 ± 4.69 µg/ml ตามลำดับ ใน 1 g มีปริมาณฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ แอนโทไซยานิน และแคโรทีนอยด์เป็นค่าเทียบเท่าของกรดแกลลิก เควอเซติน ไซยานิดิน และเบต้าแคโรทีนเท่ากับ 11.49 ± 4.06 mg, 277.38 ± 5.10 mg, 63.71 ± 0.70 mg และ 74.89 ± 0.72 mg ตามลำดับ <strong>สรุป</strong><strong>: </strong>สารสกัดดอกเข็มสีเหลืองมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์อีลาสเตสเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส เอนไซม์คอลลาจีเนส และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ พฤกษเคมีในสารสกัดดอกเข็มสีเหลืองพบว่ามีปริมาณของสารกลุ่มฟลาโวนอยด์เป็นองค์ประกอบมากที่สุด และมีปริมาณแคโรทีนอยด์ แอนโทไซยานิน และฟีนอลิกรองลงมา</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>สารสกัดดอกเข็มสีเหลือง; ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส; ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์คอลลาจีเนส; ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์อีลาสเตส; ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ; ฟีนอลิก; ฟลาโวนอยด์; แอนโทไซยานิน; แคโรทีนอยด์</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong>Objective: </strong>To investigate hyaluronidase, collagenase, and elastase inhibitory activities and antioxidation and the total phytochemicals contents including phenolic, flavonoid, anthocyanin, and carotenoid of yellow<em> Ixora</em> <em>coccinea</em> L. flower extract. <strong>Methods: </strong>Yellow<em> I. coccinea</em> flower was collected, dried under hot air oven at 50°C until dryness, pulverized to powder and macerated in 80% ethanol. The ethanolic extract was evaporated until dryness with a rotary evaporator. The inhibitory activity of the extract on 1) hyaluronidase, 2) collagenase and elastase, and 3) free radicals was investigated by 1) colorimetric method, 2) spectrophotometric method, and 3) free radical scavenging assay (for DPPH, ABST, and superoxide anion), respectively. Quercetin was used as a positive control. The total phenolics, flavonoids, anthocyanins and carotenoids contents were analyzed. <strong>Results:</strong> Yellow <em>I. coccinea</em> flower extract exhibited anti-hyaluronidase, anti-collagenase, and anti-elastase activities at IC<sub>50</sub> values of 608.38 ± 216.71, 556.94 ± 15.75 and 287.70 ± 17.29 µg/ml, respectively. The antioxidant activities (IC<sub>50</sub>) by free radical scavenging assay of DPPH, ABTS, and superoxide anion were 73.80 ± 5.58, 27.86 ± 3.41, and 86.55 ± 4.69 µg/ml, respectively. The total contents of phenolics, flavonoids, anthocyanins, and carotenoids in 1 g of the extract as equivalence of gallic acid, quercetin, cyanidin, and b-carotene were 11.49 ± 4.06, 277.38 ± 5.10, 63.71 ± 0.70, and 74.89 ± 0.72 mg. respectively. <strong>Conclusion: </strong>Yellow <em>I. coccinea</em> flower extract expressed anti-elastase, anti-hyaluronidase, anti-collagenase, and antioxidant activities. Total flavonoids content was the highest phytochemical contents found in the extract, followed by total carotenoid, total anthocyanin and total phenolic contents.</p> <p><strong>Keywords: </strong>yellow <em>Ixora</em> <em>coccinea</em> L. flower extract; anti-hyaluronidase; anti-collagenase; anti-elastase; antioxidant; phenolics; flavonoids; anthocyanins; carotenoids</p> Suppaset Lertkanchanasak, Thitiporn Khanaassanarom, Phantita Boonsitte, Rasita Chaikraveephand, Sudarat Keebut, Chitti Thawai, Sarin Tadtong Copyright (c) 2024 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15188 Tue, 19 Mar 2024 00:00:00 +0000 ผลของกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคองร่วมกับการฝึกสติต่อความผาสุกทางใจ และการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้ที่มีปัญหาทางจิตเวช: การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มเปรียบเทียบ Effects of Group Supportive Psychotherapy with Mindfulness Training on Psychological Well-being and Self-esteem of Persons with Psychiatric Problems: A Randomized Controlled Trial https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15167 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อทดสอบผลของจิตบำบัดแบบประคับประคองร่วมกับการฝึกสติต่อความผาสุกทางใจและการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้ที่มีปัญหาทางจิตเวช <strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมคัดเลือกผู้ที่มีปัญหาทางจิตเวชจำนวน 60 คนมีคุณสมบัติตามที่กำหนด แล้วสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมกลุ่มบำบัดแบบประคับประคองร่วมกับการฝึกสตินาน 