https://ejournals.swu.ac.th/index.php/ll/issue/feedวารสารนิติสาร คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ2025-12-26T18:37:08+00:00รองศาสตราจารย์ ดร.พรเพ็ญ ไตรพงษ์pornpent@g.swu.ac.thOpen Journal Systems<p style="font-weight: 400;"><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <ol> <li>เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนคณาจารย์ นักวิชาการ และนิสิตคณะสังคมศาสตร์ <br />หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต รวมถึงผู้สนใจทั่วไปได้เผยแพร่ผลงานวิชาการ</li> <li>เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการด้านนิติศาสตร์หรือความรู้ที่เกี่ยวข้องกับทางนิติศาสตร์ <br />ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจและมีคุณค่าทั้งในด้านทฤษฎีและด้านปฏิบัติ <br />ในรูปแบบของวารสารทางวิชาการ</li> <li>เพื่อสร้างสรรค์ พัฒนา และเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการและวิทยาการวิจัยใหม่ทางด้านนิติศาสตร์</li> <li>เพื่อเป็นเอกสารประกอบการศึกษาค้นคว้า การอ้างอิง ตลอดจนแนวทางการพัฒนาของกฎหมาย</li> </ol> <p style="font-weight: 400;"><strong>กำหนดการตีพิมพ์</strong></p> <p style="font-weight: 400;">วารสารนิติสาร มีกำหนดการตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ ราย 6 เดือน ดังนี้</p> <ul> <li>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม ถึง มิถุนายน</li> <li>ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม ถึง ธันวาคม</li> </ul> <p style="font-weight: 400;"><strong>ประเภทของผลงานทางวิชาการที่รับตีพิมพ์</strong></p> <p style="font-weight: 400;">วารสารนิติสาร จะพิจารณารับตีพิมพ์ผลงานที่มีลักษณะดังต่อไปนี้</p> <ol> <li>บทความวิชาการ</li> <li>บทความวิจัย</li> </ol> <p style="font-weight: 400;"><strong>ลักษณะการประเมินบทความ</strong></p> <p style="font-weight: 400;"><strong> </strong>บทความวิชาการและบทความวิจัยทุกเรื่องจะต้องผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน ที่กองบรรณาธิการคัดเลือกและพิจารณาเห็นว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาของเนื้อหาที่นำเสนอในบทความ และการประเมินดังกล่าวเป็นการประเมินลับทั้งสองทาง (Double-blinded peer review)</p>https://ejournals.swu.ac.th/index.php/ll/article/view/17164Access Denied: Algorithmic Inequality in Comparative Welfare States2025-09-09T18:32:20+00:00พรทิพย์ เตชะสมบูรณากิจprontip.tec@mcu.ac.th<p>Digital welfare systems create new forms of exclusion despite promises of improved accessibility. This comparative study examines digital welfare access barriers across Thailand, China, Germany, and the United States using the Digital Justice Matrix framework to analyze how different legal frameworks affect digital inclusion outcomes for citizens and migrants across diverse political contexts. Through systematic policy analysis of government documents, legal frameworks, and academic literature (2018-2024) examining government digital services across four countries, the study finds that legal frameworks, not technological sophistication, determine inclusive outcomes. Germany's comprehensive legal approach achieves inclusion despite limited infrastructure, while China's advanced technology creates systematic exclusion affecting 33 million citizens. Thailand excludes digitally disadvantaged populations; the US shows fragmented geographic inequality affecting 22.4 million non-citizens. The study introduces the Digital Justice Matrix framework and provides actionable policy framework for developing countries implementing digital welfare systems.