https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/issue/feed วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2023-02-02T08:53:53+00:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อาทิตย์ โพธิ์ศรีทอง Arethit@g.swu.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดทำโดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของนักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย ตลอดจนนักวิชาการทั่วไป และเป็นแหล่งกลางในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการในระดับชาติและพัฒนาไปสู่มาตรฐานในระดับสากลต่อไป</p> https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15055 กระบวนการพิจารณาบทความ 2023-02-02T08:44:52+00:00 กองบรรณาธิการ วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ somwan@swu.ac.th <p>กระบวนการพิจารณาบทความ</p> 2023-02-02T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15056 คำชี้แจงการเขียนบทความในวารสาร 2023-02-02T08:53:53+00:00 กองบรรณาธิการ วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ somwan@swu.ac.th <p>คำชี้แจงการเขียนบทความในวารสาร</p> 2023-02-02T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15052 กองบรรณาธิการ 2023-02-02T08:29:42+00:00 กองบรรณาธิการ วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ somwan@swu.ac.th <p>กองบรรณาธิการ วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> 2023-02-02T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15044 บรรณาธิการแถลง 2023-02-02T04:18:45+00:00 กองบรรณาธิการ วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ somwan@swu.ac.th <section class="item authors"> <p><strong><span class="name">กองบรรณาธิการ วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</span></strong></p> </section> 2023-02-02T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15053 สารบัญ 2023-02-02T08:37:13+00:00 กองบรรณาธิการ วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ somwan@swu.ac.th <p>สารบัญ</p> 2023-02-02T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14950 การพัฒนาแบบวัดความสามารถในการใช้ UDL ของนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู 2023-01-09T02:14:47+00:00 พลากร จันทร์บูรณ์ palakorn.chan@gmail.com กนิษฐ์ ศรีเคลือบ somwan_@hotmail.com วาทินี อมรไพศาลเลิศ somwan_@hotmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเครื่องมือประเมินความสามารถในการใช้ UDL ของนิสิตครู โดยแบบสอบถามที่พัฒนาขึ้น มีจำนวน 12 ข้อ และเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จากนั้นได้นำไปใช้กับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่ไม่ใช่ตัวอย่างวิจัย แต่มีลักษณะคล้ายกับตัวอย่างวิจัย คือนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่เข้าฝึกประสบการณ์วิชาชีพในช่วงปีการศึกษา 2562 จำนวน 92 คนซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย จากนั้นนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ความตรงเชิงเนื้อหาโดยพิจารณาจากค่า IOC ความเที่ยงแบบสอดคล้องภายในโดยพิจารณาจากค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค และความตรงเชิงโครงสร้างด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า โมเดลการวัดความสามารถในการใช้ UDL มีความตรงเชิงเนื้อหา (IOC, 1.00) มีความเที่ยงระดับที่เหมาะสม (Cronbach’s alpha, .76 - .88) มีความตรงเชิงโครงสร้างเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด (χ2 (1, <em>N</em> = 92) = 2.867, <em>p</em> = .09, CFI = .982, TLI = .946, RMSEA = .142, SRMR = .033) และเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในวัดความสามารถในการใช้ UDL ของนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู</p> 2023-01-09T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14951 การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความจำใช้งานด้วยขลุ่ยเพียงออ ของนักเรียนประถมศึกษา 2023-01-09T02:36:22+00:00 สิริภา บริบูรณ์ somwan@swu.ac.th วรากร ทรัพย์วิระปกรณ์ somwan_@hotmail.com ศศินันท์ ศิริธาดากุลพัฒน์ somwan_@hotmail.com <p>&nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมเสริมสร้างความจำใช้งานด้วยขลุ่ ยเพียงออของนักเรียนประถมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6&nbsp; โรงเรียนบ้านชำฆ้อ อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง จำนวน 20 คน เลือกแบบกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จากนั้นวัดความจำใช้งานด้วยแบบทดสอบคอร์ซี่บล็อค สุ่มตัวอย่างด้วยการจับคู่คะแนน จัดเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมเสริมสร้างความจำใช้งานสำหรับนักเรียนประถมศึกษา ผู้วิจัยสร้างขึ้นบนหลักการพื้นฐานของการเล่นขลุ่ยเพียงออและแบบจำลองหลายองค์ประกอบของความจำใช้งาน และ 2) แบบทดสอบคอร์ซี่บล็อค กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเสริมสร้างความจำใช้งานด้วยขลุ่ยเพียงออ จำนวน 9 ครั้งๆ ละ 60 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 3 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการเรียนการสอนปกติจากทางโรงเรียน ทำการทดสอบความจำใช้งานก่อนทดลองและหลังทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การทดสอบค่าที แบบสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระจากกัน (Paired samples t-test) และสองกลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน (Independent t-test) ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีความจำใช้งานหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า โปรแกรมเสริมสร้างความจำใช้งานด้วยขลุ่ยเพียงออ มีประสิทธิผลและสามารถพัฒนาความจำใช้งานสำหรับนักเรียนประถมศึกษาได้</p> 2023-01-09T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14953 การพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานตามหลักทักษะชีวิต 4H เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการเรียนรู้ทางด้านดนตรีของนิสิตสาขาวิชาการประถมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ 2023-01-09T03:18:29+00:00 อาทิตย์ โพธิ์ศรีทอง somwan@swu.ac.th <p>การพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานตามหลักทักษะชีวิต 4H เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการเรียนรู้ทางด้านดนตรีของนิสิตสาขาวิชาการประถมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานตามหลักทักษะชีวิต 4H<br>เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการเรียนรู้ทางด้านดนตรีของนิสิตสาขาวิชาการประถมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 จำนวน 45 คน ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือการวิจัย คือ 1) คู่มือการใช้นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานตามหลักทักษะชีวิต 4H 2) แบบวัดความรู้รายวิชาดนตรี 3) แบบประเมินทักษะทางดนตรี และ 4) แบบประเมินเจตคติที่มีต่อรายวิชาดนตรี วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย () ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการวิิเคราะห์ความแตกต่างของคะแนนก่อนและหลัง โดยใช้สถิติการทดสอบแบบ t- test for dependent samples ผลการวิจัยพบว่า นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานตามหลักทักษะชีวิต 4H มีค่าดัชนีความสอดคล้องในภาพรวมอยู่ระหว่าง 0.80 - 1.00 และมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก เมื่อนำไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง พบว่า หลังกลุ่มตัวอย่างได้รับการจัดการเรียนรู้ มีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเข้ารับการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีผลการประเมินทักษะทางดนตรีและเจตคติต่อรายวิชาดนตรี หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> 2023-01-09T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14954 การศึกษาองค์ประกอบ สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของระบบการส่งเสริมศักยภาพที่มีประสิทธิผลสำหรับผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสุโขทัย 2023-01-09T03:35:45+00:00 บุรินทร์ สารีคำ somwan@swu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ &nbsp;1) ศึกษาองค์ประกอบของระบบการส่งเสริมศักยภาพที่มีประสิทธิผลสำหรับผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสุโขทัย 2) ศึกษา สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของระบบการส่งเสริมศักยภาพที่มีประสิทธิผล สำหรับผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสุโขทัย กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 20 คน ประกอบด้วย ครู บุคลากร 10 คน และผู้ปกครองผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา 10 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) มีค่าเท่ากับ 1.00 &nbsp;ทุกข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ (% )ค่าเฉลี่ยเลขคณิต( ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( )และดัชนีความสำคัญของความต้องการจำเป็น (Modified Priority Need Index :PNI<sub>modified</sub>) ผลการวิจัย พบว่า &nbsp;1) องค์ประกอบของระบบการส่งเสริมศักยภาพที่มีประสิทธิผลสำหรับผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสุโขทัย ประกอบด้วย ด้านปัจจัยนำเข้ามี &nbsp;4 องค์ประกอบ ด้านกระบวนการ มี 7องค์ประกอบ ด้าน ผลผลิต มี 2 องค์ประกอบ ด้านผลลัพธ์ มี 3 องค์ประกอบ และด้านข้อมูลป้อนกลับ มี 2 องค์ประกอบ 2) ระบบการส่งเสริมศักยภาพที่มีประสิทธิผลสำหรับผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา &nbsp;ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสุโขทัย&nbsp; ค่าเฉลี่ยระดับความคิดเห็น สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง ( = 2.58, =0.67) &nbsp;สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.49, =0.62) และลำดับดัชนีความต้องการจำเป็นของระบบการส่งเสริมศักยภาพที่มีประสิทธิผลสำหรับผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสุโขทัยด้านที่มากที่สุด คือด้านผลผลิต (PNI<sub>modified </sub>=0.79) และด้านที่น้อยที่สุดคือ ด้านปัจจัยนำเข้า (PNI<sub>modified </sub>=0.70)</p> 2023-01-09T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14955 การศึกษาผลการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาชายขอบ โรงเรียนแม่กุวิทยาคม 2023-01-09T03:43:59+00:00 ลาวัลย์ เกติมา somwan@swu.ac.th <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินผลการทดลองใช้การพัฒนาการบริหารสถานศึกษาชายขอบ โรงเรียนแม่กุวิทยาคม&nbsp;&nbsp; 2) เพื่อประเมินการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาชายขอบ โรงเรียนแม่กุวิทยาคม โดยใช้รูปแบบการบริหารสถานศึกษาชายขอบ โรงเรียนแม่กุวิทยาคม ที่มีชื่อเรียกว่า DOKCARES Administrative Model ดำเนินการพัฒนาตามกระบวนการของการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ในลักษณะของการผสมผสานวิธี (Mixed Methods) แหล่งข้อมูล ประกอบด้วย คณะกรรมการผู้ประเมินภายในสถานศึกษา จำนวน 5 คน คณะกรรมการผู้ประเมินภายนอกสถานศึกษา จำนวน 5 คน &nbsp;โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) ครู และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 36 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) นักเรียน จำนวน 260 คน มีวิธีการคำนวณหากลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการของ Taro Yamane คณะกรรมการสถานศึกษาและผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 273 คน มีวิธีการคำนวณหากลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการของ Taro Yamane รวมจำนวน 579 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์การบริหารสถานศึกษาชายขอบ DOKCARES Administrative Model เป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างและแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ รวม 8 ฉบับ เก็บรวบรวมข้อมูลจากครูและบุคลากรทางการศึกษา แบบบันทึกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน แบบบันทึกคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน รายงานผลงานจากการบริหารสถานศึกษาชายขอบ โรงเรียนแม่กุวิทยาคม แบบประเมินการบริหารสถานศึกษาชายขอบ โรงเรียนแม่กุวิทยาคม โดยการประเมินภายในและภายนอก เป็นแบบวัดชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสอบถามปลายเปิด เก็บรวบรวมข้อมูลจากคณะกรรมการผู้ประเมินภายในและภายนอกสถานศึกษา และแบบสอบถามความพึงพอใจเกี่ยวกับการบริหารสถานศึกษาชายขอบ โรงเรียนแม่กุวิทยาคม เป็นแบบวัดชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ เก็บรวบรวมข้อมูลจากครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาและผู้ปกครองนักเรียน สถิติที่ใช้ในวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การสร้างข้อสรุปจากการวิเคราะห์เนื้อหา สถิติบรรยาย &nbsp;ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน &nbsp;ผลการวิจัย พบว่า 1. ผลการทดลองใช้การพัฒนาการบริหารสถานศึกษาชายขอบ โรงเรียนแม่กุวิทยาคม พบว่า ครูและบุคลากรทางการศึกษามีการสร้างความเข้าใจร่วมกันเกิดเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มุ่งเน้นการสร้าง พัฒนาและใช้นวัตกรรม สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ลงมือปฏิบัติตามความถนัดและความสามารถ ร่วมมือร่วมใจ ทบทวนกระบวนการดำเนินงาน ติดตามประเมินผล และมีการพัฒนาต่อยอดความสำเร็จสู่ความยั่งยืน