วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre <p>วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดทำโดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของนักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย ตลอดจนนักวิชาการทั่วไป และเป็นแหล่งกลางในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการในระดับชาติและพัฒนาไปสู่มาตรฐานในระดับสากลต่อไป</p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่วารสาร</strong> ปีละ 2 ฉบับ (ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม)</p> <p><strong>วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</strong> เป็นวารสารที่ผ่านการรับรองคุณภาพของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย [Thai-Journal Citation Index (TCI) Centre] และอยู่ใน <strong>วารสารกลุ่มที่ 2</strong> (จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567)<br /><br /><strong>กองบรรณาธิการวารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</strong> มีนโยบายเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ (Processing fees and/or Article Page) จากผู้นิพนธ์บทความ จำนวน 3,500 บาท / บทความ </p> <p>การพิจารณาบทความ จะผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน / บทความ </p> <p> </p> คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ en-US วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2774-0781 ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานที่มีต่อทักษะการรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มโรงเรียนเอกชนจังหวัดนนทบุรี สังกัดคณะกรรมการการศึกษาเอกชน https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15494 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ (1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการรู้เท่าทันสื่อก่อน และหลังเรียน โดยใช้การจัดกิจกรรมเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันสื่อ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนพระหฤทัยนนทบุรี จำนวน 30 คน ซึ่งผู้วิจัยได้มาจากการสุ่มแบบสมัครใจ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย (1) แผนการจัดการเรียนรู้ ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (2) แบบทดสอบการรู้เท่าทันสื่อ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (3) แบบประเมินความพึงพอใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันสื่อ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทียบผลคะแนนแบบทดสอบก่อนและหลังการจัดกิจกรรมโดยใช้ค่า t ( t-test independent) ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีผลคะแนนการทดสอบทักษะการรู้เท่าทันสื่อ หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันสื่ออยู่ในระดับมากที่สุด (mean=4.62 และ SD.=0.97) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ในด้านเนื้อหา การวัดประเมินผล นักเรียนมีความพึงพอใจมากที่สุดคือ นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเรื่องทักษะการรู้เท่าทันสื่อมากขึ้น (mean=4.97 และ SD.=0.18)</p> กรรทิมา อ่วมเลิศ สุมาลี เชื้อชัย กิตติชัย สุธาสิโนบล Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2023-12-15 2023-12-15 18 2 1 12 การศึกษาผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติกีตาร์ ด้วยชุดกิจกรรมการปฏิบัติกีตาร์แบบร่วมมือเชิงรุกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15247 <p>การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มทดลองก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติกีตาร์ และศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนหลังการปฏิบัติกีตาร์ด้วยชุดกิจกรรมการปฏิบัติกีตาร์แบบร่วมมือเชิงรุก กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาทักษะดนตรีสากล3 (กีตาร์) ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ เครื่องมือทดลองคือ ด้วยชุดกิจกรรมการปฏิบัติกีตาร์แบบร่วมมือ (Cooperative learning) เชิงรุก (Active learning) เครื่องมือวัดคือ แบบวัดทักษะกีตาร์ และเครื่องมือรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการปฏิบัติกีตาร์ด้วยชุดกิจกรรมการปฏิบัติกีตาร์แบบร่วมมือเชิงรุก โดยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์โดยใช้ค่าทดสอบที (t-test) แบบ Dependence วิเคราะห์ผลด้วยโปรแกรม ผลการวิจัยพบว่า 1.) นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการปฏิบัติกีตาร์แบบร่วมมือ (Cooperative learning) เชิงรุก (Active Learning) มีผลสัมฤทธิ์ทางการปฏิบัติกีตาร์สูงขึ้นทั้งรายบุคคลและโดยรวม 2.) นักเรียนมีความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการปฏิบัติกีตาร์แบบร่วมมือ (Cooperative learning) เชิงรุก (Active