https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/issue/feed วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2022-07-08T13:09:28+00:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อาทิตย์ โพธิ์ศรีทอง Arethit@g.swu.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดทำโดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของนักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย ตลอดจนนักวิชาการทั่วไป และเป็นแหล่งกลางในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการในระดับชาติและพัฒนาไปสู่มาตรฐานในระดับสากลต่อไป</p> https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14585 กองบรรณาธิการ 2022-07-08T13:09:28+00:00 กองบรรณาธิการ วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ somwan237@gmail.com วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14579 คำชี้แจงการเขียนบทความ 2022-07-08T13:09:28+00:00 คำชี้แจงการเขียนบทความ วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ somwan237@gmail.com วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14586 กระบวนการพิจารณาบทความ 2022-07-08T13:09:28+00:00 กระบวนการพิจารณาบทความ วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ somwan237@gmail.com วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14561 สารบัญ 2022-07-08T13:09:28+00:00 สารบัญ วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ somwan237@gmail.com วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14580 รูปแบบการเตรียมบทความ 2022-07-08T13:09:28+00:00 รูปแบบการเตรียมบทความ วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ somwan237@gmail.com วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14562 โปรแกรมส่งเสริมความสามารถในการฟื้นพลังในกลุ่มวัยทำงาน: การสังเคราะห์งานวิจัยด้วยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ ENHANCE RESILIENCE PROGRAM IN WORKPLACE: A RESEARCH SYNTHESIS BY SYSTEMATIC REVIEW 2022-07-08T13:09:28+00:00 กรผกา พัฒนกำพล kornphaka.pht@gmail.com วาทินี อมรไพศาลเลิศ somwan237@gmail.com ชนัญชิดา ทุมมานนท์ somwan237@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong></p> <p>การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์ และ สรุปองค์ความรู้เกี่ยวกับโปรแกรมส่งเสริมความสามารถในการฟื้นพลังในกลุ่มผู้ใหญ่วัยทำงาน โดยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี ค.ศ. 2017 ถึง 2021 จากฐานข้อมูลออนไลน์ ERIC และSCOPUS แบ่งการสังเคราะห์เนื้อหาเป็น 3 ประเด็น ได้แก่ 1) คุณลักษณะทั่วไปของงานวิจัย 2) ลักษณะของโปรแกรมฯ และ 3) ผลการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงบรรยาย โดยการแจกแจงความถี่และร้อยละ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการลงรหัสและวิเคราะห์ประเด็น ผลจากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ พบว่า งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรมส่งเสริมความสามารถในการฟื้นพลังในกลุ่มวัยทำงาน มีตามเกณฑ์มีจำนวน 10 เรื่อง ร้อยละ 50 ได้รับการตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 2018 กลุ่มตัวอย่างวิจัย ร้อยละ 60 อยู่ในกลุ่มอาชีพด้านสาธารณสุข มีค่าเฉลี่ยอายุอยู่ในกลุ่มเจเนอเรชั่น เอ็กซ์ ร้อยละ 60 ระเบียบการวิจัยแบบกึ่งทดลอง ร้อยละ 30 และแบบผสมผสาน ร้อยละ 30 แนวคิด ที่นำมาใช้ในโปรแกรมฯ ได้แก่ แนวคิดการพัฒนาความสามารถในที่ทำงาน เป็นหลัก แนวคิดการฝึกสติ และแนวคิดแบบผสม ผ่านรูปแบบการเรียนรู้ภายในห้องเรียน และ การเรียนรู้ภายนอกห้องเรียน และระยะเวลาของโปรแกรม ฯ ร้อยละ 60 ใช้ 4-6 สัปดาห์ เป้าหมายของงานวิจัย ร้อยละ 40 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและจากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ พบว่า งานวิจัยเป็นไปตามสมมติฐาน</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> ความสามารถในการฟื้นพลัง การฝึกอบรมในที่ทำงาน และผู้ใหญ่</p><p> </p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p>The purpose of this study was to synthesize and summarize the literatures on resilience enhancing worker programs in organizations. A systematic reviewing on the literature was conducted from 2017 – 2010 on ERIC and SCOPUS online database. The content synthesis was divided into four themes: 1. general characteristics of the research, 2. characteristics of the program, and 3. research results. Quantitative data was analyzed by descriptive statistics including frequency and percentage. Qualitative data was analyzed by coding and theming analyzed. The results found that a total of 10 studies relating to the resilience program among working age groups were met the criteria. Fifty percent of them were published in 2018. Sixty percent of research sample group were in public health occupations. The mean age was in the Generation X group. Thirty percent of the studies used quasi-experimental design and thirty percent of the studies used mixed method as a research methodology. The concepts and principles that resilience enhancing programs employed in the studies were various including competency development focus, mindfulness practices and integrating concepts. The training programs were conducted through within the classrooms and learning outside the classrooms. Sixty percent of the program conducted from 4 up to 6 weeks. The purpose of most research is to increase work efficiency. It was also found that the results of every study were based on the hypothesis.</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>Keywords:</strong> Resilience, Training in Workplace, and Adult</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14563 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคแม่แบบ (MODELING TECHNIQUE) เพื่อพัฒนาทักษะการออกแบบการเรียนรู้ สำหรับนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต THE RESULTS OF MODELING TECHNIQUE TO DEVELOPING THE LEARNING DESIGN SKILLS FOR THE BACHELOR’S DEGREE OF EDUCATION STUDENTS 2022-07-08T13:09:28+00:00 ณฐกร ดวงพระเกษ nathakorn.2519@gmail.com ปราโมทย์ จันทร์เรือง somwan237@gmail.com <div class="WordSection1"><p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong></strong></p></div> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผมสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิธีวิทยาการจัดการเรียนรู้ 1 โดยใช้เทคนิคแม่แบบ (Modeling Technique) เพื่อพัฒนาทักษะการออกแบบการเรียนรู้ของนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต ระหว่างก่อนเรียน กับ หลังเรียน และ 2) ประเมินทักษะการออกแบบการเรียนรู้ของนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต โดยใช้เทคนิคแม่แบบ (Modeling Technique) กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาพลศึกษา ชั้นปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 30 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคแม่แบบ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าความเชื่อมั่น 0.798 และ 3) แบบประเมินทักษะการออกแบบการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิธีวิทยาการจัดการเรียนรู้ 1 โดยใช้เทคนิคแม่แบบ (Modeling Technique) เพื่อพัฒนาทักษะการออกแบบการเรียนรู้ของนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ทักษะการออกแบบการเรียนรู้ของนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต โดยใช้เทคนิคแม่แบบ โดยภาพรวมอยู่ในระดับดี และการปฏิบัติกิจกรรมระหว่างเรียนของนักศึกษาส่วนใหญ่กระตือรือร้น ศรัทธาในครูที่เป็นแม่แบบ และมุ่งหวังในการเป็นครูมืออาชีพต่อไป</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: ผลการจัดการเรียนรู้ เทคนิคแม่แบบ ทักษะการออกแบบการเรียนรู้</p> <p> </p> <p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p>The purpose of this research were to 1) compare learning achievement in learning methodology 1 of Bachelor’s degree of Education students before and after they were taught with Modeling Technique and 2) evaluate learning design skills of Bachelor’s degree of Education students after they taught with modeling technique. The sample drawn using simple random sampling totaled 30, year 2, symester 1 and academic year 2020. The instruments used in this research were 1) lesson plans, 2) a learning achievement test to a reliability of 0.798, and 3) a learning design skills test. The data were analyzed in terms of mean, standard deviation, t-test and content analysis. The result were as follows: 1) the students learning achievement in learning methodology 1 after using Modeling Technique was higher at a significance level of .05 2) the learning design skills of students, after using Modeling Technique was good level and activities-practice between learning were active, faith, intend to be professional teacher.