ในภาพรวมผลการดำเนินการบริหารสถานศึกษาชายขอบ อยู่ในระดับดีมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีระดับการดำเนินการมากที่สุด คือ ด้าน O : Organizational Innovation Management การบริหารจัดการที่มุ่งเน้น การส่งเสริมให้ทุกคนในองค์กรมีการสร้าง พัฒนาและใช้นวัตกรรม มีระดับการดำเนินการดีมาก นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระดับดีขึ้นไปเพิ่มขึ้น มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ระดับดีขึ้นไปของนักเรียนสูงกว่าร้อยละ 90 โรงเรียนได้รับรางวัลจากการบริหารสถานศึกษาชายขอบ และครูมีการดำเนินการสร้าง พัฒนา และใช้นวัตกรรม 2. ผลการประเมินการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาชายขอบ โรงเรียนแม่กุวิทยาคม โดยการประเมินภายในการบริหารสถานศึกษาชายขอบ โรงเรียนแม่กุวิทยาคม พบว่า ในภาพรวมมีคุณภาพในระดับมาก การประเมินภายนอกการบริหารสถานศึกษาชายขอบ โรงเรียนแม่กุวิทยาคม พบว่า ในภาพรวมมีคุณภาพในระดับมากที่สุด การประเมินความพึงพอใจจากครูและบุคลากรทางการศึกษา จากนักเรียน และจากคณะกรรมการสถานศึกษาและผู้ปกครองนักเรียน พบว่า ในภาพรวมมีความพึงพอใจในระดับมาก และการบริหารสถานศึกษาชายขอบ โรงเรียนแม่กุวิทยาคม มีประโยชน์และมีความเป็นไปได้ในการสามารถนำไปเป็นแบบอย่างหรือใช้ในการบริหารสถานศึกษาอื่น ๆ ได้</p> 2023-01-09T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14956 การเสริมสร้างสมรรถนะการให้คำปรึกษาสำหรับนักเรียนของครูแนะแนวโดยนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ : การฝึกอบรม 2023-01-09T03:55:32+00:00 พัชราภรณ์ ศรีสวัสดิ์ somwan@swu.ac.th ครรชิต แสนอุบล somwan_@hotmail.com ธรรมโชติ เอี่ยมทัศนะ somwan_@hotmail.com ภารดี กำภู ณ อยุธยา somwan_@hotmail.com บดินทร์ นาวงศรี somwan_@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินประสิทธิผลของนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ด้วยการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการให้คำปรึกษาของครูแนะแนว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นครูแนะแนวในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่มีค่าเฉลี่ยสมรรถนะการให้คำปรึกษาของครูแนะแนวตั้งแต่เปอร์เซ็นไทล์ ที่ 25 ลงมา และมีความสมัครใจที่จะเข้าร่วมการทดลอง&nbsp; จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดสมรรถนะการให้คำปรึกษาของครูแนะแนว มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .85 และนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการให้คำปรึกษาสำหรับนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า ครูแนะแนวที่เข้าร่วมนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ด้วยการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการให้คำปรึกษาสำหรับนักเรียน มีสมรรถนะการให้คำปรึกษาของครูแนะแนวสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2023-01-09T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14957 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรมการส่งเสริมและพัฒนากรอบความคิดแบบเติบโตและการคิดเชิงบริหารที่มีต่อพัฒนาการของคะแนนภาษาอังกฤษของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 2023-01-09T04:03:11+00:00 ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ somwan@swu.ac.th อิศรา ศานติศาสน์ somwan_@hotmail.com วิวัฒน์ คติธรรมนิตย์ somwan_@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาอิทธิพลของภูมิหลังต่าง ๆ อาทิ ลำดับเกิด บุคคลต้นแบบ เศรษฐกิจของครอบครัว สังคมและวัฒนธรรมที่อยู่แวดล้อม ต่อพัฒนาการของคะแนนภาษาอังกฤษของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3&nbsp; 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบพัฒนาการของคะแนนภาษาอังกฤษของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับและไม่ได้รับนวัตกรรมการส่งเสริมและพัฒนากรอบความคิดแบบเติบโตและนวัตกรรมการส่งเสริมและพัฒนาการคิดเชิงบริหาร โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 2,082 คน จากโรงเรียน 26 แห่ง ในเขตกรุงเทพมหานครและบริมณฑล 6 จังหวัด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบประเมินทักษะด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ 2) เครื่องมือในการพัฒนา ซึ่งประกอบด้วยสื่อการเรียนรู้เพื่อพัฒนากรอบความคิดแบบเติบโต เครื่องมือพัฒนาการคิดเชิงบริหาร และเครื่องมือพัฒนาคลังคำศัพท์ภาษาอังกฤษ งานวิจัยใช้แบบแผนการทดลองเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของพัฒนาการของคะแนนภาษาอังกฤษของกลุ่มตัวอย่าง 