วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jedu <p>วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ 2565</p> en-US วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ การพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jedu/article/view/13530 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL เรื่อง ทศนิยม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ (75/75) 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียน โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนหลักเมืองมหาสารคาม จำนวนนักเรียน 39 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ One Samples t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL มีประสิทธิภาพเท่ากับ 79.90/78.21 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) นักเรียนที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL อยู่ในระดับมาก (M = 4.22, SD = 0.45)</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL, ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา</p> <p>คณิตศาสตร์, ความพึงพอใจ<strong> </strong></p> <p> </p><p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p><strong> </strong>This purpose of this research aims to 1) develop a learning activity by KWDL technique with decimal point of effective grade 4 students by efficiency 75/75. 2) compare the ability in mathematicals problem solving of students by organizing learning activities using the KWDL technique compared with the criteria of 75. And 3) study the satisfaction of students with learning activities using KWDL techniques. Samples were students in grade 4/2 at Lak Muang School, Mahasarakham. The number of students was 39 students. The research instruments were 1) Learning Activity Plan 2) Subjective Math Problem Solving Ability Test and 3) Satisfaction Questionnaire. The statistics used for data analysis were percentage, mean, standard deviation and One Samples t-test. The results of the research revealed that 1) learning activities KWDL technique were effective as 79.90/78.21, which is higher than the specified criteria 2) Learning activities with techniques, KWDL is capable the ability to solving mathematical problems. After studying, 75% was significantly higher than the threshold at the .05 level and 3) the students were highly satisfied with the KWDL learning activities (M = 4.22, SD = 0.45).</p> <p> </p> <strong>Keywords:</strong> KWDL Learning Activities, Math Problem Solving, Satisfaction อุษา อินทร์นอก ธัญญลักษณ์ เขจรภักดิ์ ณัฏฐชัย จันทชุม Copyright (c) 2022-07-08 2022-07-08 23 1 1 18 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้วิธีการสอนแบบเปิด (Open Approach) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jedu/article/view/13531 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้วิธีการสอนแบบเปิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้วิธีการสอนแบบเปิด เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 3) ศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบเปิด และ 4) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้วิธีการสอนแบบเปิด กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหญ้าขาว จำนวน 12 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 3) แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้วิธีการสอนแบบแบบเปิด มีประสิทธิภาพเท่ากับ 73.89/71.25 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โดยใช้วิธีการสอนแบบเปิด หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 3) พฤติกรรมการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบเปิดของนักเรียน โดยรวมอยู่ในระดับดี และ 4) ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้วิธีการสอนแบบเปิด โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 2.78, = 0.14)</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> วิธีการสอนแบบเปิด, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์, ความพึงพอใจ</p> <p><strong> </strong></p> <p> </p><p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p><strong> </strong>The research objectives were to 1) develop a mathematical by using the open approach of the Grade 3 students to be effective in accordance with the criteria 70/70, 2) comparing the mathematics using the open approach against the 70% criterion, 3) study of learning behavior by using the open, and 4) study the satisfaction towards the mathematics learning activity plan using the open approach. The target group was 12 students in Grade 3 at Ban Ya Khao School for the second semester of the academic year 2020, The research tools were 1) a learning activity plan, 2) a mathematics learning achievement test, 3) a learning behavior observation form, 4) a satisfaction questionnaire. The statistics used for data analysis were mean, standard deviation, percentage and Wilcoxon Sign Ranks Test in the case of small target group. The results of the research found that 1) organizing mathematical learning activity using open approach of students had an efficiency of 73.89 / 71.25 meeting the specified criteria, 2) the academic achievement of students using the open approach was significantly higher than the 70% criterion at the .05 level, 3) the learning behavior by using open teaching method of students overall was at a good level, and 4) student satisfaction with learning activities using open approach overall at a high level (= 2.78, S.D. = 0.14).