วารสารนิติสาร คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://ejournals.swu.ac.th/index.php/ll
<p style="font-weight: 400;"><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <ol> <li>เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนคณาจารย์ นักวิชาการ และนิสิตคณะสังคมศาสตร์ <br />หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต รวมถึงผู้สนใจทั่วไปได้เผยแพร่ผลงานวิชาการ</li> <li>เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการด้านนิติศาสตร์หรือความรู้ที่เกี่ยวข้องกับทางนิติศาสตร์ <br />ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจและมีคุณค่าทั้งในด้านทฤษฎีและด้านปฏิบัติ <br />ในรูปแบบของวารสารทางวิชาการ</li> <li>เพื่อสร้างสรรค์ พัฒนา และเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการและวิทยาการวิจัยใหม่ทางด้านนิติศาสตร์</li> <li>เพื่อเป็นเอกสารประกอบการศึกษาค้นคว้า การอ้างอิง ตลอดจนแนวทางการพัฒนาของกฎหมาย</li> </ol> <p style="font-weight: 400;"><strong>กำหนดการตีพิมพ์</strong></p> <p style="font-weight: 400;">วารสารนิติสาร มีกำหนดการตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ ราย 6 เดือน ดังนี้</p> <ul> <li>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม ถึง มิถุนายน</li> <li>ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม ถึง ธันวาคม</li> </ul> <p style="font-weight: 400;"><strong>ประเภทของผลงานทางวิชาการที่รับตีพิมพ์</strong></p> <p style="font-weight: 400;">วารสารนิติสาร จะพิจารณารับตีพิมพ์ผลงานที่มีลักษณะดังต่อไปนี้</p> <ol> <li>บทความวิชาการ</li> <li>บทความวิจัย</li> </ol> <p style="font-weight: 400;"><strong>ลักษณะการประเมินบทความ</strong></p> <p style="font-weight: 400;"><strong> </strong>บทความวิชาการและบทความวิจัยทุกเรื่องจะต้องผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน ที่กองบรรณาธิการคัดเลือกและพิจารณาเห็นว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาของเนื้อหาที่นำเสนอในบทความ และการประเมินดังกล่าวเป็นการประเมินลับทั้งสองทาง (Double-blinded peer review)</p>en-USวารสารนิติสาร คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ3056-9109Judicial Truth Seeking in Administrative Adjudication The Inquisitorial Function as Preventive Judicial Power
https://ejournals.swu.ac.th/index.php/ll/article/view/17288
<p>Administrative adjudication is commonly characterized by the presence of inquisitorial elements that distinguish it from adversarial models of judicial decision making. While these elements are often described as procedural mechanisms designed to enhance fact-finding efficiency, their deeper doctrinal significance for the role of judges in administrative justice remains underexplored. This article examines the truth-seeking function of judges in administrative proceedings, with particular reference to the practices of the Administrative Court of First Instance.</p> <p>Employing a qualitative doctrinal methodology, the study analyzes administrative procedural norms, judicial decisions, and relevant doctrinal scholarship to assess how inquisitorial powers are exercised in practice and how they shape the adjudicative role of the judge. The analysis demonstrates that judicial truth-seeking operates as a core structural feature of administrative adjudication, enabling courts to address structural inequalities between public authorities and private individuals and to ensure substantively fair outcomes.</p> <p>The article advances the argument that judicial truth-seeking constitutes a distinct doctrinal function that may be conceptualized as a form of preventive judicial power. By proactively clarifying facts and legal issues, judges are able not only to resolve disputes but also to prevent the crystallization of injustice arising from incomplete or asymmetric information. At the same time, the study emphasizes that the legitimacy of such intervention depends on its careful limitation by principles of impartiality, proportionality, and procedural fairness. By articulating judicial truth-seeking as an expression of judicial identity in administrative justice, the article contributes to broader comparative and theoretical debates on the role of courts in controlling administrative power and safeguarding the rule of law.</p>Karun Chaivanich