4 สัปดาห์ ๆ ละ 2 ครั้ง ๆ ละ 60 นาที กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ ใช้แบบสอบถามประเมินความผาสุกทางใจและการเห็นคุณค่าตัวเองที่ก่อนและหลังโปรแกรม ทดสอบการเปลี่ยนแปลงคะแนนด้วย t test <strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> คะแนนเฉลี่ยความผาสุกทางใจและการเห็นคุณค่าในตนเองของกลุ่มทดลองภายหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; 0.001 ทั้งสองค่า) และผลต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนความผาสุกทางใจและของการเห็นคุณค่าในตนเองในระยะก่อนและหลังการทดลองในกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; 0.001 ทั้งสองค่า) <strong>สรุป: </strong>โปรแกรมกลุ่มบำบัดแบบประคับประคองร่วมกับการฝึกสติสามารถเพิ่มความผาสุกทางใจและการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้ที่มีปัญหาทางจิตเวชได้</p> <table style="height: 33px;" width="889"> <tbody> <tr> <td> </td> </tr> </tbody> </table> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>กลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคอง, การฝึกสติ, ความผาสุกทางใจ, การเห็นคุณค่าในตนเอง, ผู้ที่มีปัญหาทางจิตเวช</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong>Objectives:</strong> To examine the effectiveness of the group supportive psychotherapy with mindfulness training in improving psychological well-being and self-esteem of persons with psychiatric problems with the usual care. <strong>Method:</strong> This randomized controlled trial enrolled and randomized 60 persons with psychiatric problems who met the criteria to either the group supportive psychotherapy with mindfulness training (test group) or usual care (control group), 30 each. The test group attended the 4-week training twice weekly, 60 3minutes per session. Psychological well-being and self-esteem were assessed before and after the training. Data were analyzed by using t test. <strong>Results:</strong> In the test group, scores of psychological well-being and self-esteem after the training increased significantly from before the training (P-value &lt; 0.001). Increases in psychological well-being and self-esteem from before the training in the test group were significantly higher than those of the control group (P-value &lt; 0.001). <strong>Conclusion:</strong> The group supportive psychotherapy with mindfulness training improved psychological well-being and self-esteem in persons with psychiatric problems.</p> <p><strong>Keywords: </strong>group supportive psychotherapy, mindfulness training, psychological well-being, self-esteem, persons with psychiatric problems </p> <p> </p> Aurawan Janmanee Copyright (c) 2024 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15167 Sun, 24 Mar 2024 00:00:00 +0000 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดูแลเท้าในผู้ป่วยเบาหวาน กลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเกิดแผลที่เท้า Factors Influencing Foot Care Behaviors Among Diabetic Patients with A High Risk of Diabetic Foot Ulcer https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15207 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลเท้าและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดูแลเท้าในผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเกิดแผลที่เท้า<strong> วิธีการศึกษา: </strong>การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายของปัจจัยต่อพฤติกรรมการดูแลเท้ามีตัวอย่างคือ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดแผลที่เท้าที่รับการรักษาที่คลินิกเบาหวาน แผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี จำนวน 97 รายจากการสุ่มอย่างง่าย รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลโรคเบาหวาน แบบประเมินสภาวะเท้า แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลเท้าผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเกิดแผลที่เท้า ความรอบรู้ด้านสุขภาพ การสนับสนุนทางสังคม การรับรู้ความสามารถของตนเองในการปฏิบัติพฤติกรรมการดูแลเท้า และความคาดหวังในผลของการปฏิบัติพฤติกรรมการดูแลเท้า วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ <strong>ผลการศึกษา: </strong>กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการดูแลเท้าระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 73.42 ± 12.09 จาก 95 คะแนน) ปัจจัยความรอบรู้ด้านสุขภาพ การสนับสนุนทางสังคมและการรับรู้ความสามารถของตนเองร่วมกันทำนายความแปรปรวนของพฤติกรรมการดูแลเท้าได้ร้อยละ 32 (adj. R<sup>2</sup> = 0.32, P-value &lt; 0.001) การรับรู้ความสามารถตนเองทำนายพฤติกรรมการดูแลเท้ามากที่สุด (β = 0.41, P-value &lt; 0.001) ตามด้วยการสนับสนุนทางสังคม (β = 0.193, P-value = 0.034) และความรอบรู้ด้านสุขภาพ (β = 0.192, P-value = 0.043) <strong>สรุป: </strong>พฤติกรรมดูแลเท้าของผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเกิดแผลที่เท้าอยู่ในระดับปานกลาง และทำนายได้ด้วยการรับรู้ความสามารถตนเองในการดูแลเท้า การสนับสนุนทางสังคม และความรอบรู้ด้านสุขภาพ</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> พฤติกรรมการดูแลเท้า; ผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเกิดแผลที่เท้า; ความรอบรู้ด้านสุขภาพ; การรับรู้ความสามารถตนเอง; การสนับสนุนทางสังคม</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong>Objective:</strong> To determine foot care behaviors of patients at high risk of diabetic foot ulcer (DFU) and the associations with its influencing factors. <strong>Method:</strong> This predictive correlational research examined the predictive factors of foot care behaviors including health literacy, social support, perceived self-efficacy and outcome expectation. The participants were 97 patients with type 2 diabetes mellitus at high risk of DFU, treated at the outpatient department at Phrapokklao Hospital, recruited by a simple random sampling. Questionnaires collected demographic data and diabetic personal health record, and assessed diabetic patients’ foot care behaviors, diabetic patients’ health literacy, social support, perceived self-efficacy, and outcome expectation. Data were analyzed by multiple linear regression. <strong>Results:</strong> The foot care behaviors were at a moderate level (mean = 73.42 ± 12.09 out of 95 points). Health literacy, social support and perceived self-efficacy explained 32% of the behavior variance (adj. R<sup>2</sup> = 0.32 <em>P</em>-value &lt; 0.001). Perceived self-efficacy was the most effective predictor of the behaviors (β = 0.41, P-value &lt; 0.001), followed by social support (β = 0.193, P-value = 0.034) and health literacy (β = 0.192, P-value = 0.043). <strong>Conclusion:</strong> The foot care behaviors among diabetic patients at high risk of DFU were at a moderate level and could be predicted by perceived self-efficacy, social support and health literacy.</p> <p><strong>Keywords</strong>: foot care behaviors; diabetic patients at high risk of diabetic foot ulcer; health literacy; self-efficacy; social support</p> Lalisa Korpathomkul, Asst. Prof. Dr.Saifone Moungkum, Asst. Prof. Dr.Khemaradee Masingboon Copyright (c) 2024 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15207 Tue, 19 Mar 2024 00:00:00 +0000 ผลของโปรแกรมการโค้ชมารดาต่อพฤติกรรมการป้องกันทารกตัวเหลืองจากการได้รับน้ำนม ไม่เพียงพอและระดับบิลิรูบินในเลือดของทารกเกิดก่อนกำหนดระยะท้าย Effects of Maternal Coaching Program on Maternal Behavior Regarding Breastfeeding Jaundice Prevention and Late Preterm Newborns' Blood Bilirubin Levels https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15209 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาผลของการโค้ชมารดาต่อพฤติกรรมมารดาในการป้องกันภาวะตัวเหลืองจากการได้รับน้ำนมไม่เพียงพอ และระดับบิลิรูบินในเลือดของทารกเกิดก่อนกำหนดระยะท้าย<strong> วิธีการศึกษา: </strong>การวิจัยแบบกึ่งทดลอง ศึกษาสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นมารดาหลังคลอดและทารกเกิดก่อนกำหนดระยะท้ายที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยสูติกรรมหลังคลอด โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการที่เลือกแบบเจาะจง 40 ราย แล้วสุ่มเข้ากลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองอย่างละ 20 ราย กลุ่มทดลองเข้าโปรแกรมการโค้ชมารดาส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ รวบรวมข้อมูลทั่วไปของมารดาและทารก ประเมินพฤติกรรมโดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันภาวะตัวเหลืองจากการได้รับน้ำนมไม่เพียงพอ และตรวจวัดระดับบิลิรูบินที่วันที่ 2 และ 5 หลังคคลอด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติการทดสอบค่าที<strong> ผลการศึกษา: </strong>หลังการทดลอง มารดากลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมเพิ่มขึ้นสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P</em>-value &lt; 0.001) ระดับบิลิรูบินที่วันที่ 5 เพิ่มขึ้นจากวันที่ 2 ในทั้งสองกลุ่ม โดยค่าที่วันที่ 5 ในกลุ่มทดลองมีค่าน้อยกว่าเกณฑ์ปกติ 15 mg/dl ค่าที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มทดลองมีค่าน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P</em>-value = 0. 