</p> <p> </p> <p><strong>Keywords:</strong> Open approach, Developing Mathematics Achievement, Satisfaction<strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> มัญชุพร กัลยาสนธิ์ ธัญญลักษณ์ เขจรภักดิ์ ณัฏฐชัย จันทชุม Copyright (c) 2022-07-08 2022-07-08 23 1 19 36 ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา ในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดคุณลักษณะการคิดเชิงบวกของผู้เรียน https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jedu/article/view/13529 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดคุณลักษณะการคิดเชิงบวกของผู้เรียน ประชากร คือ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่มโรงเรียนที่ 2 จำนวน 5 โรงเรียน ตัวอย่างผู้ให้ข้อมูล จำนวน 332 คน ประกอบด้วย ผู้บริหาร 17 คน ครู 255 คน และนักเรียน 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) 0.67 – 1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (<em>M)</em> ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub>Modified</sub>) ผลการวิจัยพบว่า ลำดับดัชนีความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดคุณลักษณะการคิดเชิงบวกของผู้เรียน ด้านที่มากที่สุด คือ ด้านการวัดและประเมินผล (PNI<sub>Modified</sub>= 0.437) และด้านที่น้อยที่สุด คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน (PNI<sub>Modified</sub> = 0.409)</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>การพัฒนาการบริหารวิชาการ, คุณลักษณะการคิดเชิงบวกของผู้เรียน, ความต้องการจำเป็น</p><p> </p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p><strong> </strong>The purpose of this research is to identify the needs of developing academic management of secondary schools Bangkok base on the concept of student’s positive thinking characteristics. The population was secondary schools of the secondary educational service area office Bangkok 1 group 2 consisted 5 schools. There were 332 informants consisting of 17 administrators 255 teachers and 60 students. The research instrument was a rating – scaled questionnaire which had an index of item objective congruence (IOC) of 0.67 – 1.00. The data were analyzed by frequency distribution, percentage, mean, standard deviation and PNI<sub>Modified</sub>. The research concludes that the needs with the highest priority is measurement and evaluation (PNI<sub>Modified</sub> =0.437) and the lowest priority is instructional management (PNI<sub>Modified</sub> = 0.409).</p> <p> </p> <p><strong>Keywords:</strong> Developing Academic Management, Student’s Positive Thinking</p> <p>Characteristics, Priority Needs<strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p><p> </p> <p> </p> <p> </p> ธัญมน นวลโฉม พงษ์ลิขิต เพชรผล Copyright (c) 2022-07-08 2022-07-08 23 1 37 49 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการพูดภาษาอังกฤษ ด้วยการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารแบบ 3Ps ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ (STAD) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดหนองแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jedu/article/view/13568 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ ก่อนและหลังได้รับการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารแบบ 3Ps ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ (STAD) (2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน ก่อนและหลังได้รับการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารแบบ 3Ps ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ (STAD) กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 2/2563 โรงเรียนเทศบาลวัดหนองแก จำนวน 30 คน จากวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม โดยมีห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือ คือ (1) แผนการจัดการเรียนรู้ การสอนภาษาเพื่อการสื่อสารแบบ 3Ps ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ (STAD) (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (3) แบบประเมินทักษะการพูดภาษาอังกฤษ ใช้เวลาทดลอง 12 ชั่วโมง สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบสมมติฐาน t-test dependent samples ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังได้รับการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารแบบ 3Ps ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ (STAD) สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) ทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังได้รับการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารแบบ 3Ps ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ (STAD) สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>: </strong>ทักษะการพูดภาษาอังกฤษ, การสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร, การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์</p> <p><strong> </strong></p> <p> </p><p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p><strong> </strong>The objectives of this study were to (1) Compare learning achievement, before and after learning through the 3PS learning organization with student teams achievement division (2) Compare learning achievement of speaking English skill, before and after learning through the 3PS learning organization with student teams achievement division. The samples use in the study consisted in Prathomsuksa 2/1 students currently studying in the second semester of the 2020 academic year at Thetsaban Wat Nong Kae School totaling 30 people, which were acquired by using the classroom method as Cluster random sampling. The instruments used were (1) English Reading Teaching Management plan through the 3PS learning organization with student team achievement division (2) The English Achievement Test and (3) Test of speaking English skill. lasted for 12 hours. Data were collected and analyzed using the arithmetic mean, standard deviation and the reliability of the t-test for the dependent test. The results lead to conclude that (1) The learning achievement of a student through the 3PS learning organization with student team achievement division after learning was higher than before learning, statistical significance at 05. (2) Speaking English skill of students through the 3Ps learning organization with student team achievement division after learning was higher than before learning, statistical significance at 05.<strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>Keywords: </strong>Speaking English Skill, 3Ps Learning Organization, Student Teams Achievement Division</p><p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p><p> </p> ภัณทิชา อำนวยวิทยากุล สุดาพร พงษ์พิษณุ วลัยพรรณ บุญมี Copyright (c) 2022-07-08 2022-07-08 23 1 50 65 ผลของกิจกรรมแนะแนวทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก เพื่อพัฒนาการเห็นคุณค่าในตนเอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีวัดระฆัง https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jedu/article/view/13653 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของกิจกรรมแนะแนวทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก เพื่อพัฒนาการเห็นคุณค่าในตนเอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีวัดระฆัง งานวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research) ประชากรคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีวัดระฆัง ปีการศึกษา 2563 จำนวน 286 คน ผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) จากห้องเรียน 2 ห้อง ที่มีการเห็นคุณค่าในตัวเองไม่แตกต่างกัน จากนั้นใช้การสุ่มเข้ากลุ่ม (Random Assignment) เป็นกลุ่มทดลอง 1 ห้อง จำนวน 39 คน และกลุ่มควบคุม 1 ห้อง จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) กิจกรรมแนะแนวทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก เพื่อพัฒนาการเห็นคุณค่าในตนเอง 2) แบบวัดการเห็นคุณค่าในตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าสถิติ Parametric t – test ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนกลุ่มทดลองมีการเห็นคุณค่า ในตนเองหลังการทดลองสูงขึ้นกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนการเห็นคุณค่าในตนเอง สูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>:</strong> กิจกรรมแนะแนว, ทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก, การเห็นคุณค่าในตนเอง<strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p> </p><p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p>The purpose of this research was to study the Effects of Guidance Activities Based on Positive Psychological Capital to Increase Self-Esteem for students in Mattayomsuksa three of Satri Wat Rakhang School. This research was a Quasi Experimental Research. The populations were 286 students in Mattayomsuksa three, academic year of 2020, Satri Wat Rakhang School. The sample group was selected by a Cluster Sampling from two classes that the Self-esteem test results were not much different. Then, the Random Assignment was used; 39 students for an experimental group and 40 students for a control group. The instruments used in this research were 1) Guidance Activities Based on Positive Psychological Capital to Increase Self-Esteem 2) Self-Esteem Test. The data was collected by using Mean, Standard Deviation, and Parametric t-test. The results indicated that 1) after experiment, the students in experimental group have more Self-esteem significantly at 0.01 level. 2)The Self-esteem test result of students in experimental group were higher than the students in control group significantly at 0.01 level.</p> <p> </p> <p><strong>Keywords</strong>: Guidance Activity, Positive Psychological Capital, Self-Esteem</p><p> </p> วิสนี อาแว มนัสนันท์ หัตถศักดิ์ Copyright (c) 2022-07-09 2022-07-09 23 1 66 80 ผลของการใช้โปรแกรมการคิดแบบหมวก 6 ใบ เพื่อพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแสงหิรัญวิทยา สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jedu/article/view/13624 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังได้เข้าร่วมโปรแกรมการคิดแบบหมวกหกใบ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแสงหิรัญวิทยา สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้จากการสุ่มอย่างง่ายจำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการคิดแบบหมวกหกใบเพื่อพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 2) แบบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 3) แบบบันทึกการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อชุดโปรแกรมการคิดแบบหมวกหกใบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าสถิติโดยใช้สถิติพาราเมตริก และการสรุปเนื้อหาผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนกลุ่มทดลองที่เข้าร่วมกิจกรรมมีคะแนนจากแบบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณในระยะหลังการทดลองสูงกว่าระยะก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนที่เข้าร่วมโปรแกรมการสอนคิดแบบหมวกหกใบเพื่อพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ มีความคิดเห็นต่อโปรแกรมการสอนคิดแบบหมวกหกใบช่วยให้นักเรียนตัดสินใจได้รวดเร็วและมีเหตุผล สามารถคิดอย่างเป็นขั้นตอนตามองค์ประกอบการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ส่งผลให้นักเรียนสามารถแยกแยะข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงได้โดยปราศจากอารมณ์และความรู้สึกส่วนตัว