Learning) โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ปิติวัตร อินทราศักดิ์ ฌานิก หวังพานิช Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2023-12-15 2023-12-15 18 2 13 27 แนวทางการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน วิชานาฏศิลป์ เรื่อง นาฏศิลป์พื้นเมือง 4 ภาค https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15363 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน วิชานาฏศิลป์ เรื่อง นาฏศิลป์พื้นเมือง 4 ภาค เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยศึกษากระบวนการพัฒนาแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนร่วมกับหลักการสอนของกาเย่ 9 ขั้นตอน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ 1) อาจารย์ผู้ที่มีประสบการณ์การสอนด้านสื่อและเทคโนโลยีไม่น้อยกว่า 5 ปี และ 2) อาจารย์ผู้ที่มีประสบการณ์การสอนด้านนาฏศิลป์ไม่น้อยกว่า 5 ปี เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการวิเคราะห์เอกสาร เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสัมภาษณ์ชนิดกึ่งโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่าองค์ประกอบของแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน วิชานาฏศิลป์ เรื่อง นาฏศิลป์พื้นเมือง 4 ภาค แบ่งออกเป็น 2 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) ด้านแพลตฟอร์มในการนำเสนอ ประกอบด้วย 11 องค์ประกอบย่อย คือ 1) หน้าเข้าสู่ระบบ 2) หน้าลงทะเบียน 3) หน้าเมนูหลัก 4) หน้าเข้าสู่แบบทดสอบก่อนเรียน 5) หน้าแบบทดสอบก่อนเรียน 6) หน้าสรุปผลคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียน 7) หน้าบทเรียนการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง 4 ภาค 8) หน้าเข้าสู่แบบทดสอบหลังเรียน 9) หน้าแบบทดสอบหลังเรียน 10) หน้าสรุปผลคะแนนแบบทดสอบหลังเรียน 11) หน้าออกจากระบบ และ 2) ด้านเนื้อหาในการนำเสนอ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบย่อย คือ 1) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2) การแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง 4 ภาค 3) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แอปพลิเคชันการสอนบนสมาร์ทโฟน รายวิชานาฏศิลป์ เรื่องนาฏศิลป์พื้นเมือง 4 ภาค สาขาวิชาศิลปศึกษา คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> ชนาพร กองจินดา สุรีรัตน์ จีนพงษ์ รัฐพล ประดับเวทย์ Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2023-12-15 2023-12-15 18 2 28 44 การพัฒนามาตรวัดความสำเร็จในชีวิตสมรส https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15583 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนามาตรวัดความสำเร็จในชีวิตสมรส 2) ศึกษาระดับของความสำเร็จในชีวิตสมรส กลุ่มตัวอย่าง คือ ชายหรือหญิงที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย และใช้ชีวิตสมรสร่วมกันมากกว่า 1 ปี ขึ้นไป มีสัญชาติไทย ที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออก ที่ได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ มาตรวัดความสำเร็จในชีวิตสมรส สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเทคนิคการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบของความสำเร็จในชีวิตสมรส ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) ความมั่นคงในชีวิตสมรส (Marital Stability) 2) ความพึงพอใจในชีวิตสมรส (Marital Satisfaction) ผลการพัฒนามาตรวัดความสำเร็จในชีวิตสมรส ด้วยเทคนิคการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่ 2 (Secondary Confirm Factor Analysis) พบว่า แบบจำลองสมการโครงสร้างองค์ประกอบความสำเร็จในชีวิตสมรส มีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์&nbsp; พิจารณาได้จากค่า x<sup>2</sup>= 503.75, df = 282, p-value = .00000,&nbsp; x<sup>2</sup> / df = 1.78, RMSEA = .046, RMR = .048, SRMR = .046, CFI = .91, &nbsp;GFI = .93, AGFI = .91, CN = 363.13 และสามารถกำหนดเกณฑ์ในการแปลความหมายจากค่าเกณฑ์ปกติเปอร์เซ็นต์ไทล์ (Percentile Norm) ของมาตรวัดความสำเร็จในชีวิตสมรสได้ ดังนี้ ค่าเฉลี่ยน้อยกว่าหรือเท่ากับ 3.88 แสดงว่า อยู่ในระดับน้อยที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.89 – 4.07 แสดงว่า อยู่ในระดับน้อย ค่าเฉลี่ย 4.08 - 4.26 แสดงว่า อยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 4.2 - 4.57 แสดงว่า อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยมากกว่าหรือเท่ากับ 4.58 แสดงว่า อยู่ในระดับมากที่สุด</p> วรัญญา คงปรีชา เพ็ญนภา กุลนภาดล ดลดาว วงศ์ธีระธรณ์ Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2023-12-15 2023-12-15 18 2 45 58 การเสริมสร้างความสามารถในการเลือกอาชีพของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นด้วยการปรึกษาทฤษฎีเผชิญความจริง