</p> <p> </p>2025-12-26T00:00:00+00:00Copyright (c) 2025 วารสารนิติสาร คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒhttps://ejournals.swu.ac.th/index.php/ll/article/view/17165จากเครื่องมือสู่ผู้สร้าง: การตีความใหม่ว่าด้วยผู้สร้างสรรค์ในกฎหมายลิขสิทธิ์ ยุค CGI และ AIGC2025-09-09T18:43:20+00:00ผศ.ดร.สมชาย รัตนชื่อสกุลSomchaialk@yahoo.com<p>บทความนี้ศึกษาความแตกต่างเชิงแนวคิดและหลักกฎหมายลิขสิทธิ์ที่มีต่องานที่สร้างด้วยเทคโนโลยีสองรูปแบบ ได้แก่ งาน CGI (Computer-Generated Imagery) และงาน AIGC (AI-Generated Content) โดยมุ่งวิเคราะห์ว่าระบบกฎหมายลิขสิทธิ์กำหนดความหมายของ “ผู้สร้างสรรค์” (authorship) อย่างไรภายใต้บริบทที่เทคโนโลยีสร้างสรรค์กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันเทคโนโลยี AI ถูกผนวกเข้าในกระบวนการสร้างงาน CGI อย่างแพร่หลาย ทั้งในด้านการเรนเดอร์ การสร้างแอนิเมชัน และการจำลองภาพเสมือน ขณะเดียวกัน ผู้ใช้ระบบ AIGC ก็เริ่มมีบทบาทควบคุมผลลัพธ์ที่สร้างขึ้นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบคำสั่ง (prompt) แบบเจาะจง การเลือกจากผลลัพธ์หลายชุด และการปรับแต่งภายหลัง กระแสทั้งสองนี้ส่งผลให้เส้นแบ่งระหว่างงาน CGI ที่มนุษย์กำกับกับงาน AIGC ที่ระบบสร้างโดยอัตโนมัติเข้ามาใกล้กันมากขึ้น จนเกิดคำถามใหม่ต่อกรอบความเข้าใจเดิมเกี่ยวกับ “ความคิดสร้างสรรค์” และ “ผู้สร้างสรรค์” ตามกฎหมายลิขสิทธิ์</p> <p>เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายดังกล่าว บทความนี้เสนอให้เปลี่ยนจากแนวคิดแบบแยกองค์ประกอบ (fragmented authorship) ไปสู่แนวคิดแบบองค์รวม (integrated authorship) ที่พิจารณาการควบคุมของมนุษย์ในภาพรวมของกระบวนการสร้างสรรค์อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกันนี้ เสนอให้หลัก “ความเป็นกลางทางเทคโนโลยี” (technology neutrality) เป็นกรอบแนวคิดพื้นฐานในการปรับกฎหมายลิขสิทธิ์ในอนาคต เพื่อสร้างความชัดเจนทางกฎหมาย เสริมความเป็นธรรมระหว่างรูปแบบการสร้างงานที่หลากหลาย และทำให้ระบบกฎหมายสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุคแห่งความคิดสร้างสรรค์ร่วมระหว่างมนุษย์และเครื่องจักร</p>2025-12-26T00:00:00+00:00Copyright (c) 2025 วารสารนิติสาร คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒhttps://ejournals.swu.ac.th/index.php/ll/article/view/17214หลักการที่ศาลควรให้ความเคารพต่อดุลพินิจของฝ่ายปกครอง ในกฎหมายปกครองแคนาดา เปรียบเทียบกับแนวทางการตรวจสอบการใช้อำนาจของศาลปกครองไทย2025-10-30T06:29:17+00:00bhadrakorn garapimbhadrakorn@gmail.com<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> </p> <p> บทความนี้มุ่งวิเคราะห์วิวัฒนาการของหลักการที่ศาลควรให้ความเคารพต่อดุลพินิจของฝ่ายปกครอง<br>(Deference) ในกฎหมายปกครองของประเทศแคนาดาและเปรียบเทียบกับระบบกฎหมายปกครองไทย<br>โดยอาศัยงานวิจัยของ Paul Daly และเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง การศึกษาครั้งนี้แบ่งการพัฒนาหลักการ<br>Deference ในประเทศแคนาดาออกเป็น 4 ช่วงเวลาสำคัญ ได้แก่ ช่วง 1949-1979 ยุคก่อนหลัก Deference<br>สมัยแห่งการแทรกแซงของศาล ช่วง 1979-1988 ยุคการเกิดขึ้นของหลักการที่ศาลควรให้ความเคารพต่อดุลพินิจของฝ่ายปกครองและการปฏิวัติในคดี <em>Canadian Union of Public Employees v New Brunswick Liquor Corporation (CUPE) </em>ช่วง 1988-2008 ยุคที่ศาลกลับมาแทรกแซงครอบงำในประเด็นขอบเขตอำนาจและข้อกฎหมาย ช่วงปฏิรูปยุคหลังปี 2008 ในกฎหมายปกครองแคนาดาถูกเรียกว่า “ยุคแห่งการต่อสู้เพื่อความสมเหตุสมผล” และ ช่วง 2019 ยุคการปฏิรูปครั้งใหม่</p> <p> การศึกษาพบว่าหลักการ Deference ในประเทศแคนาดาเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีวันจบสิ้นระหว่างแนวคิดการเคารพดุลพินิจของฝ่ายปกครองกับแนวโน้มการแทรกแซงของศาล ซึ่งเริ่มต้นจากความตึงเครียดในการแทรกแซงงานของคณะกรรมการแรงงานโดยศาล และได้รับการตอบสนองจากนักวิชาการที่วิพากษ์วิจารณ์การ แทรกแซงที่เกินขอบเขต</p> <p> การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นจากคำพิพากษา<em>คดี </em><em>Canadian Union of Public