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มควบคุม 2) กลุ่มที่ได้รับนวัตกรรมการส่งเสริมและพัฒนากรอบความคิดแบบเติบโต 3) กลุ่มที่ได้รับนวัตกรรมการส่งเสริมและพัฒนาการคิดเชิงบริหาร และ 4) กลุ่มที่ได้รับทั้งนวัตกรรมการส่งเสริมและพัฒนากรอบความคิดแบบเติบโตและนวัตกรรมการส่งเสริมและพัฒนาการคิดเชิงบริหาร ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มที่ได้รับนวัตกรรมการส่งเสริมและพัฒนาการคิดเชิงบริหารมีพัฒนาการของคะแนนภาษาอังกฤษสูงสุด โดยมีคะแนนมากกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตามด้วยกลุ่มควบคุม กลุ่มที่ได้รับนวัตกรรมการส่งเสริมและพัฒนากรอบความคิดแบบเติบโต และกลุ่มที่ได้รับทั้งนวัตกรรมการส่งเสริมและพัฒนากรอบความคิดแบบเติบโต และนวัตกรรมการส่งเสริมและพัฒนาการคิดเชิงบริหาร ตามลำดับ</p> 2023-01-09T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14958 ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการแบบเปิด (Open Approach) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think Pair Share) ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์และความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2023-01-09T04:11:21+00:00 ปวีณ ไวยโภคา somwan@swu.ac.th เวชฤทธิ์ อังกนะภัทรขจร somwan_@hotmail.com ผลาดร สุวรรณโพธิ์ somwan_@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์และความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการแบบเปิด (Open- Approach) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) กับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนวังม่วงวิทยาคม จังหวัดสระบุรี จำนวน 34 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัย คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการแบบเปิด (Open- Approach) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) จำนวน 5 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ที่มีค่าความเชื่อมั่น .88 และแบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ที่มีค่าความเชื่อมั่น .75 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบแบบทีกลุ่มตัวอย่างเดียวผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการแบบเปิด (Open- Approach) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการแบบเปิด (Open- Approach) ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2023-01-09T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14959 การสร้างแบบทดสอบวินิจฉัยหลายตัวเลือกสี่ลำดับขั้น เพื่อศึกษามโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องจำนวนตรรกยะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2023-01-09T04:37:28+00:00 พรพรรณ โตโภชนพันธุ์ somwan@swu.ac.th วิไลลักษณ์ ลังกา somwan_@hotmail.com พนิดา ศกุนตนาค somwan_@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อสร้างแบบทดสอบวินิจฉัยหลายตัวเลือกสี่ลำดับขั้นสำหรับศึกษามโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องจำนวนตรรกยะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รวมถึงตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบวินิจฉัยหลายตัวเลือกสี่ลำดับขั้น และศึกษาการจำแนกกลุ่มและวิเคราะห์มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน โดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน มีขั้นตอนการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1) การสร้างแบบทดสอบเพื่อสำรวจมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน 2) การสร้างและตรวจคุณภาพของแบบทดสอบวินิจฉัยหลายตัวเลือกสี่ลำดับขั้น 3) การศึกษาเพื่อจำแนกมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนส่วนใหญ่มีมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน เรื่องจำนวนตรรกยะ ทั้งหมด 15 มโนทัศน์&nbsp; 2) ผลการสร้างและตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบวินิจฉัยหลายตัวเลือกสี่ลำดับขั้น ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหามีตั้งแต่&nbsp; 0.80–1.00<br>ค่าความยากง่ายเฉลี่ยในขั้นคำตอบและขั้นเหตุผลคือ 0.57 และ 0.55 ส่วนค่าอำนาจจำแนกเฉลี่ยในขั้นคำตอบและ<br>ขั้นเหตุผลคือ 0.40 และ 0.44 และค่าความเชื่อมั่นในขั้นคำตอบและขั้นเหตุผลคือ 0.97 และ 0.98&nbsp; 3) ผลการจำแนกกลุ่มแนวคิดและวิเคราะห์มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มมีมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนและมีมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนเด่นชัด