</p> <p><strong>Keywords</strong>: Results of Learning Management, Modeling Technique, Learning Design Skills</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14564 การพัฒนาโปรแกรมการโค้ชกรอบคิดเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ที่ของครูผู้สอน : การวิจัยแบบผสานวิธี THE DEVELOPMENT OF MINDSET COACHING PROGRAM FOR ENHANCING INSTRUCTIONAL COMPETENCIES OF TEACHERS: MIXED METHODS RESEARCH 2022-07-08T13:09:28+00:00 ธนวัฒน์ ศรีไพโรจน์ thanawat.bsri@gmail.com วรากร ทรัพย์วิริยะปกรณ์ somwan237@gmail.com ธรรมนันทิกา แจ้งสว่าง somwan237@gmail.com วรางคณา โสมะนันทน์ somwan237@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong></p> <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย ได้แก่ 1) เพื่อสร้างโปรแกรมการโค้ชกรอบคิดแบบพัฒนา เพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน 2) เพื่อให้ครูผู้สอนซึ่งได้รับโปรแกรมการโค้ชกรอบคิดแบบพัฒนาสามารถจัดการเรียนรู้ที่เสริมสร้างความสามารถคิดบริหารจัดการตนของผู้เรียน โดยใช้แนวทางการวิจัยผสานวิธี ด้วยการดำเนินการวิจัยเชิงปริมาณด้วยวิธีการวิจัยเชิงทดลองควบคู่กับการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตแบบมีส่วนร่วม มีขั้นตอนการดำเนินงาน 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ดำเนินการวิจัยเพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานและเตรียมความพร้อมสำหรับการลงพื้นที่วิจัย ระยะที่ 2 ดำเนินการจัดกระทำโปรแกรมการโค้ชกรอบคิดแบบพัฒนาช่วงก่อนการจัดการเรียนรู้ ระยะที่ 3 ดำเนินการจัดกระทำโปรแกรมการโค้ชกรอบคิดแบบพัฒนาช่วงครูผู้สอนจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาความความสามารถคิดบริหารจัดการตนของผู้เรียน ระยะที่ 4<strong> </strong>วิเคราะห์ข้อมูลและรายงานผลการวิจัย กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนและผู้เรียนช่วงชั้นที่ 3 ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยจำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ 1) โปรแกรมการโค้ชกรอบคิดแบบพัฒนาเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน ประกอบไปด้วยกิจกรรมการโค้ช 6 กิจกรรม 2) แบบประเมินสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน และ 3) แบบวัดความสามารถคิดบริหารจัดการตน ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูผู้สอนมีสมรรถนะการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการโค้ชกรอบคิดแบบพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผู้เรียนมีความสามารถคิดบริหารจัดการตน หลังครูผู้สอนเข้าร่วมโปรแกรมการโค้ชกรอบคิดแบบพัฒนาแตกต่างจากก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>โปรแกรมการโค้ช; กรอบคิดแบบพัฒนา; ความสามารถคิดบริหารจัดการตน</p><p> </p> <p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p>The objectives of this research were 1) to create a growth mindset coaching program 2) to develop teachers' instructional competencies; teach who received a growth mindset coaching program manages learning that enhances the executive function of learners to think about self-management. This research used a mixed method research approach by conducting quantitative research which was experimental research along with qualitative research which was in-depth interview and participant observation. There are 4 phases of operation: Phase 1, conducting research to study basic information and preparing for field trips; Phase 2, implementing a growth mindset coaching program in pre-learning development phase 3, implement a program of growth mindset coaching in the development of teacher-management learning sessions to develop students' executive function. Phase 4, Data analysis and research reports. The sample group in this research was teachers and students in the grade 7-9 of schools under the Office of the Basic Education Commission (OBEC) developed to develop teachers' instructional competency. It consisted of 6 coaching activities 2) the teachers’ instructional competency assessment form and 3) students' executive function assessment form. The results showed that 1) Teachers had instructional competency higher than before participated in Growth Mindset’s coaching program at the .05 level. 2) The learners had who were taught by enhancing the executive function had average scores on their executive function after the teachers participated in the growth mindset coaching program at the .05 level.</p> <p><strong>Keywords: </strong>Coaching Program; Growth Mindset: Executive Function</p> <p> </p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14565 THE STRATEGIES OF TEACHERS’ POTENTIAL ENHANCEMENT IN ENGLISH LEARNING MANAGEMENT UNDER NAKHONRATCHASIMA SECONDARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 31 2022-07-08T13:09:28+00:00 Thitiya Ruannakarn thitiya_rua@vu.ac.th Prasert Ruannakarn somwan237@gmail.com Nathaya Boonkongsae somwan237@gmail.com Srisuda Patjan somwan237@gmail.com <p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p>The purposes of this research were to 1) examine the states of English learning management for teachers in Nakhonratchasima Secondary Educational Service Area Office 31, 2) to create, assess and adjust the strategy of teachers’ potential enhancement in English learning management. The samples were 285 English teachers and the target group was 5 educators. The tools were questionnaire, the interviewing form and the suitably assessment form of blueprint strategy. The statistics used for data analysis were frequency, percentage, mean, and standard deviation. The study found that 1) the states of English learning management by SWOT- Analysis; for the strength; English teachers had knowledge, capability and experience in teaching well, the weakness; students’ potential needed to be extremely develop for the competition in the international academic stage, the opportunity was students’ participation for the academic competition and the threats were the lack of<strong> </strong>native speakers to teach in the schools. 2)The result of building the strategies indicated that the SO, WO and ST Strategy<strong> </strong>were suitable, the assessment of strategies were the most appropriate strategies and the results of adjustment SO Strategy<strong> </strong>were<strong> </strong>having English teachers’ knowledge, capability and experiences in good teaching and participation in English academic competition to create the opportunity of showing the potential and capability obviously, WO Strategy<strong> </strong>was students’ potentials should be extremely developed for competition and participation in English academic enhance students had the opportunity for showing the potential and capability obviously. and ST Strategies were having English teachers ’ knowledge , capability and experiences in good teaching and the schools lacked of native speakers help to teach. <strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>Keywords: </strong>English Learning Management, SWOT – Analysis, Teachers’ Potential Enhancement</p> <p><strong> </strong></p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14566 การพัฒนาชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กสำหรับเด็ก ที่มีภาวะออทิซึม ART ACTIVITIES IN SUPPORT FINE MOTOR SKILLS FOR AUTISM 2022-07-08T13:09:28+00:00 ณัฐนรี บุบผศิริ nutnaree.bubpasiri@gmail.com ณัฐธิดา ภู่จีบ somwan237@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong></p> <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กออทิสติกอายุ 8 - 10 ปี ที่มีพัฒนาการในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กล่าช้า และเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กหลังหลังจากการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยคือ เด็กอออทิสติก อายุ 8 - 10 ปี ซึ่งได้รับการวินิจฉัยจากจิตแพทย์ว่าอยู่ในกลุ่มภาวะออทิสซึม (Autism) ที่มีระดับพัฒนาการในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กล่าช้า เทียบเท่าเด็กช่วงอายุ 4 - 6 ปี จำนวน 5 คน เลือกโดยวิธีเจาะจง (purposive sampling) วัดจากแบบทดสอบวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญาที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ 16 แผน ระยะเวลาสัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 1 ชั่วโมง รวมระยะเวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ 2) แบบบันทึกพัฒนาการการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กได้ 5 ด้าน ได้แก่ ความคล่องแคล่ว ยืดหยุ่น แม่นยำ การใช้มือทั้ง 2 ข้าง และการใช้ประสาทสัมผัสระหว่างมือกับตา 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ยค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติ (t-test) แบบ Dependent