https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15641 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเลือกอาชีพของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นที่ได้รับการปรึกษาออนไลน์ทฤษฎีเผชิญความจริงในระยะก่อนทดลอง ระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผล 2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเลือกอาชีพของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นที่ได้รับการปรึกษาออนไลน์ทฤษฎีเผชิญความจริงกับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นที่ไม่ได้รับการปรึกษาออนไลน์ทฤษฎีเผชิญความจริงในระยะก่อนการทดลอง ระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1. แบบวัดความสามารถในการเลือกอาชีพ จำนวน 28 ข้อ ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 2. โปรแกรมการปรึกษาออนไลน์ทฤษฎีเผชิญความจริงเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเลือกอาชีพ ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตโรงเรียนพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 18 ที่มีความสมัครใจที่จะเข้าร่วมโครงการวิจัย และมีคะแนนความสามารถในการเลือกอาชีพต่ำสุด 20 คน ผู้วิจัยใช้ตารางเลขสุ่มผ่านระบบคอมพิวเตอร์แบ่งกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 10 คน กลุ่มทดลองเป็นกลุ่มที่ได้รับการปรึกษาออนไลน์ทฤษฎีเผชิญความจริง จำนวน 10 ครั้ง ครั้งละ 60 นาที และกลุ่มควบคุมจะไม่ได้รับการปรึกษาออนไลน์ทฤษฎีเผชิญความจริง สถิตที่ใช้ในการวิจัย วิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดประเภทหนึ่งตัวแปรระหว่างกลุ่มและหนึ่งตัวแปรภายในกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า คะแนนความสามารถในการเลือกอาชีพของนักเรียนที่ได้รับ การปรึกษาออนไลน์ด้วยทฤษฎีเผชิญความจริง ระยะทดลองและระยะติดตามผลสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนที่ได้รับการปรึกษาออนไลน์ด้วยทฤษฎีเผชิญความจริง มีคะแนนความสามารถในการเลือกอาชีพสูงกว่านักเรียนที่ไม่ได้รับการปรึกษาออนไลน์ด้วยทฤษฎีเผชิญความจริงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> คมชาญ ทรงโฉม เพ็ญนภา กุลนภาดล ณัฐกฤตา งามมีฤทธิ์ Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2023-12-15 2023-12-15 18 2 59 68 ผลการจัดกิจกรรมแนะแนวตามหลักจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อเสริมสร้างการตั้งเป้าหมายทางการศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15701 <p style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อศึกษาการตั้งเป้าหมายทางการศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการตั้งเป้าหมายทางการศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวตามแนวจิตวิทยาเชิงบวก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้สในการวิจัยแบ่งออกเป็น 2กลุ่ม คือ 1) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาการตั้งเป้าหมายทางการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) จำนวน 263 คน และกลุ่มที่ 2) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยพิจารณาจากนักเรียนที่มีคะแนนการตั้งเป้าหมายทางการศึกษา ตั้งแต่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 25 ลงมา และสมัครใจในการเข้าร่วมการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดการตั้งเป้าหมายทางการศึกษา และ 2) กิจกรรมแนะแนวตามหลักจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อเสริมสร้างการตั้งเป้าหมายทางการศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีค่าเฉลี่ยการตั้งเป้าหมายทางการศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับสูง และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านความมุ่งมั่น มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านการกำหนดเป้าหมายและด้านความเชื่อมั่นในตนเอง ตามลำดับ 2) นักเรียนกลุ่มทดลองที่เข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวตามแนวจิตวิทยาเชิงบวกมีคะแนนการตั้งเป้าหมายทางการศึกษาหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> เสกข์ วงศ์พิพันธ์ Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2023-12-15 2023-12-15 18 2 69 78 การพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัลผ่านนวัตกรรมชุมชนแห่งการเรียนรู้ภูมิปัญญาอาหารสุขภาพของผู้สูงอายุ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15629 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้สูงอายุผ่านนวัตกรรมชุมชนแห่งการเรียนรู้ภูมิปัญญาอาหารสุขภาพ และ2) ประเมินความก้าวหน้าทักษะความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้สูงอายุก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมชุมชนนวัตกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้สูงอายุทั่วประเทศในการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัล จำนวน 368 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แพลตฟอร์มชุมชนดิจิทัล แบบประเมินวัดทักษะความเป็นพลเมืองดิจิทัล และแบบประเมินตามสภาพจริง สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test และการวิเคราะห์ สังเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) พฤติกรรมความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้สูงอายุที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมของชุมชนนวัตกรรมการเรียนรู้แพลตฟอร์มดิจิทัล “We Enjoy Digital” โดยการบันทึกคะแนนจากแบบประเมินตามสภาพจริง 3 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย ตัวชี้วัดทักษะที่ 1 : การมีความรู้และเข้าใจในเทคโนโลยีดิจิทัล ตัวชี้วัดทักษะที่ 2 : การเคารพตนเองและผู้อื่นในสังคมออนไลน์ และตัวชี้วัดทักษะที่ 3 :&nbsp; การป้องกันตนเองและผู้อื่นจำนวน 4 ครั้ง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลประเมินความก้าวหน้าทักษะความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้สูงอายุก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมชุมชนนวัตกรรมการเรียนรู้ “We Enjoy Digital” โดยรวมหลังการเข้าร่วมกิจกรรมสูงกว่าก่อนการเข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> อุทิศ บำรุงชีพ พักตร์วิภา โพธิ์ศรี มงคล ยังทนุรัตน์ Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2023-12-15 2023-12-15 18 2 79 94 รูปแบบการฝึกอบรมเชิงจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้างทักษะการปรึกษาสำหรับอาจารย์ที่ปรึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15654 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการปรึกษาของอาจารย์ที่ปรึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และ 2) เปรียบเทียบทักษะการปรึกษาสำหรับอาจารย์ที่ปรึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ระยะก่อน หลัง และติดตามผลการใช้รูปแบบการฝึกอบรมเชิงจิตวิทยา กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาทักษะการปรึกษาของอาจารย์ที่ปรึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของอาจารย์ที่ปรึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปีการศึกษา 2564 จำนวน 28 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย ระยะที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองรูปแบบการอบรมเชิงจิตวิทยา เป็นอาจารย์เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของอาจารย์ที่ปรึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปีการศึกษา 2564 ที่มีประสบการณการเป็นอาจารย์ระดับบัณฑิตศึกษาไม่เกิน 5 ปี จำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แบบวัดทักษะการปรึกษาของอาจารย์ที่ปรึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.74 และ 2) รูปแบบการอบรมเชิงจิตวิทยาเพื่อพัฒนาทักษะการปรึกษาของอาจารย์ที่ปรึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบฟรีดแมน<span style="font-size: 0.875rem;"> ผลการวิจัยปรากฏว่า 1) อาจารย์ที่ปรึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มีทักษะการปรึกษาอยู่ในระดับปานกลาง 2) อาจารย์ที่ปรึกษาระดับบัณฑิตศึกษากลุ่มทดลองมีทักษะการปรึกษาของอาจารย์ที่ปรึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสูงขึ้นภายหลังได้รับรูปแบบการอบรมเชิงจิตวิทยา และ 3) ระยะหลังการทดลองและติดตามผล อาจารย์ที่ปรึกษาระดับบัณฑิตศึกษากลุ่มทดลองมีทักษะการปรึกษาของอาจารย์ที่ปรึกษาระดับบัณฑิตศึกษาไม่แตกต่างกัน</span></p> นิธิพัฒน์ เมฆขจร วัลภา สบายยิ่ง สุขอรุณ วงษ์ทิม นิรนาท แสนสา จิระสุข สุขสวัสดิ์ จุรีรัตน์ นิลจันทึก Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2023-12-15 2023-12-15 18 2 95 104 สมรรถนะการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมในนิสิตนักศึกษาครู ระดับปริญญาตรี สาขาวิชาภาษาอังกฤษ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15603 <p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมของนิสิตนักศึกษาครู ระดับปริญญาตรี รวมถึงศึกษาความสนใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม โดยการวิจัยสำรวจ (Survey Research) มีกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา คือ นิสิตนักศึกษาครู สาขาวิชาภาษาอังกฤษ ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 จากเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาภาคเหนือตอนล่าง 5 แห่ง จำนวน 140 คน ดำเนินการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบวัดสมรรถนะการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม และวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา เช่น ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า นิสิตนักศึกษาครูมีสมรรถนะการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย ) และเมื่อพิจารณาแต่ละด้านของสมรรถนะการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม พบว่า นิสิตนักศึกษามีความรู้ ทักษะ และเจตคติ อยู่ในระดับมาก โดยมีระดับค่าเฉลี่ย และ ตามลำดับ ในขณะที่ด้านความตระหนักทางวัฒนธรรมเชิงวิพากษ์มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง ในด้านความสนใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม นิสิตนักศึกษาต้องการพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวันมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 55.71 โดยถึงแม้ว่านิสิตนักศึกษาร้อยละ 37.14 เห็นว่าเจตคติคือส่วนที่สำคัญที่สุด แต่ในด้านการพัฒนา นิสิตนักศึกษาทุกคนต่างเห็นว่าควรต้องพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมให้ครบทุกด้าน โดยจากการสำรวจ พบว่า ร้อยละ 61.43 ต้องการพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมจากการการสนทนากับผู้ที่มีประสบการณ์ หรือผู้ที่มีวัฒนธรรมแตกต่างจากตนมากที่สุด</p> ภัทรพร สุทธิรัตน์ Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2023-12-15 2023-12-15 18 2 105 113 การประเมินหลักสูตรวิชาเอกคณิตศาสตร์-วิศวกรรม โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15254 <p> การประเมินหลักสูตรวิชาเอกคณิตศาสตร์-วิศวกรรม โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ ประเมินหลักสูตรวิชาเอกคณิตศาสตร์-วิศวกรรม โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) ใน 4 ด้าน คือ 1) ด้านบริบท 2) ด้านปัจจัยนำเข้า 3) ด้านกระบวนการ และ 4) ด้านผลผลิต โดยผู้วิจัยใช้รูปแบบการประเมิน CIPP Model กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยผู้บริหารและครูจำนวน 10 คน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 25 คน และศิษยเก่า จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (x) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านบริบท ภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก โดยอาจเพิ่มรายวิชาที่ส่งเสริมความถนัดทางด้านวิศวกรรมในหลากหลายสาขาตามความสนใจของนักเรียน และอาจเพิ่มรายวิชาในภาคปฏิบัติให้มากขึ้น 2) ด้านปัจจัยนำเข้า ภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก สภาพห้องเรียนและสิ่งอำนวยความสะดวก เหมาะสม แต่อาจยังมีห้องเรียนยังไม่เพียงพอ สำหรับทำโครงงานและการจัดสัมมนา ในส่วนของสื่อการสอนอาจเพิ่มซอฟแวร์ที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม 3) ด้านกระบวนการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก การจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสม โดยอาจเพิ่มเติมโดยให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนได้เห็นถึงประโยชน์ที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันยิ่งขึ้น 4) ด้านผลผลิต โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก คือ มีความรู้ความเข้าใจเนื้อหาที่เรียนในหลักสูตร มีความสามารถในการทำโครงงาน และมีคุณธรรม เจตคติ และมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์</p> สุธินันท์ บุญพัฒนาภรณ์ Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2023-12-15 2023-12-15 18 2 114 125 NATIVE CHINESE LANGUAGE TEACHERS' MOTIVATION AND JOB (DIS)SATISFACTION IN THE EASTERN REGION OF THAILAND https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15648 <p>This research aimed to investigate native Chinese language teachers’ motivation and job satisfaction/ dissatisfaction in Rayong, Chonburi, Chanthaburi, Chachoengsao, Prachinburi, and Trat, provinces in eastern Thailand. An online questionnaire which had four parts was the main research instrument for data collection. The findings from 93 respondents analyzed by descriptive statistics of frequency, percentage, mean, and standard deviation indicated that more than half of them had both extrinsic and intrinsic motivation to teach Chinese. Working hours, holidays, the internship requirements of graduation, and a high demand of Chinese teachers in Thailand were the extrinsic factors while personal interests in teaching Chinese in Thailand, reflected in their educational background, and their confidence and competency to teach were the intrinsic factors. Salary was the main extrinsic demotivating factor; being far away from home and cultural differences were additional factors. Overall, the teachers were somewhat satisfied with their teaching job, but professional self-growth, student achievement, and relationships with others were factors that appealed to them most. Positive relationships with others was in particular