กล้าแสดงความคิดเห็นและโต้ตอบกับเพื่อน รวมทั้งยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น นักเรียนสามารถหาแนวทางแก้ปัญหา ข้อสรุปของสถานการณ์ต่างๆได้อย่างเหมาะสม โดยคิดอย่างมีวิจารณญาณในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้</p> <p><strong> </strong></p> <p> </p><p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> หมวกหกใบ, การคิดอย่างมีวิจารณญาณ, นักเรียน, การคิด<strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p> </p><p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p>The purposes of this study was to compare the students’ critical thinking ability before and after being taught by six thinking hats Program of mathayomsuksa 2 students. The sample consists of 39 students from mathayomsuksa 2 students at Sanghirunwittaya School in Ladkrabang Area, Bangkok. Using simple random sampling method. The instruments for study this research were used: 1) Six Thinking Hats activities to promote critical thinking. 2) Critical Thinking ability test, and 3) Student’s Self-Report in each session and the Researcher. Data were analyzed by Mean, standard deviation, and content analysis. Results indicated that: 1) Critical Thinking posttest score of the experimental group were higher than the pretest score at .05 level of significance. 2) The student revealed their opinions toward the Six thinking hats activities to promote critical thinking. They perceived that six thinking hat activities could improve fast decision making and think step by step based on critical thinking elements. As a result students are able to distinguish factual information without personal feelings, they are able to express opinions and respond to their friends, as well as respect opinions of others. They were able to find the best solution and critical thinking in difference circumstances and could apply their knowledge to their everyday life.</p> <p> </p> <p><strong>Keywords</strong>: Six Thinking Hats, Critical Thinking, Student, Thinking Skill</p><p class="content"> </p> นิศารัตน์ แจ่มจันทร์ มนัสนันท์ หัตถศักดิ์ Copyright (c) 2022-07-09 2022-07-09 23 1 81 92 การพัฒนานวัตกรรมการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม ระดับประถมศึกษาตอนปลาย https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jedu/article/view/13622 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong></p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการพัฒนานวัตกรรมการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมระดับประถมศึกษาตอนปลาย และ 2) เพื่อพัฒนาการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ให้เด็กวัยประถมศึกษาตอนปลาย มีความเข้าใจมีความสามารถในการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมเพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข งานวิจัยนี้แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1) ระยะศึกษา โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยประกอบด้วย 4 ด้านคือ ด้านการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ ด้านการเรียนการสอนศิลปศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ด้านการสอนในบริทบทการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม และด้านการพัฒนานวัตกรรมการศึกษา โดยมีประสบการณ์ในแต่ละด้าน 5 ปีขึ้นไป จำนวนทั้งสิ้น 9 ท่าน งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยและพัฒนา ทำการเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ โดยแบบสัมภาษณ์แนวทางการพัฒนานวัตกรรมฯ ทำให้สามารถสรุปแนวทางการพัฒนาเป็น 6 องค์ประกอบ ได้แก่ แนวทางคำนึงถึงผู้เรียนเป็นหลัก แนวคิดส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีจุดประสงค์ 3 ด้าน (ความรู้ ทักษะ ลักษณะนิสัย) รูปแบบการสอนแบบเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เนื้อหาเหมาะสมกับวัย และรูปแบบสื่อที่หลากหลายควบคู่กับเทคโนโลยี และในระยะที่ 2) ระยะพัฒนา โดยนำข้อมูลในระยะที่ 1 พัฒนานวัตกรรม เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1)ชุดกิจกรรม (Activities Package) ชื่อว่า “History of Art… การเดินทางของศิลปะ” ประกอบด้วย คู่มือการใช้และแผนการสอน หนังสือสิ่งพิมพ์ คลิปวิดิโอ วัสดุอุปกรณ์กิจกรรมศิลปะ เกมการ์ด การเรียนรู้ผ่าน QR Code เพื่อเชื่อมโยงสู่สื่อรูปแบบดิจิทอลและพิพิธภัณฑ์ออนไลน์ รวมทั้งรูปแบบการประเมินผลด้วยแบบวัดทักษะการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม และแบบสัมภาษณ์ผู้เรียน โดยนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น ได้รับการประเมินด้วยแบบประเมินคุณภาพนวัตกรรมจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 9 ท่าน นำไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 คน ผลการวิจัยพบว่า นวัตกรรมผ่านการประเมินผลในระดับเหมาะสมมากทั้ง4 ด้าน ได้แก่ ด้านเนื้อหา ด้านการออกแบบ ด้านวัตถุประสงค์ และด้านการเรียนรู้ และมีค่าแบบวัดทักษะหลังเรียน (4.12) สูงกว่าก่อนเรียน (3.72) รวมทั้งผู้เรียนให้ความเห็นผ่านแบบสัมภาษณ์ว่า รู้สึกชอบ สนุกสนานเพลิดเพลิน ได้ความรู้ ความเข้าใจถึงที่มาของศิลปะ มีความกระตือรือร้นอยากทำงานศิลปะที่หลากหลาย</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>:</strong> นวัตกรรมการศึกษา, ประวัติศาสตร์ศิลป์, ประถมศึกษาตอนปลาย, การเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม</p> <p><strong> </strong></p> <p> </p><p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p>The research objectives were 1) To study the strategy of the development of art history, innovation for improving cross-cultural understanding in elementary and 2) To develop art history learning in elementary understand and abilities to learning in cross-cultural for living happily in society. The