Sample ผลการวิจัย พบว่า เด็กออทิสติกที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ มีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก โดยรวมสูงกว่า ก่อนการจัดกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> ออทิซึม กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก</p> <p> </p> <p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p>This study was aimed at promoting activities for creativity development of autistic students as well as a comparing their abilities to use a fine-motor after participating the activities by employing the one group pre-posttest design. The data were purposively obtained from five students with autism aged 8 - 10 years old the students suffer a fine-motor developmental skill delay, making their physical state comparable to those of children with 4 - 6 years of age. The research instruments included 1) 16 activities for creativity development organized two days a week and an hour a day, making a total of 8-week implementation; 2) Fine-motor development journal focusing on five measures, namely agility, flexibility, accuracy, two-hand operation and eye-hand coordination; and 3) a 30-item fine-motor and intelligence test. The obtained data were analyzed statistically through mean (x), standard deviation (SD), and t-test value. The findings revealed that students, after the experiment, demonstrated a greater capability of exercising their fine-motor than they did prior to the study with a statistical significance of .05.</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>Keywords:</strong> Autism, Art Activities, Fine Motor Skills</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14567 กลยุทธ์การพัฒนาการบริหารจัดการฝึกอบรมของ กก 2 บก.กฝ.บช.ตชด. (ค่ายพระยาสุรสีห์)เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียนนายสิบตำรวจให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ THE SRATEGIES FOR ORGANIZING TRAINING MANAGEMENT OF SUB_DIVISION 2 SPECIAL TRAINING DIVISION (SURASRI CAMP) TO DEV 2022-07-08T13:09:28+00:00 ประเสริฐ เรือนนะการ thitiya_rua@vu.ac.th ฐิติยา เรือนนะการ somwan237@gmail.com พัชรีย์ ชาภูวงค์ somwan237@gmail.com ฉัตรปภัศศ์ มูลปัญญา somwan237@gmail.com ศรีสุดา พัฒจันทร์ somwan237@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารการจัดการฝึกอบรมของ กก.2 บก.กฝ.บช.ตชด. (ค่ายพระยาสุรสีห์) เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียนนายสิบตำรวจให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ 2) ศึกษาแนวทางการสร้างกลยุทธ์การการพัฒนาการบริหารจัดการการฝึกอบรมของ ค่ายพระยาสุรสีห์ เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียนนายสิบตำรวจให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ ประชากรเป้าหมาย ในระยะที่ 1 ได้แก่ ตำรวจชั้นประทวน และชั้นสัญญาบัตร สังกัดค่ายพระยาสุรสีห์ จำนวน 67 คน และประชาการเป้าหมายในการวิจัยในระยะที่ 2 ได้แก่ตำรวจชั้นประทวน และชั้นสัญญาบัตร สังกัด ค่ายพระยาสุรสีห์ จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบประเมินความเหมาะสมของร่างกลยุทธ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการบริหารการจัดการฝึกอบรมของค่ายพระยาสุรสีห์ ด้านจุดแข็ง คือ ครูฝึกมีความเชี่ยวชาญในการฝึกอบรม ด้านจุดอ่อน คือ ครูฝึกมีน้อยไม่เพียงพอกับจำนวนนักเรียนนายสิบตำรวจที่เข้ารับการอบรม ด้านโอกาส คือเทคโนโลยีที่ทันสมัยส่งผลต่อความท้าทายในการบริหารจัดการฝึกอบรม และด้านอุปสรรค คือการพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมอยู่ภายใต้ข้อจำกัดงบประมาณ 2) แนวทางการสร้างกลยุทธ์การพัฒนาการบริหารจัดการการฝึกอบรมของค่ายพระยาสุรสีห์ เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียนนายสิบตำรวจให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ พบว่ามีความเหมาะสมในระดับมาก</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: กลยุทธ์การพัฒนาการบริหารจัดการการฝึกอบรม บุคคลแห่งการเรียนรู้<strong> </strong> แนวทางการสร้างกลยุทธ์</p><p> </p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p>The objectives for this research were to study 1) the states of organizing Training Management of Sub – Division 2 special training Division (Surasri Camp) to develop quality of Police Students as Personal Mastery Learning Management and the developing of English Learning Management 2) the guideline to build the strategies for organizing training management of Surasri Camp to develop quality of Police Students as Personal Mastery. The target population in the phase 1 was 67 non-commissioned officers and commissioned officers Border Patrol Police and the target population in the phase 2 was 35 trainers. The research tools were questionnaires and propriety assessment forms. The descriptive statistics for analyzing data were frequency, percentage, mean, standard deviation .The results of the research were as follows : 1) The states of organizing Training Management found that the strength was the trainers had the expert for training, the weakness was less trainers not enough for trainees, the opportunity was modern technology affect to the challenge in training and the threat was the development of training model was under the rigid of budget. 2) the guideline of building the strategies were appropriate in a high level.</p> <p><strong>Keywords</strong>: Strategies for Organizing Training Management, Personal Mastery, Guideline of Building</p> <p>The Strategies</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14568 ภาวะผู้นำการจัดการเรียนรู้ของครูวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดมุกดาหาร LEADERSHIP IN LEARNING MANAGEMENT OF EXPERT LEVEL TEACHERS, A SMALL SECONDARY SCHOOL IN MUKDAHAN PROVINCE 2022-07-08T13:09:28+00:00 เดชาธร บงค์บุตร Dechathon.Bo63@snru.ac.th อัญชลี แก้วกัญญา somwan237@gmail.com อรุณี บงค์บุตร somwan237@gmail.com <div class="WordSection1"><p><strong>บทคัดย่อ</strong></p></div> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำการจัดการเรียนรู้ของครูวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดมุกดาหาร 2) ศึกษาเงื่อนไขปัจจัยการมีภาวะผู้นำการจัดการเรียนรู้ของครูวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดมุกดาหาร โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เน้นวิจัยแบบกรณีศึกษา (Case Study) โดยเลือกประเภทของวิธีการศึกษาแบบ ศึกษาเหตุการณ์เฉพาะ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ ครูวิทยฐานะเชี่ยวชาญ โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็กในจังหวัดมุกดาหาร จำนวน 1 คน เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือ ตัวผู้วิจัยเป็นเครื่องมือสำคัญ แบบบันทึกการสัมภาษณ์ และรายงานการวิจัยแบบพรรณนา (Description) ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ประกอบภาวะผู้นำการจัดการเรียนรู้ของครูวิทยฐานะเชี่ยวชาญระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดมุกดาหาร มีทั้งหมด 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ 2) ด้านความเข้าใจและความสามารถในการพัฒนาหลักสูตร 3) ด้านการวัดและประเมินผล 4) ด้านการพัฒนาตนเองและเพื่อนครู และ 5) ด้านการเป็นบุคคลแห่งการเปลี่ยนแปลง 2. เงื่อนไขปัจจัยการมีภาวะผู้นำการจัดการเรียนรู้ของครูวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนขนาดเล็ก ในจังหวัดมุกดาหาร โดยแบ่งเป็น 2 ปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะผู้นำการจัดการเรียนรู้ของครูวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ได้แก่ 1) ปัจจัยด้านบุคคล ประกอบด้วย การปรับตัวและระยะเวลา และ2) ปัจจัยด้านระบบการบริหารจัดการ ประกอบด้วย กลยุทธ์การบริหารจัดการและรูปแบบการบริหารจัดการ</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> ภาวะผู้นำการจัดการเรียนรู้ ครูวิทยฐานะเชี่ยวชาญ วิจัยแบบกรณีศึกษา</p> <p> </p> <p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p>The purposes of this research were: 1) to study the factor of Leadership in learning management of Expert Level Teachers, a small Secondary school in Mukdahan Province, 2) to study the condition of the factor for Leadership in learning management of Expert Level Teachers, a small Secondary school in Mukdahan Province. The qualitative case study methodology was applied by selecting a case study with a Situation Analysis. The key informants were 1 of Expert Level Teachers in a small Secondary school in Mukdahan Province. The research tools were interview forms. The findings were as follows: 1. Leadership components of learning management of teachers with academic standing Secondary There are 5 variables in small schools in Mukdahan Province, namely 1) knowledge and ability to manage to learn 2) understanding and ability to develop curriculum 3) measurement and evaluation 4) self and peer development teachers and 5) the aspect of being a person of change 2. Conditions and factors of leadership in learning management of teachers with academic standing Secondary Small schools in Mukdahan Province are divided into 2 factors that contribute to the leadership in learning management of teachers with academic standing as experts: 1) personal factors, adaptation, and duration, and 2) management system factors, consisting of Management Strategy and Management Style.