047)<strong> สรุป: </strong>โปรแกรมการโค้ชมารดาช่วยให้มารดามีพฤติกรรมการป้องกันภาวะตัวเหลืองจากการได้รับน้ำนมไม่เพียงพอได้อย่างเหมาะสม ระดับบิลิรูบินในเลือดของทารกเพิ่มขึ้นน้อยกว่าการดูแลแบบปกติ</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>โปรแกรมการโค้ชมารดาในการป้องกันภาวะตัวเหลืองจากการได้รับน้ำนมไม่เพียงพอ; ภาวะตัวเหลืองในทารก; ทารกเกิดก่อนกำหนดระยะท้าย</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong>Objective: </strong>To study effects of a maternal coaching program on preventive behaviors for jaundice due to insufficient milk supply and serum bilirubin levels of late preterm infants.<strong> Method: </strong>This quasi-experimental research used a two-group pretest-posttest design. Participants were 40 mothers and late preterm infants who were admitted to the postnatal ward at a hospital in Samutprakan province, Thailand by purposive sampling and randomized to the test (coaching program) and control (usual care) groups (n = 20 each). Maternal and infant characteristics were collected and behaviors regarding breastfeeding jaundice prevention were assessed using a questionnaire. Blood bilirubin level was tested at days 2 and 5 after birth. Data were analyzed by descriptive statistics and t-test.<strong> Results: </strong>After the experiment, the increased behavior score in the test group was significantly higher than that in the control group (<em>P</em>-value &lt; 0.001). At day 5, bilirubin levels increased from that at day 2 in both groups. Bilirubin level at day 5 in the test group was lower than the normal criterion of 15 mg/dl. The increased bilirubin level in the test group was significantly lower than that in the control group (P-value = 0.047). <strong>Conclusion: </strong>The coaching mother program improved the mother’s behaviors to prevent jaundice from insufficient milk intake. Blood bilirubin level in those receiving the program increased to a smaller extent than those receiving the usual care.</p> <p><strong>Keywords:</strong> maternal coaching program on breastfeeding jaundice prevention; neonatal jaundice; late preterm infants</p> Narumon Teerarungsikul, Wimonrat Sangjan, Photjanart Sarapat Copyright (c) 2024 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15209 Wed, 20 Mar 2024 00:00:00 +0000 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะซึมเศร้าและการติดอินเทอร์เน็ตในนิสิตปริญญาตรี Relationships between Depression and Internet Addiction among Undergraduate Students https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15500 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินระดับภาวะซึมเศร้าและการติดอินเทอร์เน็ต และทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างภาวะซึมเศร้าและการติดอินเทอร์เน็ตในนิสิตระดับปริญญาตรี <strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาเชิงพรรณนาทำในนิสิตปริญญาตรีจำนวน 470 คนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกของประเทศไทย ได้ตัวอย่างโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่มหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการเก็บข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดภาวะซึมเศร้า (CES-D) และแบบวัดการติดอินเทอร์เน็ต เก็บข้อมูลช่วงพฤศจิกายน 2565 ถึงมกราคม 2566 ทดสอบทางสถิติโดยใช้การทดสอบทีและสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน <strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มตัวอย่างมีภาวะซึมเศร้าระดับปานกลาง (mean = 23.60 คะแนน) และการติดอินเทอร์เน็ตระดับปานกลาง (mean = 65.26 คะแนน) คะแนนภาวะซึมเศร้าระหว่างนิสิตชายและหญิงและระหว่างนิสิตที่มีลักษณะครอบครัวแบบเดี่ยวและแบบขยายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ พบว่าภาวะซึมเศร้าและการติดอินเทอร์เน็ตสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีด้านอารมณ์เศร้า อาการทางกาย และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ยกเว้นด้านอารมณ์ด้านบวกที่สัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการติดอินเทอร์เน็ต <strong>สรุป:</strong> ภาวะซึมเศร้าโดยเฉพาะด้านอารมณ์เศร้า อาการทางกาย และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสัมพันธ์กับภาวะติดอินเทอร์เน็ต ควรจัดโปรแกรมเพื่อส่งเสริมให้นิสิตมีการกำกับตัวเองที่เหมาะสมและการปรับตัวต่อใช้อินเทอร์เน็ต รวมถึงการส่งเสริมการคิดทางบวกและการสนับสนุนทางอารมณ์อย่างทันท่วงทีเพื่อลดแนวโน้มการติดอินเทอร์เน็ตในนิสิต</p> <p><strong>คําสําคัญ: </strong>โรคซึมเศร้า; นิสิตระดับปริญญตรี; การติดอินเทอร์เน็ต</p> <p><strong> Abstract</strong></p> <p><strong>Objective: </strong>To assess the level of depression and Internet addiction and correlations between depression and Internet addiction among undergraduate students.