research separates to 2 phases. First phase: study, target group was 4 areas of research-related experts, including Art History teaching, elementary teaching, cross-cultural learning and educational innovation. All experts 9 persons have experience in each field for 5 years or more. Research methodology was Research and Development and data were collected by interview form. The result summary of development are 6 guidelines: the guidelines are based on the student, the concept promotes self-learning, 3 purposes (knowledge, practice and attitude), Active Learning, appropriate content to student age and wide range of media formats coupled with technology. Second phase: develop, using data in the first phase to develop innovation. Research tools are 1) Activities Package “History of Art… Kan-Duen-Tang-Khong-Sil-La-Pa” including manual and lesson plans, Book, Video clip, Art supplies, Game Card, QR Code Learning related to digital media and online museum and evaluation format are Cross-cultural skill test and student interview form. The innovation was assessed by 9 experts in Innovation Quality Assessment. Try out with P.5 30 Students. Key finding was innovation through a very reasonable level of 4 side evaluation: content, design, purposes and learning. Cross-cultural skill posttest (4.12) higher than pretest (3.72). Nevertheless, student’s comment on the interview that feels like fun and enjoyable, gaining knowledge and understanding of the history of art. Enthusiastic about wanting to make a variety of artworks.</p> <p> </p> <p><strong>Keywords</strong>: Educational Innovation, Art History, Elementary, Cross-Cultural Learning<strong> </strong></p><br /> สุภิญญา สมทา อินทิรา พรมพันธุ์ Copyright (c) 2022-07-09 2022-07-09 23 1 93 108 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา เรื่อง การเสริมสร้างและการดูแลสุขภาพ โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jedu/article/view/13864 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong></strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษา เรื่อง การเสริมสร้างและการดูแลสุขภาพ โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กับเกณฑ์ ร้อยละ 70 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน วิชาสุขศึกษา เรื่อง การเสริมสร้างและการดูแลสุขภาพ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อวิธีการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้การสอนวิชาสุขศึกษา เรื่อง การเสริมสร้างและการดูแลสุขภาพ ด้วยโครงงานเป็นฐาน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.86 และแบบสอบถามวัดความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน ที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.985 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนบ้านบางกุ้ง จำนวน 20 คน ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษาเรื่องการเสริมสร้างและการดูแล สุขภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษา เรื่อง การเสริมสร้างและการดูแลสุขภาพ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา เรื่องการเสริมสร้างและการดูแลสุขภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน รายด้าน ได้แก่ ด้านบรรยากาศ มีค่าคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 4.74 ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีค่าคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 4.73 และด้านประโยชน์ที่ได้รับ มีค่าคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 4.75ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด โดยรวมมีค่าคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 4.51 อยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การเรียนรู้แบบโครงงาน, สุขศึกษาและพลศึกษา, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, การเสริมสร้างและดูแลสุขภาพ</p> <p> </p> <p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p>The purposes of this study were to; 1) compare study the learning achievement of grade 6 students in health education, studied through Project-based learning on improving and caring personal health as compared with the set 70% criteria, 2) compare academic achievement Before and after studying health education subjects on enhancing and taking care of health of grade 6 students using the project as a base. 3) study the opinions of grade 6 students toward the Project-based learning. The tools for study were lesson plan on Project-base instruction, learning achievement test (with the reliability of 0.86), and the satisfaction inventory on the Project-based learning (with the reliability of 0.985). The samples were 20 grade 6 students at Ban Bang Kung School who studied in the second semester of the 2020 academic year. The research findings were as follows: 1) The learning achievement and the personal health care behavior after learning from the project-based learning were significantly higher the set criteria at the .05 level. 2) Compare study the learning achievement of grade 6 students in health education, studied through Project-based learning, the learning achievement scores in post-test were higher than pre-test scores with statistical significance at 0.05 level. 