Copyright (c) 2026 วารสารนิติสาร คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
2026-06-282026-06-2831การเลี่ยงข้อจำกัดวาระด้วยการเปลี่ยนชื่อหน่วยงาน: การศึกษาเปรียบเทียบประเทศไทย ประเทศฝรั่งเศส และประเทศเยอรมนี
https://ejournals.swu.ac.th/index.php/ll/article/view/17133
<p>บทความนี้ศึกษาการใช้กลไกการเปลี่ยนชื่อหรือปรับโครงสร้างหน่วยงานในมหาวิทยาลัยของไทย เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของผู้บริหาร ซึ่งอาจขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล การศึกษานี้ใช้วิธีวิจัยเอกสารเชิงคุณภาพ เปรียบเทียบแนวปฏิบัติในประเทศไทย ประเทศฝรั่งเศส และประเทศเยอรมนี เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบทางกฎหมายและเสนอแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม ผลการศึกษาพบว่า ประเทศไทยยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลที่ชัดเจนเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการใช้ดุลยพินิจโดยไม่มีมาตรฐานควบคุม ขณะที่ฝรั่งเศสมีกฎหมายกลางและการตีความโดยศาลรัฐประศาสโนมัติที่ยึดตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ส่วนเยอรมนีแม้ไม่มีกฎหมายกลาง แต่ศาลแรงงานสูงสุดของประเทศยืนยันหลักการห้ามการแต่งตั้งซ้ำ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดวาระ บทความเสนอให้ประเทศไทยกำหนดกฎหมายหรือแนวปฏิบัติกลางที่ชัดเจนเกี่ยวกับการนับวาระการดำรงตำแหน่ง และเสริมกลไกตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอก รวมถึงส่งเสริมบทบาทของประชาคมมหาวิทยาลัยในการกำกับดูแล เพื่อให้การบริหารในมหาวิทยาลัยมีความโปร่งใสและเป็นธรรม</p>Tananpach Asavasemachai
Copyright (c) 2026 วารสารนิติสาร คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
2026-06-282026-06-2831ศึกษากรณี การปรับใช้ข้อตกลงเกี่ยวกับการทำงานทางไกลหรือการทำงานที่บ้าน ตามมาตรา 23/1 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแรงงาน (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2566
https://ejournals.swu.ac.th/index.php/ll/article/view/17263
<p>บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งที่จะศึกษาและชี้ให้เห็นถึงประเด็นการใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานในยุคดิจิทัล การทำงานทางไกลหรือการทำงานที่บ้านหรือที่พำนัก ที่ได้กลายเป็นรูปแบบการจ้างงานที่แพร่หลาย โดยเฉพาะหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับตัวของตลาดแรงงานและการบริหารงานบุคคลของสถานประกอบกิจการให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและสภาพเศรษฐกิจสังคมปัจจุบัน เพื่อรองรับแนวโน้มดังกล่าว รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2566 ซึ่งมีการเพิ่มเติม มาตรา 23/1 เพื่อกำหนดให้การทำงานที่บ้านหรือการทำงานทางไกลมีผลทางกฎหมายเทียบเท่ากับการทำงานในสถานประกอบการ โดยเปิดทางให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงเงื่อนไขการทำงานได้ชัดเจนขึ้น ด้วยความเคารพต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ทั้งนี้จากผลการศึกษาทั้งในแง่ของบริบทการจ้างงานและการทำงาน ควรมีการเพิ่มเติมมาตการตามมาตรา 23/1 ให้มีสภาพบังคับเฉกเช่นเดียวกับข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามมาตรา 108 เพื่อเป็นการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับข้อบังคับไว้อย่างชัดเจน และควรปรับแก้บทบัญญัติบางส่วนของมาตราดังกล่าวให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์โดยทั่วไปของการใช้แรงงานทั่วไป รวมถึงเรื่องของสวัสดิการแรงงานอันจำเป็นตามกฎหมายเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกสำหรับการทำงานระยะทางไกลโดยผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ บทความนี้จึงต้องการหยิบหยกประเด็นที่น่าสนใจดังกล่าว มาวิเคราะห์บนหลักการของความสมเหตุสมผล พร้อมทั้งเสนอมุมมองทางวิชาการของผู้เขียน</p>ภัทรดนัย ธัชแก้วกรพินธุ์
Copyright (c) 2026 วารสารนิติสาร คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
2026-06-282026-06-2831น้ำหนักความเห็นทางกฎหมายของหน่วยงานรัฐ จากการยอมตามเชิงสถาบัน สู่การตรวจสอบบนฐานของเหตุผลในกฎหมายปกครองไทยหลังคดี Loper Bright
https://ejournals.swu.ac.th/index.php/ll/article/view/17406