</p> <p><strong>Keywords:</strong> Leadership in Learning Management, Expert Level Teacher, Case Study.</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14569 ความสัมพันธ์ระหว่างจิตลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา CORRELATION BETWEEN THE MENTAL TRAITS OF SCHOOL ADMINISTRAIONS WITH SCHOOL EFFECTIVENESS UNDER THE OFFICE SECONDARY ED 2022-07-08T13:09:28+00:00 สันติ บูรณะชาติ santi.bu@up.ac.th <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong></strong></p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาจิตลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของสถานศึกษา และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจิตลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 7 จังหวัด จำนวน 132 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยสรุปว่า 1) จิตลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาโดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาแต่ละจิตลักษณะ พบว่า จิตลักษณะของผู้บริหารถานศึกษาที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ จิตจริยธรรม รองลงมาได้แก่ จิตเคารพ จิตชำนาญการ จิตสังเคราะห์ และ จิตสร้างสรรค์ ตามลำดับ 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่ทีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านกระบวนการบริหาร และการจัดการ รองลงมา ได้แก่ ด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และด้านคุณภาพผู้เรียน ตามลำดับ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างจิตลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาในภาพรวม มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันในระดับค่อนข้างสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (r=0.75) กล่าวคือ ถ้าผู้บริหารสถานศึกษามีจิตลักษณะในระดับสูงประสิทธิผลของสถานศึกษาก็จะเพิ่มขึ้นในระดับสูง</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> จิตลักษณะ ประสิทธิผลของสถานศึกษา ความสัมพันธ์</p> <p> </p> <p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p>The objectives of this research included 1) to study mental trait of school administrators 2) to study the effectiveness of school and 3) to study the correlation between mental trait of school administrators with school effectiveness under the Office Secondary Education Service Area. The sample group consisted of 132 school administrators under the Office of Secondary Education Service Areas in the upper northern region of 7 provinces. Data were collected by using a questionnaire and analyzed by averaging, standard deviation and Pearson's correlation coefficient. The results of the research concluded as follows: 1) Mental trait of school administrators under the Secondary Education Service Area Office, the overall level was at a high level. When considering each mental trait, it was found that ethical mind was in the highest mean, followed by respectful mind, disciplined mind, Synthesizing mind and creating mind, respectively. 2)The effectiveness of schools under the Office of Secondary Education Service Area, the overall was at the highest level. When considering each aspect, it was found that the aspect with the highest average was the administrative process and management, followed by the process of teaching and learning that focuses on learners and the quality of learners, respectively. 3) The correlation between the mental trait of school administrators and the effectiveness of schools under the Office of Secondary Education Service Area, the overall, the correlation was in the same direction at a rather high level with statistical significance at the level of 0.01 (r=0.75), that means if school administrators has a high level of mental trait, the effectiveness of schools will increase at a high level.</p> <p><strong>Keywords:</strong> Mental Trait, School Effectiveness, Correlation</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14570 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้โรงเรียนสาธิตละอออุทิศเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของนักศึกษา THE DEVELOPMENT OF LEARMING MANAGEMENT MODEL USING LA-ORUTIS DEMONSTRATION SCHOOL-BASED LEARNING TO ENHANCE UNIVERSITY STUD 2022-07-08T13:09:28+00:00 ศศิธร รณะบุตร sranabut@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้โรงเรียนสาธิตละอออุทิศเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของนักศึกษาในการสร้างรอยเชื่อมต่อการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากอนุบาลสู่ประถมศึกษา และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการสร้างรอยเชื่อมต่อการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากอนุบาลสู่ประถมศึกษาโดยใช้โรงเรียนสาธิตละอออุทิศเป็นฐานของนักศึกษาก่อนและหลังการใช้รูปแบบ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชา 1072313 : วิทยาการจัดการเรียนรู้ระดับปฐมวัย จำนวน 12 คน ในปีการศึกษา 2563 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้โรงเรียนสาธิตละอออุทิศเป็นฐาน และแบบประเมินความสามารถการออกแบบการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้โรงเรียนสาธิตละอออุทิศเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อสร้างรอยเชื่อมทางการศึกษาจากปฐมวัยสู่ประถมศึกษา มีขั้นตอนการเรียนรู้ 4 ขั้น คือ 1) ขั้นสร้างความสนใจในการเรียนรู้ 2) ขั้นการถามคำถาม 3) ขั้นการลงมือปฏิบัติการค้นหาความรู้ 4) ขั้นสะท้อนการเรียนรู้ โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้มีคุณภาพอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.04 2. คะแนนเฉลี่ยของความสามารถในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้โรงเรียนสาธิตเป็นฐาน (Mean = 4.23, S.D. = 0.43) สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้โรงเรียนสาธิตเป็นฐาน (Mean = 2.86, S.D. = 0.37)</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้โรงเรียนสาธิตลอออุทิศเป็นฐาน การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของนักศึกษา</p> <p> </p> <p><strong>ABSTRACT </strong></p> <p>The purpose of this study were: 1) to develop a learning management model by using the La-orutis Demonstration School-based learning to enhance the university students’ ability to design learning activities for creating learning transition of early childhood from kindergarten to primary school and 2) to compare the students’ ability in designing learning activities for creating learning transition of early childhood from kindergarten to primary school by using La-orutis Demonstration School-based learning before and after using the model. The target group were the 12 students in Early Childhood Education Program, Bachelor of Education who enrolled the course 1072313: Early Childhood Learning Management Science of the academic year 2020. The research instruments were a learning management model using La-orutis Demonstration School-based learning and a learning management design ability’s assessment form. The statistics used in the research were the mean scores and a standard deviation score. There are two main points discussed in the research results. 1. A model of learning management using La-orutis Demonstration School-based learning to enhance the student ability to design learning activities for creating learning transition from kindergarten to primary school comprises of 4 stages of learning; 1) arousing interest in learning 2) asking questions 3) Practicing for seeking knowledge 4) Reflecting on learning in which the learning management model is in high quality the mean is 4.04. 