<strong> Methods: </strong>This descriptive study was conducted among the 470 undergraduate students at one particular university located in the eastern part of Thailand recruited by multi-stage cluster random sampling. The questionnaire collected demographic characteristics and assessed depression (CES-D) and Internet addiction from November 2022 to January 2023. The data were analyzed using independent t-tests and Pearson’s correlation analysis.<strong> Results: </strong>The participants had moderate depressive symptoms (mean = 23.60 points) and moderate Internet addiction (mean = 65.26 points). Depression scores were significantly different between men and women and nuclear and extended family structures. Depression had a significantly positive correlation with Internet addiction. Most subscales of depression including depressed affect, somatic activity, and interpersonal relations, except for positive affect, were significantly correlated with Internet addiction. <strong>Conclusion: </strong>Depression especially depressed affect, somatic activity, and interpersonal relations were correlated with Internet addiction. Program to help students to have self-control and adjustment toward Internet use and to have more positive thinking and timely emotional support should be offered to decrease the propensity toward Internet dependence among these students.</p> <p><strong>Keywords</strong>: depression; undergraduate students; internet addiction</p> Sivasankari Nadarajan, Pornpat Hengudomsub, Chintana Wacharasin Copyright (c) 2024 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15500 Sat, 30 Mar 2024 00:00:00 +0000 ทัศนคติและการปฏิบัติเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าของเภสัชกรร้านยาในจังหวัดพะเยา Attitude toward and Practice of E-cigarette among Community Pharmacists in Phayao Province, Thailand https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15352 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อประเมินทัศนคติ การปฏิบัติ และของเภสัชกรชุมชนเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า <strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การสำรวจภาคตัดขวางเก็บข้อมูลเภสัชกรชุมชนที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาในจังหวัดพะเยาทั้งหมดจำนวน 69 ราย ตั้งแต่กันยายน พ.ศ. 2563 ถึงกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 ใช้แบบประเมินทัศนคติและความรู้ โดยใช้คำถามพร้อมมาตราวัดลิเคิร์ท 5 ระดับ และพฤติกรรมการให้บริการเลิกบุหรี่ไฟฟ้าโดยใช้คำถามที่ตอบใช่หรือไม่ใช่ นำเสนอข้อมูลเป็นความถี่และร้อยละ <strong>การศึกษา</strong><strong>:</strong> เภสัชกรชุมชนยินดีเข้าร่วมการศึกษา 58 ราย เภสัชกรเห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่ดีต่อสุขภาพและอันตรายไม่น้อยไปกว่าบุหรี่ทั่วไป และเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งเสพติด ไม่ควรแนะนำให้ผู้ป่วยเสพ และควรถูกจำกัดการใช้ตามกฎหมาย เภสัชกรชุมชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 86.2) มีความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าในระดับไม่ดีหรือพอใช้ ร้อยละ 91.4 ไม่เคยให้คำแนะนำเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า และร้อยละ 89.7 ไม่แนะนำให้ผู้ป่วยใช้บุหรี่ไฟฟ้ารวมทั้งไม่แนะนำให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นเครื่องมือในการเลิกบุหรี่ เภสัชกรชุมชนส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงลบเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและมีแนวโน้มไม่แนะนำให้ผู้ป่วยใช้บุหรี่ไฟฟ้า แม้การรับรู้ด้านความรู้ของเภสัชกรชุมชนจะอยู่ในระดับพอใช้แต่เภสัชกรชุมชนก็เชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้เสพติด และสนับสนุนให้มีการจำกัดการใช้ตามกฎหมาย</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ทัศนคติ; ความรู้; การปฏิบัติ; บุหรี่ไฟฟ้า; เภสัชกรชุมชน</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong>Objective:</strong> To assess community pharmacists’ attitudes, practice, and perceived knowledge regarding e-cigarettes. <strong>Methods:</strong> In this cross-sectional survey, 69 full-time community pharmacists in Phayao province, Thailand region were invited. The study was carried out between September 2020 and February 2021. Participants were requested to rate their level of attitudes and perceived knowledge regarding e-cigarettes using five-point Likert-type scale. Participants were asked yes-or-no questions about their smoking cessation service practice. Frequency with percentage was used to summarize findings. <strong>Results:</strong> A total of 58 community pharmacists agreed to participate in the survey. Participants agreed that e-cigarettes are bad for health and are not less dangerous than conventional cigarettes. They believed that e-cigarettes are addictive, should not be recommended to patients, and should be banned. Most participants (86.2%) perceived their knowledge about e-cigarettes as fair and poor. However, 91. 