3) Students were satisfied with the Project-based learning at the highest level (with the mean of 4.51)</p> <p> </p> <p><strong>Keywords</strong>: Project-based learning, Health and Physical Education, Learning achievement, Strengthening and health care</p> นารีนาถ จารุมงคลเลิศ สุพจน์ เกิดสุวรรณ์ สุดาพร พงษ์พิษณุ วลัยพรรณ บุญมี Copyright (c) 2022-07-09 2022-07-09 23 1 109 122 การพัฒนาหลักสูตรการทำขนมไทยในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จังหวัดสุพรรณบุรี https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jedu/article/view/13838 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาหลักสูตรการทำขนมไทยในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จังหวัดสุพรรณบุรี มีขั้นตอนการพัฒนาหลักสูตร 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1)การศึกษาข้อมูลขั้นพื้นฐาน 2)การพัฒนาหลักสูตร 3)การทดลองใช้หลักสูตร 4)การประเมินผลและปรับปรุงหลักสูตร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดสระประทุม อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 16 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม ใช้โรงเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม หลักสูตรการทำขนมไทยในท้องถิ่น แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินทักษะการทำขนมไทยในท้องถิ่น และแบบประเมินความพึงพอใจต่อหลักสูตร วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติทดสอบ คือ การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาข้อมูลพื้นฐานจากการสอบถามและสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องมีความต้องการให้พัฒนาหลักสูตร 2) การพัฒนาหลักสูตรมีความสอดคล้องและเหมาะสมมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)เท่ากับ 1.00 3) การทดลองใช้หลักสูตร พบว่า นักเรียนให้ความสนใจและให้ความร่วมมือปฏิบัติกิจกรรมเป็นอย่างดี 4) ผลการประเมินพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังใช้หลักสูตรสูงกว่าก่อนใช้หลักสูตรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทักษะการทำขนมไทยในท้องถิ่นในภาพรวมอยู่ในระดับดี นักเรียนมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และปรับปรุงหลักสูตรในเรื่องของเวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และสื่อการเรียนรู้</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> การพัฒนาหลักสูตร, ขนมไทย, ภูมิปัญญาท้องถิ่น<strong> </strong></p> <p> </p><p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p>This research study aimed to develop the curriculum of local Thai desserts-making in occupations learning for primary 6 students in Suphanburi Province. For a procedure of the curriculum development, there were four steps as follows: 1) the study of fundamental information 2) the curriculum development 3) the curriculum trial 4) the assessment and improvement of the curriculum. The participants of this research study were 16 students who are in primary 6, semester 2, the academic year 2020, Wat Sa Pratum School, Muang District, Suphanburi Province. Cluster Random Sampling was used as a sampling method in this study, the school was a random sampling unit. In this research study, the tools that were used to collect data were interview form, questionnaire, the curriculum of local Thai dessert-making, lesson plan, an achievement test, an evaluation form of operational skill for local Thai dessert-making, and the satisfaction assessment form toward the curriculum. The statistical data that was used for data analysis were frequency, percentage, mean, standard deviation, the dependent samples t-test, and the content analysis. The findings of the research study were as follows: 1) for the study of fundamental information with relevant people by using questionnaires and interviewing, they required developing the curriculum, 2) for the curriculum development, it was consistent and appropriate with an Index of Item Objective Congruence (IOC) of 1.00, 3) for the curriculum trial, students interested, focused, and cooperated in the activities as well, and 4) the evaluation results found that the achievement of students after taking the course was higher than before taking the course with the statistical significance at the .05 level. The operational skills for local Thai dessert-making of students were good overall. The satisfaction of students toward the curriculum for local Thai dessert-making; overall, it was at a high level. Furthermore, the curriculum should be improved in terms of the time for learning activities and instructional media.</p> <p> </p> <p><strong>Keywords:</strong> Curriculum Development, Thai Desserts, Local Wisdom</p><p> </p> ปานทิพย์ เกษสมบูรณ์ ทองปาน บุญกุศล สุพจน์ เกิดสุวรรณ์ Copyright (c) 2022-07-09 2022-07-09 23 1 123 141 การพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ เรื่องประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jedu/article/view/13884 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ เรื่องประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้หน่วยการเรียนรู้ เรื่องประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจ หน่วยการเรียนรู้ เรื่องประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวังเด็กวัฒนา จำนวน 20 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 (เดือนมิถุนายน – กรกฎาคม) ด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม ใช้เวลาเรียน 5 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย1) หน่วยการเรียนรู้ เรื่องประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง 2)แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิง จำนวน 10 ชั่วโมง 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อหน่วยการเรียนรู้ เรื่องประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) หน่วยการเรียนรู้ เรื่องประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง มีระดับคุณภาพเท่ากับ 4.88 อยู่ในเกณฑ์ระดับดีมาก 