2. The students’ ability to design learning activities or creating learning transition from kindergarten to primary school by using La-orutis Demonstration School-based learning. The mean scores of the ability to design learning activities after the learning management model using the demonstration school-based learning model (Mean = 4.23, SD = 0.43) were higher than before the learning management model. Learn using a demonstration school as a base (Mean = 2.86, SD = 0.37)</p> <p><strong>Keyword</strong>: La-orutis Demonstration School-Based Learning Model, Designing University Students’ Learning</p><p><strong> </strong></p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14571 การพัฒนารูปแบบสมรรถนะด้านการบริหารจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย THE DEVELOPMENT OF ONLINE LEARNING MANAGEMENT COMPETENCY MODELS OF SCHOOL ADMINISTRATORS UNDER THE OFFICE OF THE P 2022-07-08T13:09:28+00:00 สมบูรณ์ บูรศิริรักษ์ somburak62@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นสมรรถนะด้านการบริหารจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 2) สร้างรูปแบบสมรรถนะด้านการบริหารจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และ 3) ประเมินรูปแบบสมรรถนะด้านการบริหารจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย การดำเนินงานวิจัยมี 3 ระยะ ระยะแรก เป็นการประเมินความต้องการจำเป็นสมรรถนะด้านการบริหารจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยการศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อกำหนดองค์ประกอบสมรรถนะด้านการบริหารจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ของผู้บริหารสถานศึกษาและทำการประเมินความต้องการจำเป็นของสมรรถนะด้านการบริหารจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 280 คน จาก 26 จังหวัดทั่วประเทศ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นรวมของสภาพที่เป็นอยู่ เท่ากับ .98 และค่าความเชื่อมั่นรวมของสภาพที่ควรจะเป็น เท่ากับ .99 ระยะที่สอง คือ การสร้างรูปแบบสมรรถนะด้านการบริหารจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยการจัดสัมมนากลุ่มย่อย ผู้ทรงคุณวุฒิ รวม 10 คน เพื่อพิจารณาร่างรูปแบบและดำเนินการวิเคราะห์เนื้อหา และระยะที่สาม คือ การประเมินรูปแบบสมรรถนะด้านการบริหารจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ รวม 19 คน ใช้ค่าสถิติไคแสควร์ ผลการวิจัย พบว่า<br /> 1. สมรรถนะด้านการบริหารจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มีความต้องการจำเป็นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. รูปแบบสมรรถนะด้านการบริหารจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ที่สร้างขึ้นประกอบด้วย 8 ด้าน ได้แก่ การนำและวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยี การวางแผนและจัดการเชิงกลยุทธ์ การบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ การมุ่งผลสัมฤทธิ์การบริหารงาน การทำงานเป็นทีมร่วมกัน การพัฒนาตนเองของผู้บริหาร การสื่อสารและประสานความร่วมมือ และการติดตามและประเมินผลการทำงาน 3. รูปแบบสมรรถนะด้านการบริหารจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ที่สร้างขึ้นมีความเหมาะสมและมีความเป็นไปได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>รูปแบบ <strong> </strong>สมรรถนะด้านการบริหารจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์</p><p> </p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p><strong> </strong>The objectives of this research were 1) to study the necessity of online learning management competency of school administrators under the Office of Non-Formal and Informal Education, 2) to create a competency model in online learning management of educational institution administrators under the Office of Non-Formal and Informal Education, and 3) to assess the model of online learning management competency of educational institution administrators under the Office of Non-Formal and Informal Education. The research was conducted in three phases; the first phase was to assess the need and memory of the administrators' competency in online learning management, by analyzing theoretical papers and interviews with experts to determine the composition of school administrators' competency in online learning management, and assessing the need for school administrators' competency in online learning management competencies study. The sample group is the administrators of educational institutes, including 280 people in 26 provinces across the country. The research tool was a questionnaire. The total confidence value of the status quo was .98 and the total confidence value of the status was .99. The second phase is to create a competency model in online learning management of school administrators by organizing a small group seminar by qualified persons, a total of 10 people by considering the draft model, and conducting content analysis. And the third phase is the assessment of the online learning management competency model of the school administrators by 19 qualified experts using Kai Square statistics. The results of the research found that. 1. Competency in online learning management of school administrators under the Office of Non-Formal and Informal Education There was a statistically significant need at the .01 level. 2. Competency model in online learning management of educational institution administrators Under the Office of Non-Formal and Informal Education. It has built on eight areas: leadership and technology vision. Strategic Planning and Management course administration and learning management Focusing on management achievement working as a team together Executive self-development communication and cooperation and monitoring and evaluating performance 3. Competency model in online learning management of school administrators Under the Office of Non-Formal and Informal Education The generated values ​​were appropriate and were statistically significant at the .01 level.</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>Keywords</strong>: Model, Online Learning Management Competency</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14572 ผลการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5 Steps) กับกรอบความคิดเติบโต เรื่องดาวฤกษ์และระบบสุริยะที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และกรอบความคิดเติบโต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 2 กรุงเทพมหานคร THE EFF 2022-07-08T13:09:28+00:00 กรกนก แป้นศรี gift.4sh@gmail.com ทวีศักดิ์ จินดานุรักษ์ somwan237@gmail.com ชำนาญ เชาวกีรติพงศ์ somwan237@gmail.com <div class="WordSection1"><p><strong>บทคัดย่อ </strong><strong></strong></p></div> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ดาวฤกษ์และระบบสุริยะหลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5 Steps) กับของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอน แบบปกติ (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ดาวฤกษ์และระบบสุริยะ ของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5 Steps) ร่วมกับกรอบความคิดเติบโต และ (3) เปรียบเทียบกรอบความคิดเติบโต เรื่อง ดาวฤกษ์และระบบสุริยะ ของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5 Steps) ร่วมกับกรอบความคิดเติบโต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคการศึกษา 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 2 กรุงเทพมหานคร ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม จำนวน 2 ห้องเรียน รวม 90 คน แล้วจับสลากห้องเรียนเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 45 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอนร่วมกับกรอบความคิดเติบโต (2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ (3) แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ดาวฤกษ์และระบบสุริยะ และ (4) แบบวัดกรอบความคิดเติบโต สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยปรากฏว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เรื่อง ดาวฤกษ์และระบบสุริยะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5 Steps) สูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดังกล่าวของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเรื่องดาวฤกษ์และระบบสุริยะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5 Steps) ร่วมกับกรอบความคิดเติบโต สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (3) กรอบความคิดเติบโต หลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ( 5 Steps) สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5 Steps), ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน , กรอบความคิดเติบโต , วิทยาศาสตร์</p> <p> </p> <p><strong>ABSTRACT </strong></p> <p>The objectives of this research were (1) to compare the post-learning achievement in the topic of Stars and Solar System of Matthayomsuksa 4 Students, who learned under the 5 STEPs instruction, with the counterpart learning achievement of students who learned under the traditional teaching method; (2) to compare learning achievements in the topic of Stars and Solar System of the students before and after learning under the 5 STEPs and growth mindset instruction; and (3) to compare growth mindsets