จำนวน 8 มโนทัศน์ ได้แก่ 1) ความหมายของจำนวนเต็ม 2) ความหมายของค่าสัมบูรณ์ 3) ค่าของทศนิยม 4) หลักการหาผลลัพธ์ของการลบทศนิยม 5) ความสมเหตุสมผลของผลลัพธ์ที่นำหลักการหารทศนิยมมาประยุกต์ใช้ในการหาคำตอบ 6) ความหมายของเศษเกิน 7) การอ่านค่าของเศษส่วน และ 8) การเปรียบเทียบเศษส่วน</p> 2023-01-09T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/14960 การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านดนตรีตามแนวคิดพหุปัญญา เพื่อส่งเสริมทักษะการดำรงชีวิต (4H) ของนักเรียนเอกดุริยางคศิลป์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) 2023-01-09T04:44:14+00:00 กุลธิดา นาคะเสถียร somwan@swu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านดนตรีตามแนวคิดพหุปัญญา เพื่อส่งเสริมทักษะการดำรงชีวิต 2) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านดนตรีตามแนวคิดพหุปัญญาเพื่อส่งเสริมทักษะการดำรงชีวิต 3) ขยายผลไปสู่นิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาดนตรี แบ่งกระบวนการวิจัยเป็น 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ศึกษาข้อมูลพื้นฐานจากเอกสาร 2. การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ทางด้านดนตรีตามแนวคิดพหุปัญญาเพื่อส่งเสริมทักษะการดำรงชีวิต 3. การหาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านดนตรีตามแนวคิดพหุปัญญาเพื่อส่งเสริมทักษะการดำรงชีวิต 4. การประเมินและปรับปรุงรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านดนตรี 5. การขยายผลรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านดนตรี 6. การสรุปและประเมินผลรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านดนตรี ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านดนตรี นำเสนอในรูปแบบของคู่มือในการจัดกิจกรรม 2. ผลการศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านดนตรี พบว่า ทักษะ4H ทุกด้าน มีผลรวมการประเมินอยู่ในระดับมาก และผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนเอกดุริยางคศิลป์ ต่อรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านดนตรี พบว่า มีผลรวมการประเมินอยู่ในระดับมาก<br>3. ผลการขยายผลไปสู่นิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาดนตรี พบว่า ผลการประเมินทักษะการดำรงชีวิตของนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 &nbsp;พบว่า ทักษะ4H ทุกด้าน มีผลรวมการประเมินอยู่ในระดับมาก และผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ต่อรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านดนตรี มีผลรวมการประเมินอยู่ในระดับมาก</p> 2023-01-09T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/15037 การพัฒนาหนังสือการ์ตูนอิเล็กทรอนิกส์ตามหลักการใช้สถานการณ์จำลอง เพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2023-02-01T05:59:11+00:00 ธนภูมิ สุนาถวนิชย์กุล thanabhum@g.swu.ac.th รัฐพล ประดับเวทย์ thanabhum@g.swu.ac.th นัทธีรัตน์ พีระพันธุ์ thanabhum@g.swu.ac.th <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อพัฒนาหนังสือการ์ตูนอิเล็กทรอนิกส์ตามหลักการใช้สถานการณ์จำลอง เพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อให้มีคุณภาพตามเกณฑ์ (2) เพื่อศึกษาผลการใช้หนังสือการ์ตูนอิเล็กทรอนิกส์ การดำเนินการวิจัยมี 2 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 การพัฒนาหนังสือการ์ตูนอิเล็กทรอนิกส์ โดยการหาคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้กับนักเรียน จำนวน 14 คน ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาผลการใช้หนังสือการ์ตูนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ลพบุรี ในพระราชูปถัมภ์ฯ จำนวน 32 คน ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย (1) หนังสือการ์ตูนอิเล็กทรอนิกส์ (2) แบบประเมินคุณภาพหนังสือการ์ตูนอิเล็กทรอนิกส์ (3) แบบวัดการรู้เท่าทันสื่อ การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และเปรียบเทียบการรู้เท่าทันสื่อ โดยใช้ T-Test สำหรับ Dependent Sample ผลการวิจัยพบว่า (1) หนังสือการ์ตูนอิเล็กทรอนิกส์ มีคุณภาพระดับดีมาก (2) คะแนนเฉลี่ยการรู้เท่าทันสื่อหลังการเรียนรู้ด้วยหนังสือการ์ตูนอิเล็กทรอนิกส์ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2023-02-01T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2023 วารสารวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