4% of the participants never advised on e-cigarettes, and 89.7% would not recommend patients to use e-cigarettes or advise e-cigarettes as a smoking cessation tool. <strong>Conclusion:</strong> Most community pharmacists had a negative attitude regarding e-cigarettes. Despite having limited perceived knowledge, they felt them unhealthy and addictive and advocated a high restriction on them. They did not recommend patients use e-cigarettes.</p> <p><strong>Keywords: </strong>attitude; perceived knowledge; practice; electronic cigarette; community pharmacist</p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> PANTIRA PARINYARUX, Adinat Umnuaypornlert, Jindaphorn Suesat, Tapat Somna, Peenarid Pinta Copyright (c) 2024 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15352 Mon, 25 Mar 2024 00:00:00 +0000 ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองของบุคคลและครอบครัวต่อพฤติกรรมป้องกันกลับเป็นซ้ำ ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง Effects of an Individual and Family Self-management Program on the Recurrence Prevention Behaviors among Stroke Patients https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15299 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองของบุคคลและครอบครัวต่อพฤติกรรมป้องกันกลับเป็นซ้ำในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง <strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองทดสอบก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง 64 คน คัดเลือกตัวอย่างโดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 32 คน และกลุ่มควบคุม 32 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองของบุคคลและครอบครัว เป็นเวลา 12 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยและญาติ 2) โปรแกรมการจัดการตนเองของบุคคลและครอบครัว 3) แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันการกลับเป็นซ้ำโรคหลอดเลือดสมอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณาและสถิติที <strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ภายหลังโปรแกรม กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมป้องกันการกลับเป็นซ้ำโรคหลอดเลือดสมองโดยรวม (mean = 147.15, SD = 6.84) มากกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (mean = 108.62, SD = 8.40) และกลุ่มควบคุม (mean = 107.09, SD = 8.32) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; 0.05) และค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมรายด้าน คือ 1) ด้านการรับประทานอาหาร 2) ด้านการออกกำลังกาย และ 3) ด้านการจัดการความเครียด มากกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม และกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; 0.05) <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> โปรแกรมการจัดการตนเองของบุคคลและครอบครัวต่อพฤติกรรมป้องกันกลับเป็นซ้ำในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มคะแนนพฤติกรรมป้องกันการกลับเป็นซ้ำโรคหลอดเลือดสมอง</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: การจัดการตนเองของบุคคลและครอบครัว; พฤติกรรมการป้องกันการกลับเป็นซ้ำโรคหลอดเลือดสมอง; โรคหลอดเลือดสมอง</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong>Objective</strong>: To study the effects of an individual and family self-management program on recurrence prevention behaviors in stroke patients. <strong>Methods</strong>: This was quasi-experimental research with pre- and post-test design. The sample consisted of 64 stroke patients (32 each in test and control groups) selected by purposive selection according to the specified characteristics. The test group received the 12-week individual and family self-management program; while the control group received regular care. The research tools consisted of 1) personal data record form of patients and family, 2) individual and family self-management program, and 3) stroke recurrence prevention behavior questionnaire. Data were analyzed using descriptive statistics and t-statistics. <strong>Results</strong>: After the program, the test group had the mean overall stroke recurrence prevention behavior score (mean = 147.15, SD = 6.84) higher than before (mean = 108.62, SD = 8.40) and the control group (mean = 107.09, SD = 8.32) with statistical significance (P-value &lt; 0. 