in the topic of Stars and Solar System of the students before and after learning under the 5 STEPs and growth mindset instruction. The research sample consisted of 90 Matthayomsuksa 4 Students in two intact classrooms of Bodindecha (Sing Singhaseni) 2 School in Bangkok Metropolis during the second semester of the 2020 academic year, obtained by cluster random sampling. Then, one classroom containing 45 students was randomly assigned as the experimental group; the other classroom also containing 45 students, the control group. The employed research instruments were (1) learning management plans for the 5 STEPs instruction; (2) learning management plans for the traditional teaching method; (3) a learning achievement test on the topic of Stars and Solar System; and (4) a scale to assess growth mindset. Statistics employed for data analysis were the mean, standard deviation, and t-test. The research results showed that (1) the post-learning achievement in the topic of Stars and Solar System of Matthayomsuksa 4 Students, who learned under the 5 STEPs instruction, was significantly higher than the post-learning counterpart achievement of students who learned under the traditional teaching method at the .05 level of statistical significance; (2) the post-learning achievement in the topic of Stars and Solar System Matthayomsuksa 4 Students, who learned under the 5 STEPS instruction, was significantly higher than their pre-learning counterpart achievement at the .05 level of statistical significance; and (3) the post-learning growth mindset of Matthayomsuksa 4 Students, who learned under the 5 STEPS instruction, was significantly higher than their pre-learning growth mindset at the .05 level of statistical significance.</p> <p><strong>Keywords:</strong> 5 Steps Instruction, Learning Achievement, Growth Mindset, Science</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14573 การศึกษาความแตกต่างระหว่างการพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจผ่านการสอนบทเรียนและการสอนผ่านวีดิทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 A CONTRASTIVE STUDY BETWEEN DEVELOPING LISTENING SKILL FOR COMPREHENSION THROUGH LESSONS AND VIDEO CLIPS FOR MATT 2022-07-08T13:09:28+00:00 ฉัตรชัย เก็งวินิจ eikqsungsungus@gmail.com อนงนาฏ เพชรประเสริฐ somwan237@gmail.com <div class="WordSection1"><p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการฟังภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนผ่านบทเรียนและนักเรียนที่ได้รับการสอนผ่านวีดิทัศน์และเพื่อศึกษาความคิดเห็นต่อการเรียนภาษาอังกฤษผ่านบทเรียนและผ่านวีดิทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) รวมทั้งสิ้น 60 คน ที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการสอนผ่านบทเรียนมีผลคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านการฟังภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนที่ได้รับการสอนผ่านวีดิทัศน์ผลคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านการฟังภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนที่ได้รับการสอนผ่านบทเรียนมีความคิดเห็นต่อการเรียนภาษาอังกฤษผ่านบทเรียนอยู่ในระดับเห็นด้วย และ 4) นักเรียนที่ได้รับการสอนผ่านวีดิทัศน์มีความคิดเห็นต่อการเรียนภาษาอังกฤษผ่านวีดิทัศน์อยู่ในระดับเห็นด้วยทุกรายการ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>การฟังภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ บทเรียน วีดิทัศน์</p></div> <br /> <p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p><strong> </strong>The purposes of the study were to compare the students’ scores on the English listening comprehension before and after using lessons and video to improve their listening skill, and investigate the students’ opinions toward improving English listening skill through the uses of lessons and videos. The participants of the study were 60 ninth graders at Srinakharinwirot University Prasarnmit Demonstration School (Secondary). The participants were purposive sampling group for the present study. The results of the study were as follows: 1) the students’ English listening comprehension achievement skill after using lessons was significantly increased higher than before using lessons at the .05 level, 2) the students’ English listening comprehension achievement skill after using videos was significantly increased higher than before using videos at the .05 level, 3) the students’ opinions toward the learning English through lessons were at the positive level and 4) the students’ opinions toward the learning English through videos were at the positive level.</p> <p><strong>Keywords:</strong> English Listening Comprehension Skill, Lessons, Videos</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14574 รูปแบบการทำกิจกรรมนอกห้องเรียนตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ที่มีผลต่อพัฒนาการทางทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย THE PATTERN OF OUT-OF-CLASS ENGLISH ACTIVITIES BASED ON CONSTRUCTIVIST APPROACH ON ENGLISH SKILLS DEVELOPMENT OF GRADE 4-6 STUDENTS 2022-07-08T13:09:28+00:00 นัยนา ถาวรายุศม์ nai5.2.22na@gmail.com ปิยพงษ์ พรมนนท์ somwan237@gmail.com ภรณ์นภา วงศ์ชะอุ่ม somwan237@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ </strong><strong></strong></p> <p>การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อวัดการทำกิจกรรมนอกห้องเรียนเกี่ยวกับทักษะภาษาอังกฤษ รวมถึงปัญหาด้านการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย และเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ทางทักษะภาษาอังกฤษนอกห้องเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 90 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (purposive) ใช้เวลาในการทดลอง 14 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดความสามารถด้านการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน และคำศัพท์ แบบสัมภาษณ์ลักษณะและวิธีการทำกิจกรรมทักษะภาษาอังกฤษนอกห้องเรียน และเกณฑ์ในการวัดทักษะทั้ง 5 ด้าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยในแบบวัดพบว่าความถี่ของการทำกิจกรรมนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ชอบฟังเพลงภาษาอังกฤษมากที่สุดและเขียนไดอารีเป็นภาษาอังกฤษในแต่ละวันน้อยที่สุด ด้านช่วงระยะเวลาของการทำกิจกรรมนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชอบฟังเพลงภาษาอังกฤษมากที่สุด ส่วนนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 6 ชอบเล่นเกมออนไลน์ที่ใช้ภาษาอังกฤษมากที่สุด และนักเรียนทั้ง 3 ระดับชั้นเขียนไดอารีเป็นภาษาอังกฤษในแต่ละวันน้อยที่สุด อีกทั้งยังพบว่าค่าเฉลี่ยสูงที่สุดในแต่ละด้านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 คือ ด้านการพูด ในขณะที่ ป.5 ด้านคำศัพท์ และป.6 ด้านการฟังภาษาอังกฤษ จากการสัมภาษณ์นักเรียนจำนวน 10 คน พบว่าร้อยละ 60 ของนักเรียนชอบทำกิจกรรมที่บ้าน และทำกิจกรรมผ่านทางสื่อออนไลน์ Google, Youtube และ Facebook เพื่อพัฒนาการเรียนรู้เกี่ยวกับคำศัพท์</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> รูปแบบการทำกิจกรรมภาษาอังกฤษนอกห้องเรียนด้านการฟัง การพูด การอ่าน การเขียนและคำศัพท์แนวคิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ</p> <p> </p> <p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p>This research aimed to assess activities outside the classroom about English language including English language learning problems among students in upper primary school of Srinakharinwirot University: Prasarnmit Demonstration School (Elementary) and to assess an achievement from the study of English language skills enhancement activities done outside school of students in primary school. The sample groups were primary school students in grade 4-6, semester 2, academic year of 2020, with 90 students. The sample group was obtained by purposive selection, spending 14 weeks in doing experimenting. The research instruments were lesson plans, English language proficiency test and criterion in listening, speaking, reading, writing and vocabulary, including interview forms and methods of how to do English language skills activities outside classroom. Mean and Standard deviation was analyzed in this research. The research results showed that the students in grade 4-6 liked listening to music in English songs the most, but they did not write in a diary the least (Frequency and Time). In terms of time, the students in grade 4 liked to listen to music in English while grade 5 – 6 students liked playing online games. Moreover, the study found that Mean of speaking in the students in grade 4, Mean of vocabulary in grade 5 and Mean of listening in grade 6 were the most. Interestingly, 60% of 10 students revealed that they loved doing out-of-class English activities through Google, Youtube and Facebook (Online) at home in learning and developing their vocabulary.