Employees v New Brunswick Liquor Corporation (CUPE)</em> ปี 1979 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในประวัติศาสตร์กฎหมายปกครองแคนาดา โดยผู้พิพากษา Dickson J. ที่วางรากฐาน มาตรฐานความสมเหตุสมผลและพัฒนาสู่การวิเคราะห์เชิงปฏิบัติและการทำงาน ในคดี Bibeault (1988) หลังจากนั้นประสบปัญหาความสับสนจากมาตรฐานการตรวจสอบหลายระดับ จนได้รับการปฏิรูปในคดี <em>Dunsmuir (2008)</em> และ <em>Vavilov (2019)</em> เพื่อลดความซับซ้อนในการพิจารณาคดีในเวลาต่อมา</p> <p> ส่วนระบบกฎหมายไทยศาลปกครองได้พัฒนาแนวคิดที่เน้นความชอบด้วยกฎหมาย (legality review) และหลักนิติรัฐเป็นสำคัญ แม้จะไม่มีหลักคำสอนหลักการที่ศาลควรให้ความเคารพต่อดุลพินิจของฝ่ายปกครอง (Deference) ที่ชัดเจน แต่งานวิจัยไทยแสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่คล้ายคลึงกันในเชิงหน้าที่ (functional challenges) โดยเฉพาะการที่ศาลต้องพิจารณาประเด็นที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง</p> <p> แม้ทั้งสองระบบจะมีความแตกต่างกันในโครงสร้างและปรัชญา แต่ต่างก็เผชิญกับความท้าทายเดียวกันในการสร้างสมดุลระหว่างอำนาจศาลกับความเป็นอิสระและความเชี่ยวชาญของฝ่ายปกครอง เพื่อเป็นแนวทางเชิงนโยบายในการพัฒนากฎหมายปกครองไทยโดยเฉพาะในการสร้างกลไกเชิงสถาบันที่สนับสนุนการตัดสินใจของศาลด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> หลักการที่ศาลควรให้ความเคารพต่อดุลพินิจของฝ่ายปกครอง (Deference), กฎหมายปกครอง, การตรวจสอบเชิงตุลาการ, การเปรียบเทียบกฎหมาย, แคนาดา, ไทย</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p> This article analyzes the evolution of the principle of Deference in Canadian<br>administrative law and compares it with the Thai administrative law system, drawing on the<br>research of Paul Daly and related academic works.</p> <p> The study divides the development of the Deference principle in Canada into four<br>major periods: 1949–1979, the pre-Deference era marked by judicial intervention; 1979–1988, the rise of the Deference principle and the revolution in the CUPE case; 1988–2008, a period of renewed judicial dominance over jurisdictional and legal questions; the post-2008 reform era, known in Canadian administrative law as "the struggle for reasonableness"; and the 2019 era of new reform.</p> <p> The study finds that the Deference principle in Canada is an “unending struggle”<br>between the idea of respecting administrative discretion and the tendency toward judicial<br>intervention. This struggle originated from the tension created by court interventions in the<br>work of labour relations boards and was met with a critical response from scholars who<br>criticized the excessive judicial interference.</p> <p> A major change arose from the 1979 Supreme Court judgment in <em>the Canadian Union<br>of Public Employees v New Brunswick Liquor Corporation</em> (CUPE), a significant turning point in<br>the history of Canadian administrative law, where Justice Dickson laid the foundation for the<br>reasonableness standard that later evolved into a pragmatic and functional analysis in the<br><em>Bibeault</em> case (1988). Following this, the system faced the problem of confusion from multiple<br>standards of review, which led to subsequent reforms in the <em>Dunsmuir</em> case (2008) and <em>Vavilov<br></em>case (2019) to simplify the review process.</p> <p> In the Thai legal system, the Administrative Court has developed a concept that primarily emphasizes the legality review and the Rule of Law. Although a clear doctrine of Deference is absent, Thai research indicates similar functional challenges, particularly when the court must consider issues requiring specialized expertise.