perhaps due to friendly working atmospheres at school. Their extrinsic job satisfaction was that Thai schools placed importance on teaching and learning Chinese courses and that they perceived themselves to be respected by Thai society and media. Low salary, excessive workload, uncomfortable living conditions as well as students’ negative attitudes toward Chinese learning, and inappropriate behaviors in class also impacted them. The findings implied that working hours, holidays, personal interests, internship requirements for graduation, and other extrinsic and intrinsic factors could compensate for their job dissatisfaction with the low salary, excessive workload, and other extrinsic factors since most of the teachers renewed their teaching contract after a year of teaching. In addition, positive relationships with their students and co-workers were beneficial to their preparedness to teaching, professional self-growth, and teaching achievement.</p> Dongying Xu Noparat Tananuraksakul Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2023-12-15 2023-12-15 18 2 126 139 ปัจจัยการปรับตัวที่มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยพยาบาลในสังกัดคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15596 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research ) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปรับตัว และปัจจัยการปรับตัวที่มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยพยาบาลในสังกัดคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยพยาบาลในสังกัดคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก จำนวน 3,949 คน คำนวณได้ขนาดตัวอย่างเท่ากับ 134 คน โดยใช้โปรแกรม G power ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% แบบสอบถามใช้แนวคิดการปรับตัวของ Roy แบบสอบถามภาพรวม มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา = 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation Analysis) ผลการศึกษา พบว่านักศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุอยู่ในช่วง 19-20 ปี สถานภาพโสด ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครอง มีการปรับตัวด้านการเรียน ด้านสังคม ด้านอารมณ์ และด้านการเข้าร่วมกิจกรรมของวิทยาลัย อยู่ในระดับมาก การปรับตัวด้านการเรียน และด้านการเข้าร่วมกิจกรรมของวิทยาลัยเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.05)</p> เนติยา แจ่มทิม ปุรินทร์ ศรีศศลักษณ์ ดารินทร์ พนาสันต์ Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2023-12-15 2023-12-15 18 2 140 152 การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้รายวิชาภาษาจีนระดับต้น สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15688 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้รายวิชาภาษาจีนระดับต้น สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้รายวิชาภาษาจีนระดับต้นสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้หาประสิทธิภาพคือ นักศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 &nbsp;จำนวน 36 คน และกลุ่มตัวอย่างเพื่อการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจงจากนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาเลือกเสรีในรายวิชาภาษาจีนระดับต้น ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 &nbsp;จำนวน 40 คน&nbsp; สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน &nbsp;และค่าสถิติ&nbsp; t-test แบบ Dependent ผลการวิจัยพบว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 82.95/81.03 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ และผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>&nbsp;</p> วรากร แซ่พุ่น ชุติมา คำแก้ว ฮุสนา หะยีวาจิ Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2023-12-15 2023-12-15 18 2 153 167 การพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารของครูวิทยาศาสตร์ด้วยโครงการฝึกอบรมการนำสื่อการเรียนรู้ความจริงเสริมในรายวิชาเคมี เรื่อง หมู่ฟังก์ชันสารอินทรีย์ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15634 <p>การพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารของครูวิทยาศาสตร์โดยโครงการอบรม เป็นเรื่องสำคัญที่มีผลต่อคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารของครูวิทยาศาสตร์ด้วยโครงการฝึกอบรม และ 2) เพื่อประเมินผลโครงการฝึกอบรม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ คู่มือประกอบการอบรม แบบประเมินสมรรถนะการสื่อสารของครูวิทยาศาสตร์และแบบประเมินโครงการตามแนวทางของเคิร์กแพทริค 4 ด้าน