</p> <p><strong>Keywords:</strong> The Pattern of Out-Of-Class English Activities,<strong> </strong>Constructivist Approach, English Skills Development</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14575 การพัฒนารูปแบบการให้การปรึกษากลุ่มเพื่อเสริมสร้างความสุขของนักเรียน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) THE DEVELOPMENT OF GROUP COUNSELING MODEL FOR ENHANCING HAPPINESS OF THE STUDENTS OF SRINAKHARINWIROT UNIVERSITY, PRASARNMI 2022-07-08T13:09:28+00:00 สมคิด กอมณี Somkid@swu.ac.th <p class="Default"><strong>บทคัดย่อ</strong><strong></strong></p> <p class="Default">การวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการให้การปรึกษากลุ่มเพื่อเสริมสร้างความสุขของนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความสุขของนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการให้การปรึกษากลุ่มเพื่อเสริมสร้างความสุขของนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) 3) เพื่อศึกษาผลของการใช้รูปแบบการให้การปรึกษากลุ่มเพื่อเสริมสร้างความสุขของนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 1,697 คน ได้จากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจากนักเรียนที่มีคะแนนความสุข ตั้งแต่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 50 ลงมา จากนั้นแล้วสุ่มอย่างง่ายอีกครั้งหนึ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ12 คน โดยกลุ่มทดลองเข้าร่วมการให้การปรึกษากลุ่มเพื่อเสริมสร้างความสุขของนักเรียน ส่วนกลุ่มควบคุมไม่ได้รับการปรึกษาใด ๆ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบวัดความสุขของนักเรียน มีค่าความ เที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ .93 และวิเคราะห์ความตรงเชิงโครงสร้างของแบบวัดด้วยการวิเคราะห์ องค์ประกอบเชิงยืนยัน และ 2) รูปแบบการให้การปรึกษากลุ่มเพื่อเสริมสร้างความสุขมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (Item Objective Congruence: IOC) อยู่ระหว่าง .60-1.00 ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้</p> <p class="Default">1. โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) จำนวน 1,697 คนมีค่าเฉลี่ยความสุขโดยรวมอยู่ระดับน้อย ความสุขโดยรวม ของนักเรียน ประกอบด้วย ความสุข 2 ด้าน คือ 1) ความสุขด้านจิตใจ: การยอมรับตนเอง ความเป็นตัวของตัวเอง จุดมุ่งหมายในชีวิต การควบคุมตนเองและความพอเพียงของตนเอง มีค่าเฉลี่ยอยู่ใน<br /> ระดับน้อย และ 2) ความสุขด้านสังคม: การยอมรับผู้อื่น การมีสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลอื่น ความสามารถในการจัดการความขัดแย้ง และจิตสาธารณะ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับน้อย</p> <p class="Default">2.การพัฒนารูปแบบการให้การปรึกษากลุ่มเพื่อเสริมสร้างความสุขของนักเรียน เป็นรูปแบบที่ได้ประยุกต์แนวคิดและเทคนิคของทฤษฎีต่าง ๆ ของการให้การปรึกษากลุ่มที่ประกอบด้วย ทฤษฎีการให้การปรึกษากลุ่มแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง ทฤษฎีการให้การปรึกษากลุ่มแบบพฤติกรรมนิยม ทฤษฎีการให้การปรึกษากลุ่มแบบวิเคราะห์ การสื่อสารระหว่างบุคคล และทฤษฎีการให้คำปรึกษากลุ่มการรู้คิดและพฤติกรรม ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ ขั้นวิเคราะห์ ขั้นประยุกต์หลักการ และขั้นประเมินผลให้การปรึกษากลุ่ม</p> <p class="Default">3. ความสุขของนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) กลุ่มทดลอง หลังได้รับการใช้รูปแบบการให้การปรึกษา กลุ่มและหลังการติดตามผลเพิ่มขึ้นกว่าความสุขของนักเรียนกลุ่มควบคุม ที่ไม่ได้รับการใช้ รูปแบบการให้การปรึกษากลุ่ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p><strong> </strong> 4. ผลการประเมินของนักเรียนกลุ่มทดลองที่มีต่อกลุ่ม ที่ใช้ในการเสริมสร้างความสุข โดยทำการสนทนากลุ่มเฉพาะหลังการทดลอง และเมื่อสิ้นสุดการติดตามผล พบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองมีความสุข โดยใช้กลุ่มสัมพันธ์ อย่างมาก เพราะนักเรียนได้เรียนรู้ความสุขของนักเรียนได้อย่างเป็นระบบ ได้เรียนรู้แนวคิด การอภิปราย ซักถามเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม ทำให้มีปฎิสัมพันธ์ทางสังคมกับเพื่อน ๆ และบุคคลอื่น ทำให้เกิดการเรียนรู้ และนำข้อมูลและวิธีการมาประยุกต์ใช้ในความสุขได้ง่ายขึ้น</p> <p> </p> <p><strong>คำสัญคัญ</strong><strong>: </strong>การพัฒนารูปแบบการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม เพิ่มความสุข</p> <p> </p> <p class="3"><strong>ABSTRACT</strong></p> <p class="Default">The puposes of this research topic “The development of group counseling model for enhancing happiness of the students of Srinakharinwirot University; Prasarnmit Demonstration School (Secondary ) were 1) to study the happiness of the students of Srinakharinwirot University; Prasarnmit Demonstration School (Secondary), 2) to develop the group counseling model for enhancing happiness of the students of Srinakharinwirot University; Prasarnmit Demonstration School (Secondary), and 3) to study the effect of the group counseling model for enhancing happiness of the students of Srinakharinwirot University; Prasarnmit Demonstration School (Secondary ) . The subjects of this research included two groups. The first group consisted of 1,697 adolescent students. They were studying in the first semester in the academic year 2019. They were purposively selected from the students whose happiness scores were lower than fifty percentile and volunteered to attend the experiment. They were then randomly assigned into two groups: an experimental group and a control group. Each group consisted of 12 adolescent students. The experimental group participated in the group counseling while the control group did not receive any counseling. The research instruments were 1) the happiness scale with the reliability coefficient (alpha) of .96 and its construct validity was confirmed through factor analysis, and 2) the group counseling model for enhancing the happiness of the adolescent students with the IOC (Item Objective Congruence) ranged from .60-1.00. The research results were as follows: 1. The total mean score of happiness of the 1,697 students of the secondary schools in was lower. The students’ happiness consisted of two dimensions: the psychological happiness dimension and the social happiness dimension. 1)The mean scores of the dimension of the psychological happiness included self-acceptance, purpose in life, autonomy, self-regulation, and self-sufficiency revealed low; and 2) the mean scores of the dimension of the social happiness included other-acceptance, positive relationship with others, conflict management ability and social contribution revealed low. 2.The development of group counseling model for enhancing happiness of the students. was a form Applied concepts and techniques of various theories of group counseling: The Person-Centered Group Counseling and Behavioral Group Counseling and Transactional Analysis Group Counseling and Cognitive Behavior Group Counseling. The 4 steps are collective, analysis, applied principles and the evaluation stage for group counseling 3. The happiness of the experimental group after participating in the group counseling model and after the follow-up were significantly higher than that of the control group at .01 level. 