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยใช้หน่วยการเรียนรู้ เรื่องประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ความพึงพอใจที่มีต่อหน่วยการเรียนรู้ เรื่องประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง อยู่ในระดับมาก</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ประเพณีแห่พระแข่งเรือ, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, ความพึงพอใจ</p> <p><strong> </strong></p> <p> </p><p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p>The purposes of research were 1) to deverlopment of local learning unit of the traditional long boat racing festival 2)to investigate the learning achievement of students through the employment of a learning unit of the traditional long boat racing festival, Social Studies, Religion and Culture Department, designed for Grade 5<sup>th</sup> students in Langsuan district, Chumphon province. 3) It also seeked to find out students’ satisfaction towards the development of this learning unit.</p> <p>Twenty Grade 5<sup>th</sup> students studying in Wangdekwattana school in during the first semester of the academic year 2021 (From June 2021 to July 2021) were cluster random selected as research samples and participated in this study. The study took five weeks. A set of ten-hour lesson plans consisting of instructional plans and worksheets, a learning achievement pretest and posttest, and a satisfaction questionnaire towards the learning unit of the traditional long boat racing festival were used as research instruments. Data were anlyzed by using mean, standrd deviation and t-test</p> <p>The research findings were as follows 1) The local learning unit of the traditional long boat racing festival had the most suitable quality 2) Grade 5<sup>th</sup> students who were taught with the local learning unit of the traditional long boat racing festival had posttest achievement higher than the pretest significant at p &lt; .01 level 3) The students’ satisfaction towards the learning unit was at a high level</p> <p> </p> <p class="TUParagraphNormal"><strong>Keywords: </strong>The Traditional Long Boat Racing Festival, Learning Achievement, Satisfaction</p> สุริยา ปาระจูม ชุติมา วัฒนะคีรี สุพจน์ เกิดสุวรรณ์ Copyright (c) 2022-07-09 2022-07-09 23 1 142 152 ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้เมตาคอกนิชันในการแก้ปัญหาร่วมกับคำถามระดับสูงที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์และการกำกับตนเองในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jedu/article/view/13885 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์กับเกณฑ์ร้อยละ 70 และเพื่อศึกษาการกำกับตนเองในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยในเมตาคอกนิชันในการแก้ปัญหาร่วมกับคำถามระดับสูง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนบ้านสวนจั่น (อนุสรณ์) จังหวัดชลบุรี จำนวน 1 ห้องเรียน 49 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้เมตาคอกนิชันในการแก้ปัญหาร่วมกับคำถามระดับสูง แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ มีค่าความเชื่อมั่น .82 ค่าความยากตั้งแต่ .51-.61 และค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .23-.35 และแบบประเมินการกำกับตนเองในการเรียน มีค่าความเชื่อมั่น .89 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบแบบทีกลุ่มตัวอย่างเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้เมตาคอกนิชันในการแก้ปัญหาร่วมกับคำถามระดับสูงสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) การกำกับตนเองในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้เมตาคอกนิชันในการแก้ปัญหาร่วมกับคำถามระดับสูง อยู่ในระดับปฏิบัติบ่อยครั้ง มีค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.71 และ .82 ตามลำดับ</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้เมตาคอกนิชันในการแก้ปัญหาร่วมกับคำถามระดับสูง, ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์, การกำกับตนเองในการเรียน</p> <p><strong> </strong></p> <p> </p><p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p>The purpose of this research were to compare the students’ mathematical problem solving ability with 70 percent criterion and to study the self-regulation of learning of ninth-grade students after obtaining mathematics learning activities using metacognition in problem-solving with higher-order questions. The sample of this study was 49 students in ninth grade in the second semester of the 2019 academic year at Bansuanjananusorn School. They were randomly selected by using cluster random sampling. The instruments were lesson plans, a mathematical problem-solving ability test (with the reliability of .82, the difficulty between .51 - .61 and the discrimination between .23 - .35) and a self-regulation learning evaluation form (with the reliability of .89). The data were analyzed by arithmetic mean, standard deviation, and t-test for one sample.</p> <p>The results showed that 1) the mathematical problem-solving ability of the sample group after obtaining mathematics learning activities using metacognition in problem-solving with higher-order question was higher than 70 percent criterion at .01 level of statistical significance. 2) Self-regulation of learning of the sample group after obtaining mathematics learning activities by using metacognition in problem-solving with higher-order question was in the frequently level with the arithmetic mean and standard deviation of 2.71 and .82 respectively.