05) and had mean scores for each aspect of the behavior, i.e., 1) diet, 2) exercise, and 3) stress management, at the end of the program higher than those before the program and those in the control group (P-value &lt; 0.05) <strong>Conclusion</strong>: The individual and family self-management program improved scores of stroke recurrence prevention behaviors.</p> <p><strong>Keywords</strong>: individual and family self-management; stroke prevention behavior; stroke</p> Ravinan Thatsiriniratkul, Borwarnluck Thongthawee, Sombat Muengtaweepongsa Copyright (c) 2024 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15299 Sun, 31 Mar 2024 00:00:00 +0000 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาระการดูแลของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ในเมืองเหวินโจว ประเทศจีน Factors Influencing Caregiver Burden among Family Caregivers of Post-stroke Persons in Wenzhou, China https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15240 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาภาระการดูแลของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยหลังโรคหลอดเลือดสมองภายหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาลในระยะ 3 เดือนแรก และศึกษาอิทธิพลของภาวะสุขภาพของญาติผู้ดูแล ปริมาณการดูแล และความสัมพันธ์ต่างเกื้อกูลต่อภาระการดูแลของญาติผู้ดูแล <strong>วิธีการศึกษา</strong>: การศึกษาเพื่อทำนายปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาระการดูแลมีตัวอย่างเป็นญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มาตรวจติดตามภาวะสุขภาพภายหลังจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลในระยะ 3 เดือนแรก ที่แผนกผู้ป่วยนอก The First Affiliated Hospital of Wenzhou Medical University in China จำนวน 101 คน ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดและสุ่มอย่างง่าย รวบรวมข้อมูลระหว่างกรกฎาคมถึงกันยายน พ.ศ. 2564 รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 1) ข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบวัดภาวะสุขภาพของผู้ดูแล 3) แบบวัดปริมาณการดูแล 4) แบบวัดความสัมพันธ์ต่างเกื้อกูล และ 5) แบบวัดภาระการดูแลของผู้ดูแล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ <strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ตัวอย่างมีคะแนนภาระการดูแลในการดูแลในระดับน้อยถึงปานกลาง (mean = 18.29 ± 4.9) พบว่าภาวะสุขภาพของผู้ดูแล (β = -0.33) ปริมาณการดูแล (β = 0.39) ความสัมพันธ์ต่างเกื้อกูล (β = -0.36) โดย P-value &lt; 0.001 ทั้งหมด โดยสามารถร่วมทำนายภาระการดูแลของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้ร้อยละ 70 (R² = 0.70, P-value &lt; 0.001) <strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ภาระการดูแลของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยหลังโรคหลอดเลือดสมองภายหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาลในระยะ 3 เดือนแรกอยู่ระดับน้อยถึงปานกลางและอธิบายได้ด้วยภาวะสุขภาพของผู้ดูแล ปริมาณการดูแล และความสัมพันธ์ต่างเกื้อกูล</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> ญาติผู้ดูแล; ผู้ป่วยหลังโรคหลอดเลือดสมอง; ภาวะสุขภาพของญาติผู้ดูแล; ปริมาณการดูแล; ความสัมพันธ์ต่างเกื้อกูล; ภาระการดูแลของญาติผู้ดูแล</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong>Objective: </strong>To examine the caregiver burden of family caregivers providing care for post-stroke persons 3 months after discharge, and the prediction of the caregiver burden by caregiver health status, caregiver amount of caregiving activities, and caregiver mutuality. <strong>Methodology: </strong>A predictive research was conducted among 101 family caregivers of people with stroke three months after being discharged from hospital at the outpatient department of the First Affiliated Hospital of Wenzhou Medical University in China. Five validated instruments were used to collect caregiver data: a demographic questionnaire, SF-12 Health Survey Version 2, Caregiving Activities Scale, Mutuality Scale, and 12-item Zarit Burden Interview. Data were analyzed using multiple linear regression. <strong>Results: </strong>Family caregiver burden was at a mild-to-moderate level (mean = 18.29 ± 4.9). It was fond that caregiver health (β = -0.33, caregiver amount of caregiving activities (β = 0.39), caregiver mutuality (β = -0.36) could predict caregiver burden (P-value &lt; 0.001 for all) with 70% of the variance explained (R² = 0.70, P-value &lt; 0.001). <strong>Conclusion:</strong> Caregiver burden of family caregivers of people with stroke three months after being discharged was at a mild-to-moderate level and could be predicted by caregiver health, caregiver amount of caregiving activities, and caregiver mutuality.