4. Evaluation of the satisfaction of the experimental group on the group was used to develop happiness by discussing specific groups after the experiment. And at the end of the follow-up, it was found that the students in the experimental group were satisfied with happiness. by using highly correlated groups because students can learn about the happiness of their students systematically. They learned the concept of discussion, asked to obtain useful information and cooperate in activities, making social interaction with friends and other people, resulting in learning and easier to apply information and methods to happiness</p> <p class="Default"><strong>Keywods: </strong>Development of Group Counseling Model, Enhancing Happiness</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14576 การพัฒนาชุดการเรียนรู้สุขภาพออนไลน์ บนฐานแนวคิดความรอบรู้สุขภาพ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ของนิสิตปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน DEVELOPMENT OF AN ONLINE HEALTH LEARNING PACKAGE BASED ON HEALTH 2022-07-08T13:09:28+00:00 อัจฉรา ปุราคม feduacrp@ku.ac.th ศุภวรรณ วงศ์สร้างทรัพย์ somwan237@gmail.com สุพรทิพย์ พูพะเหนียด somwan237@gmail.com กนกวรรณ ใจรื่น somwan237@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong></p> <p>การแพร่ระบาดไวรัสโคโรน่า 2119 ทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของนิสิตอย่างมาก ชุดการเรียนรู้สุขภาพออนไลน์ ใช้แนวคิดความรอบรู้สุขภาพซึ่งเป็นวิธีเรียนรู้เชิงรุก เพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2119 วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพและประสิทธิผลของชุดการเรียนรู้สุขภาพออนไลน์ บนฐานแนวคิดความรอบรู้สุขภาพ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ความรอบรู้สุขภาพ ในด้านพฤติกรรมป้องกันติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2119 ของนิสิตปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน การวิจัยแบบสุ่มเลือกกลุ่มควบคุมวัดผลก่อนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างนิสิตปริญญาตรีได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม จำนวน 111 คน ลงทะเบียนรายวิชาสุขภาพเพื่อชีวิต ปีการศึกษา 2563 กลุ่มทดลองใช้ชุดการเรียนรู้สุขภาพออนไลน์กลุ่มควบคุมใช้แผนการสอนแบบปกติ เครื่องมือวิจัย คือ 1) ชุดการเรียนรู้สุขภาพออนไลน์ (ดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา .95) 2) แบบทดสอบหลังเรียน (ดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา ค่าความเที่ยงคูเดอร์ ริชาร์ดสัน และค่าความเชื่อมั่น .94 .83 และ .73 ตามลำดับ) 3) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ความรอบรู้สุขภาพ (ดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา และค่าความเชื่อมั่น .94 และ.75 ตามลำดับ) วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณา การทดสอบ ค่าที และวิเคราะห์ประสิทธิภาพและค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดการเรียนรู้ออนไลน์ ผลการวิจัย พบว่า ประสิทธิภาพของการเรียนชุดสุขภาพออนไลน์ของกลุ่มทดลอง 76.33/87.31 ค่าดัชนีประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้สุขภาพออนไลน์ 1.58 และผลสัมฤทธิ์ความรอบรู้สุขภาพระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังเรียนไม่แตกต่างกัน สรุปผลว่าชุดการเรียนรู้สุขภาพออนไลน์ สามารถนำไปใช้เพิ่มความรอบรู้การป้องกันติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2119 ให้นิสิตระดับอุดมศึกษาได้</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ชุดการเรียนรู้สุขภาพออนไลน์ ความรอบรู้สุขภาพ พฤติกรรมป้องกัน ไวรัสโคโรน่า 2119 (โควิด-19 )</p> <p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p>Coronavirus 2019 is a worldwide pandemic seriously affect to college student<sup>’</sup>s health and lives. Implementation of an online health learning package based on health literacy concept offers potential active learning to reduce behaviors that increase risk of coronavirus 2019 infection. The research aims to 1) develop and study an efficient &amp; effective online health learning package based on health literacy to promote behavior to prevent coronavirus 2019 infection, and 2) compare health literacy achievement in promotion of behavior prevent coronavirus 2019 infection among undergraduate students at Kasetsart University, Kamphaeng-saen campus. The study designed as randomized pretest–posttest control group design which utilized cluster random sampling of 111 undergraduate students registered in Health for Life course in the 2020 academic year. The trial group studied via an online package, whereas the control group studied using a regular learning plan. The instruments were comprised of: 1) the online health learning package (content validity was. 95), 2) post-lesson learning assessment (content validity, KR-21, and reliability were .94, .83, .73 respectively), and 3) health literacy achievement test (content validity and reliability were .94 and .75 respectively). The data were analyzed by using descriptive statistics, t-test, and the efficiency and effectiveness index of then online health learning package were analyzed. The results show that the efficiency of the online health learning package based on health literacy concept was 76.33/87.31 which satisfied the criteria, and that the index of effectiveness of the health learning package was 1.58. After learning, there was no difference in the health literacy achievement scores between the trial group and the control group. In conclusion, the online health learning package can enhance health literacy to prevent Coronavirus 2119 infection among college students.<strong></strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>Keywords:</strong> Online Health Learning Package; Health Literacy; Prevention Behavior; Coronavirus 2119 (Covid-19)</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14577 การพัฒนาความสามารถในการผลิตสื่อสำหรับนักศึกษาวิชาชีพครูสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย โดยใช้การเรียนรู้จากการทำงานแบบผสมผสานและเสริมศักยภาพด้วยเทคโนโลยี DEVELOPMENT OF PRODUCTIVE ABILITY OF INSTRUCTIONAL MATERIALS FOR PRE-SERVICE TEACHER IN EARLY CHILDHOOD EDU 2022-07-08T13:09:28+00:00 เอื้ออารี จันทร ua-aree_jun@dusit.ac.th <div class="WordSection1"><p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong></p></div> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการพัฒนาความสามารถในการผลิตสื่อ โดยใช้การเรียนรู้จากการทำงานแบบผสมผสานและเสริมศักยภาพด้วยเทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักศึกษาวิชาชีพครู สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ที่กำลังศึกษารายวิชา สื่อและเทคโนโลยีการศึกษา จำนวน 30 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผน การจัดการเรียนรู้ 2) แบบประเมินความสามารถในการผลิตสื่อ และ 3) แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ 4) แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ การทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มไม่อิสระ (Paired sample t-test) สถิติเชิงพรรณา ค่าพัฒนา การสัมพัทธ์ ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะเวลาเรียนทั้งหมด 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง สัดส่วนการเรียนแบบออนไลน์ต่อการเรียนแบบออนไซต์ 50 : 50 ผลการประเมินความสามารถในการผลิตสื่อ โดยรวม พบว่า ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความสามารถในการผลิตสื่อก่อนและหลัง พบว่า ภายหลังการเรียนรู้จากการทำงานแบบผสมผสานและเสริมศักยภาพด้วยเทคโนโลยีทำให้ระดับความสามารถในการผลิตสื่อสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 กลุ่มผู้ที่มีค่าพัฒนาการสัมพัทธ์ระดับสูงมากที่สุด ส่วนใหญ่เลือกใช้การเสริมศักยภาพด้วยแหล่งเรียนรู้ พฤติกรรมการเรียนรู้ที่สำคัญ คือ มีการปรับปรุงงานตามคำแนะนำ และค้นคว้าข้อมูลเพื่อปรับแก้ไขทุกครั้งที่ได้รับคำแนะนำ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> ความสามารถในการผลิตสื่อ การเรียนรู้จากการทำงานแบบผสมผสาน การเสริมศักยภาพด้วยเทคโนโลยี</p> <p> </p> <p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p>The purpose of this project is to investigate the productive ability of instructional materials for pre-service teacher in early childhood education by using work-based blended learning and technological scaffolding. The sample group consisted of 30 students in early childhood education who enrolled in the Media and Educational Technology course. All student participants were selected by a purposive sampling method. A learning management plan, a media production capability assessment form, a learning behavior observation form, and a satisfaction assessment form were used as the research tools. T-test statistics, descriptive statistics, relative growth method, percentage and content analysis were applied for data analysis in the study. There was a 50:50 between online: on-site. It was 8 weeks and 4 hours per week, according to the total media production ability evaluation results. The results showed that the learners in the experimental group significantly had higher posttest–mean scores than their pretest–mean scores on Productive Ability of Instructional Materials (p &lt; 0.05). Most of them prefer to be empowered with learning resources to the greatest degree. The major learning behavior was to enhance activities based on instructions and study data in order to make corrections every time they received guidance. Learners with the highest relative growth method chose resources technological scaffolding. The major learning behavior was to enhance activities based on instructions and study data to make corrections every time they received guidance.</p> <p> </p> <strong>Keywords:</strong> Ability of Instructional Materials, Work-Based Blended Learning, Technological Scaffolding Copyright (c)