<p>คำพิพากษาคดี Loper Bright Enterprises v. Raimondo (2024) ได้สร้างหมุดหมายใหม่ในประวัติศาสตร์กฎหมายปกครองของสหรัฐอเมริกาด้วยการยุติบทบาทของหลัก Chevron deference หรือที่เรียกว่าการที่ศาลต้องยอมรับการตีความของฝ่ายปกครอง หากสมเหตุสมผลที่เคยเป็นแกนกลางของการแบ่งแยกอำนาจตีความกฎหมายมานานกว่าสี่ทศวรรษ โดยศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาได้ตีความมาตรา 706 แห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความปกครอง (Administrative Procedure Act: APA) กำหนดให้ศาลต้องใช้ดุลพินิจอันเป็นอิสระ (independent judgment) ในการวินิจฉัยคำถามทางกฎหมายทั้งหมด และปฏิเสธแนวคิดที่ว่าความคลุมเครือของบทบัญญัติคือการมอบหมายอำนาจตีความโดยนัยให้แก่ฝ่ายบริหารภายใต้ฉากทัศน์ใหม่นี้ ศาลได้ฟื้นฟูหลักการในคดี Skidmore v. Swift & Co. (1944) เพื่อเปิดช่องให้ศาลสามารถให้ความเห็นหรือน้ำหนักต่อการตีความของหน่วยงานทางปกครองตามพลังโน้มน้าวของเหตุผล แต่กลับทิ้งปัญหาสำคัญไว้ว่าขอบเขตที่ชอบด้วยกฎหมายของน้ำหนักดังกล่าวคืออะไรภายใต้มาตรา 706</p> <p> บทความนี้มุ่งวิเคราะห์พลวัตและการปรับใช้หลักกฎหมายในการรับฟังความเห็นของฝ่ายปกครองจากแนวคำพิพากษาในคดี Skidmore (Skidmore deference) ในทางกฎหมายยุคหลังการยกเลิกหลักการยอมจำนนต่อการตีความของหน่วยงานปกครองในคดี Chevron (Chevron deference) การศึกษานี้เสนอแนวคิดเพื่อแบ่งคู่เปรียบเทียบระหว่างการให้น้ำหนักเชิงพยานหลักฐานทางเหตุผล (educational Skidmore) และการให้น้ำหนักเชิงสถาบัน (deferential Skidmore) โดยอาศัยการวิเคราะห์เชิงหลักกฎหมาย และการวิเคราะห์เชิงแนวคิดเพื่อโต้แย้งว่า มีเพียงแบบวิธีการให้น้ำหนักเชิงพยานหลักฐานทางเหตุผล เท่านั้นที่สอดคล้องกับเกณฑ์ดุลพินิจอันเป็นอิสระของศาลภายใต้มาตรา 706 แห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความปกครองแห่งสหรัฐอเมริกา (Administrative Procedure Act: APA) ในขณะที่การให้น้ำหนักเชิงสถาบัน (deferential Skidmore) เสี่ยงที่จะลดทอนบทบาทในการทบทวนตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายตุลาการ และแปรสภาพไปเป็นเพียง (Chevron-lite) ที่เปิดช่องให้ศาลยอมตามความเห็นของหน่วยงานรัฐเพียงเพราะความน่าเชื่อถือเชิงองค์กร </p> <p>นอกจากนี้ บทความยังได้พัฒนาเกณฑ์ทดสอบตามนิติวิธี Loper Bright และมาตรา 706 แห่งกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนการวินิจฉัย 4 ขั้นตอน เพื่อเป็นมาตรฐานทางนิติวิธีให้แก่ฝ่ายตุลาการในการประเมินน้ำหนักความเห็นทางกฎหมายของหน่วยงานปกครองอย่างมีระบบและมีทิศทางที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับการเปรียบเทียบในระบบกฎหมายของแคนาดาและสหราชอาณาจักรเพื่อสกัดบทเรียนเชิงทฤษฎี ข้อเสนอแนะหลักของบทความนี้คือการสถาปนาระบบการรับฟังอย่างเคารพแต่ไม่สละบทบาทของศาล เพื่อเป็นเครื่องมือจัดวางพื้นที่ทางกฎหมายในการจัดการดุลพินิจทางเทคนิคในกฎหมายปกครองไทยอย่างโปร่งใส คาดการณ์ได้ และสอดคล้องกับหลักนิติรัฐอย่างแท้จริง</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: Skidmore Deference, Loper Bright, กฎหมายวิธีพิจารณาความปกครอง มาตรา 706, ดุลพินิจอันเป็นอิสระของศาล</p>bhadrakorn garapim
Copyright (c) 2026 วารสารนิติสาร คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
2026-06-282026-06-2831มาตรการทางกฎหมายในการบังคับทำประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกสำหรับโครงการก่อสร้าง
https://ejournals.swu.ac.th/index.php/ll/article/view/17400
<p>กฎหมายประกันภัยถือเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญในเชิงธุรกิจเนื่องจากเป็นกฎหมายที่ผู้เอาประกันจ่ายเงินเบี้ยประกันเพียงเล็กน้อยและเมื่อประสบภัยก็จะได้รับค่าสินไหมทดแทน หรือให้บริษัทประกันภัยเป็นผู้รับผิดชอบในกรณีที่เกิดความเสียหายต่อบุคคลภายนอก บทความวิชาการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์เพื่อหลักกฎหมายและมาตรการบังคับทำประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกในงานก่อสร้างของไทย โดยศึกษากฎหมายเปรียบเทียบกับสาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งในปัจจุบันที่มีการก่อสร้างเพิ่มขึ้นจำนวนมากแต่กฎหมายประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกของไทยยังไม่ครอบคลุมทำให้ประชาชนต้องเป็นผู้รับความเสี่ยงภัยนั้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุในงานก่อสร้าง แม้จะสามารถฟ้องร้องได้ตามกฎหมายลักษณะละเมิดแต่ก็ยังต้องมีภาระการพิสูจน์และอาจใช้เวลาในการฟ้องร้องนาน ดังนั้นเพื่อที่จะทำให้ประชาชนไม่ต้องเป็นผู้รับภาระความเสี่ยงภัยนั้นแต่เพียงผู้เดียวและได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว บทความนี้จึงเสนอแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายในการให้คำนิยามอาคารที่ต้องทำประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกและขยายวงเงินในการรับประกันเพื่อให้สามารถเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว</p>ชัญญานุช ตันติประภาคาร
Copyright (c) 2026 วารสารนิติสาร คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
2026-06-282026-06-2831