</p> <p><strong>Keywords</strong>: family caregiver; post-stroke persons; caregiver health; amount of caregiving activities; mutuality; caregiver burden</p> Fengfan Qian, Niphawan Samartkit, Khemaradee Masingboon Copyright (c) 2024 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15240 Sat, 30 Mar 2024 00:00:00 +0000 วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด Influenza Vaccination in Patients with Cardiovascular Diseases https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15723 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>โรคไข้หวัดใหญ่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิต โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แล้วสามารถก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนและผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ทางคลินิกได้ ปัจจุบันการป้องกันการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามแนวทางของศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐอเมริกาและกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขประเทศไทย แนะนำให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจในทุกรายฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เป็นการป้องกันในระดับทุติยภูมิ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองในอนาคต การเข้ารักษาในโรงพยาบาล และการเสียชีวิต วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย มีทั้งแบบ 3 สายพันธุ์และ 4 สายพันธุ์ ซึ่งสามารถบริหารยาได้ทั้งแบบขนาดปกติ (บรรจุเชื้อ 15 ไมโครกรัมของ hemagglutinin ต่อสายพันธุ์) ใช้ได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป และขนาดสูง (บรรจุเชื้อ 60 ไมโครกรัมของ hemagglutinin ต่อสายพันธุ์) สำหรับผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไป ผลทางคลินิกพบว่าขนาดยาที่แตกต่างกันมีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงการเกิดเหตุการณ์ชนิดรุนแรงจากสาเหตุหัวใจและหลอดเลือด การเข้าโรงพยาบาลจากโรคหัวใจและหลอดเลือดรวมถึงการเสียชีวิตไม่แตกต่างกัน แต่วัคซีนขนาดสูงสามารถลดอัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากไข้หวัดใหญ่หรือปอดอักเสบและช่วยลดอัตราการเสียชีวิตโดยรวมได้ดีกว่าขนาดปกติ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> โรคไข้หวัดใหญ่; ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด; วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>Influenza infection is a leading cause of morbidity and mortality worldwide. Especially for patients with cardiovascular disease, when infected with influenza virus, they face severe complications and negative outcomes. Centers for Disease Control and Prevention (CDC) and Thailand Department of Disease Control highly recommend patients with cardiovascular disease as a high-risk group to receive annual influenza vaccination as secondary prevention. This vaccination is to lower a risk of cardiovascular events and stroke in the future, hospitalization, and mortality. In Thailand, the influenza vaccine is an inactivated vaccine which has trivalent and quadrivalent. It can be administered both at a standard dose (15 micrograms of hemagglutinin per strain) at 6 months of age and older, and at a high dose (60 micrograms of hemagglutinin per strain) for people 65 years old and older. Clinical studies showed that different doses of inactivated influenza vaccine did not differ in reducing major adverse cardiovascular events (MACE), cardiovascular hospitalizations and cardiovascular mortality. However, the high dose resulted in lower events of hospitalization for influenza or pneumonia and all-cause mortality than the standard dose. </p> <p><strong>Keywords</strong>: influenza infection; patients with cardiovascular disease; influenza vaccine</p> Kankanok Chaipadung Copyright (c) 2024 Thai Pharmaceutical and Health Science Journal - วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/15723 Sun, 31 Mar 2024 00:00:00 +0000 Table of Content and Instructions for Authors https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/16070 Charoen Treesak Copyright (c) 2024 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/pharm/article/view/16070 Mon, 01 Apr 2024 00:00:00 +0000