กลุ่มตัวอย่างคือครูวิทยาศาสตร์ผู้สอนรายวิชาเคมีและวิทยาศาสตร์ทั่วไป ในระดับมัธยมศึกษา ใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) ด้วยวิธีการเปิดรับสมัครครูที่มีความสนใจ จำนวน 50 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้าน โดยการหาค่าเฉลี่ย (X) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) c]tประเมินผลการพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารของครูวิทยาศาสตร์ด้วยสถิติทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า 1) <span style="font-size: 0.875rem;">ครูวิทยาศาสตร์มีสมรรถนะการสื่อสารหลังอบรมสูงกว่าก่อนอบรมการนำสื่อการเรียนรู้ความจริงเสริมในรายวิชาเคมี เรื่อง หมู่ฟังก์ชันสารอินทรีย์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 2) </span><span style="font-size: 0.875rem;">ผลการประเมินโครงการอบรมตามแนวทางของเคิร์กแพทริคทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด (X =4.76, S.D.= 0.33)</span></p> นุสรา มูหะหมัด พีรพงศ์ บุญฤกษ์ กรรณิกา เงินบุตรโคตร Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2023-12-15 2023-12-15 18 2 168 182 การพัฒนากิจกรรม 12 BML เพื่อเสริมสร้างความจำใช้งานในวิชาภาษาอังกฤษสำหรับเด็กปฐมวัย https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15669 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของกิจกรรมเสริมสร้างความจำใช้งานในวิชาภาษาอังกฤษสำหรับเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กนักเรียนที่กําลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 ที่ไม่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้และได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง จำนวน 42 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม จำนวน 2 ห้องเรียน ห้องเรียนห้องที่ 1 เป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับกิจกรรมเสริมสร้างความจำใช้งานในวิชาภาษาอังกฤษสำหรับเด็กปฐมวัย จำนวน 8 ครั้ง มีนักเรียนจำนวน 22 คน และห้องที่ 2 เป็นกลุ่มควบคุมได้รับการเรียนการสอนของโรงเรียนตามปกติ มีนักเรียนจำนวน 20 คน วัดความจำใช้งานด้วยแบบทดสอบ Corsi Block-Tapping Task (Corsi, 1972) โดยวัดทั้งหมด 3 ระยะ คือ ก่อนทดลอง หลังทดลองทันที และระยะติดตามผลหลังทดลอง 2 สัปดาห์ วิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำประเภทหนึ่งตัวแปรระหว่างกลุ่มและหนึ่งตัวแปรภายในกลุ่มและเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีแบบ Bonferroni Method ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความจำใช้งานหลังการทดลองและระยะติดตามผลสูงขึ้นกว่าก่อนการทดลอง และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> ณิชารีย์ สิมันตาสมิทธ์ วรากร ทรัพย์วิระปกรณ์ ศศินันท์ ศิริธาดากุลพัฒน์ Copyright (c) 2024 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2024-01-03 2024-01-03 18 2 183 195 กระบวนการพิจารณาบทความ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15863 <p>กระบวนการพิจารณาบทความ</p> กองบรรณาธิการ วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ Copyright (c) 2024 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2024-01-03 2024-01-03 18 2 196 196 นโยบายและคุณลักษณะของการตีพิม์บทความ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15864 <p>นโยบายและคุณลักษณะของการตีพิม์บทความ</p> กองบรรณาธิการ วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ Copyright (c) 2024 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2024-01-03 2024-01-03 18 2 197 206 รูปแบบการเตรียมบทความ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15865 <p>รูปแบบการเตรียมบทความ</p> กองบรรณาธิการ วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ Copyright (c) 2024 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2024-01-03 2024-01-03 18 2 207 209 สารบัญ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15941 <p>สารบัญ</p> กองบรรณาธิการ วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ Copyright (c) 2024 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2024-01-31 2024-01-31 18 2 กองบรรณาธิการ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15866 <h3 class="title">กองบรรณาธิการ</h3> กองบรรณาธิการ วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ Copyright (c) 2024 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2024-01-03 2024-01-03 18 2 บรรณาธิการแถลง https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15867 <p>บรรณาธิการแถลง</p> กองบรรณาธิการ วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ Copyright (c) 2024 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2024-01-03 2024-01-03 18 2