</p> <p> Despite structural and philosophical differences, both systems face the common challenge of balancing judicial authority with the independence and expertise of the administration. This study offers policy guidance for developing Thai administrative law, particularly in creating institutional mechanisms that support judicial decision-making with specialized expertise.</p> <p><strong>Keywords</strong>: Deference, Administrative Law, Judicial Review, Comparative Law, Canada, Thailand</p>2025-12-26T00:00:00+00:00Copyright (c) 2025 วารสารนิติสาร คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒhttps://ejournals.swu.ac.th/index.php/ll/article/view/16689รูปแบบการกลั่นแกล้งรังแกทางไซเบอร์และมาตรการป้องกันเชิงนโยบาย2025-09-09T18:09:47+00:00Matika Kreawkrathokminkmattika@gmail.comNattapol Praditphonlertmrnatt@gmail.com<p>การกลั่นแกล้งรังแกทางไซเบอร์ (Cyberbullying) เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น โดยมีลักษณะสำคัญคือเป็นการกระทำ<br>ที่เกิดขึ้นโดยเจตนา มีลักษณะเป็นการกระทำซ้ำ และเกิดขึ้นบนพื้นที่ของแพลตฟอร์มออนไลน์ <br>บทความดังกล่าวนี้เป็นการอธิบายการป้องกันการกลั่นแกล้งรังแกทางไซเบอร์ในอีกมุมหนึ่ง โดยจะได้อธิบายถึงรูปแบบการกลั่นแกล้งทั้ง 5 ลักษณะหลัก ได้แก่ การคุกคาม การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ การแอบอ้างตัวตน <br>การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว และการสะกดรอยตาม และอธิบายถึงมาตรการที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศไทย รวมถึงแนวปฏิบัติที่ดีของต่างประเทศ ในส่วนของมาตรการที่ไม่ใช่กฎหมาย หรือที่เรียกว่ามาตรการ<br>ในทางนโยบาย เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้งรังแกทางไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตต่อไป <br>ทั้งนี้ พบว่ามาตรการป้องกันการกลั่นแกล้งรังแกตามนโยบายของไทยนั้นยังไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวเชิงนโยบายนอกเหนือจากการจัดกิจกรรมเพื่อตระหนักรู้ถึงภัยของการกลั่นแกล้งรังแกทางไซเบอร์ ในขณะที่กรณีศึกษาจากต่างประเทศพบว่า ทั้งเกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา มีมาตรการทางนโยบายที่เข้มข้นกว่า และถูกบังคับใช้แล้วจากทั้งหน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานเอกชนภายในประเทศทั้งสอง</p>2025-12-26T00:00:00+00:00Copyright (c) 2025 วารสารนิติสาร คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒhttps://ejournals.swu.ac.th/index.php/ll/article/view/17119ปัญหาบางประการของบทบัญญัติความผิดเกี่ยวกับอั้งยี่และซ่องโจร2025-10-06T06:08:41+00:00Wittawin Chongchitcharoenpornwittawin.c@ku.th<p>ความผิดเกี่ยวกับการเป็นอั้งยี่และซ่องโจรเป็นบทบัญญัติที่ปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 5 ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน ตั้งแต่มาตรา 209 ถึงมาตรา 213 โดยมีเจตนารมณ์ในการป้องกันการกระทำของกลุ่มบุคคลที่อาจสมคบกันก่อให้เกิดความไม่สงบต่อสาธารณชน</p> <p>อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาพบว่า ความผิดบางมาตราในบทบัญญัติดังกล่าวอาจขัดต่อหลักทั่วไปของกฎหมายอาญา และไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมร่วมสมัย ได้แก่ ความผิดตามมาตรา 211 ซึ่งบัญญัติเป็นบทสันนิษฐานความผิด ส่งผลให้ภาระพิสูจน์ตกแก่ผู้ถูกกล่าวหา และมาตรา 213 ซึ่งกำหนดโทษแก่สมาชิกของกลุ่มอั้งยี่หรือซ่องโจร แม้ไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดโดยตรงก็ตาม อันอาจขัดต่อหลักการรับผิดทางอาญาโดยทั่วไป จึงควรได้รับการทบทวนและแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะสมกับหลักกฎหมายและสภาวการณ์ในปัจจุบัน</p>2025-12-26T00:00:00+00:00Copyright (c) 2025 วารสารนิติสาร คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