</p> <p><strong>Keywords:</strong> Metacognition in Problem Solving with Higher-Order Questions, Mathematical Problem-Solving Ability, Self-Regulation of Learning</p> <p> </p> <p><strong> </strong></p><p> </p> ปัญจวิชญ์ ทองสุข เวชฤทธิ์ อังกนะภัทรขจร คมสัน ตรีไพบูลย์ Copyright (c) 2022-07-09 2022-07-09 23 1 153 169 การศึกษาองค์ประกอบสมรรถนะของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูคณิตศาสตร์ในยุค 4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jedu/article/view/13887 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong></p> <p>การศึกษาวิจัย เรื่อง การศึกษาองค์ประกอบสมรรถนะของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูคณิตศาสตร์ในยุค 4.0 มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบสมรรถนะของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูคณิตศาสตร์ในยุค 4.0 2) เพื่อศึกษาสมรรถนะของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูคณิตศาสตร์ในยุค 4.0 และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูคณิตศาสตร์ในยุค 4.0 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ซึ่งกลุ่มที่ 1 เป็นนักศึกษาคณิตศาสตร์ที่ออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู จำนวน 37 คน และกลุ่มที่ 2 เป็นครูพี่เลี้ยงของนักศึกษาคณิตศาสตร์ที่ออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูจังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์เพื่อศึกษาองค์ประกอบสมรรถนะ ฯ 2) แบบประเมินสมรรถนะ ฯ และ3) แบบสัมภาษณ์แนวทางในการพัฒนาสมรรถนะ ฯ ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบสมรรถนะของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูคณิตศาสตร์ในยุค 4.0 ประกอบด้วย สมรรถนะแกนกลางของครูในยุค 4.0 และสมรรถนะทางทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ 2) ผลการประเมินสมรรถนะฯ จากนักศึกษาประเมินตนเองและครูพี่เลี้ยงประเมินนักศึกษาซึ่งวิเคราะห์ด้วยสถิติ t – test independent พบว่า สมรรถนะแกนกลางของครูในยุค 4.0 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ในประเด็นการสร้างนวัตกรรมและการใช้เทคโนโลยี และสมรรถนะทางทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ในประเด็นการแก้ปัญหา ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และการใช้เทคโนโลยีทางคณิตศาสตร์และ 3) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูคณิตศาสตร์ในยุค 4.0 ได้แก่ (1) การบริหารจัดการชั้นเรียน (2) ปรับเนื้อหาในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสื่อนวัตกรรมและ (3) จัดกิจกรรมส่งเสริมสมรรถนะการใช้เทคโนโลยีด้านคณิตศาสตร์</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> สมรรถนะครูคณิตศาสตร์, นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู, ครูยุค 4.0<strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p> </p><p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p>Researching study on the Competencies of Components of Mathematics interns in 4.0 Era. This research objectives are: 1) To study the competencies of components of interns in teaching experience in mathematics in the 4.0 era. 2) To study the competencies of interns in teaching experience in mathematics in the 4.0 era, and 3) To study the intern's development of teaching in mathematics in the 4.0 era. The samples that used in study will be divided into two groups. The first group, there are 37 interns in Mathematics department who will be sent out to internship. The second group, there are 18 mentors in the Mathematics Department who take care of intern. The devices used to collect data detail as follows 1) An interview form to study competencies of components, 2) A competencies assessment form, and 3) An interview form for guidelines for competencies development. The results were as follows: 1) The competency of interns in the 4.0 era consisted of 2 parts: the core of teachers’ competencies in the 4.0 era, the mathematical capacity of skills and processes. 2) Performance assessment results The self-assessment students and student mentors, analyzed by t-test independent statistic, found that the core competencies of teachers in the 4.0 era were statistically different at 0.05 in terms of innovation and technology and skill competency. The mathematical processes differed statistically at 0.05 in problem solving, creativity and use of mathematical technology, and 3) Course for improving the competency of interns in the 4.0 era. Such as (1) effective classroom management, (2) adjusting the compulsory courses related to the creation of innovative media, and (3) organizing compulsory activities in the curriculum or extracurricular on promoting competency in the using technology in mathematical.</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>Keywords:</strong> Teachers’ competencies, Intern, Teachers in the 4.0 era</p> <p> </p> มนัชญา คำแย้ม วิชาฤทธิ์ เกษศรี สุริยกมล วงษ์ยะลา ทวีสิทธิ์ ปัญญายง Copyright (c) 2022-07-09 2022-07-09 23 1 170 189 ผลของการเข้าร่วมกิจกรรมการละเล่นไทย ที่มีต่อการควบคุมตนเอง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jedu/article/view/14204 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong></p> <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ 1) การควบคุมตนเองในนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมการละเล่นไทย ก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรม 2) การควบคุมตนเองของนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมการละเล่นไทยและนักเรียน ที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมการละเล่นไทย กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย โดยวิธีการจับฉลากห้องเรียนจากจำนวน 6 ห้อง เพื่อให้ได้ห้องเรียนตัวอย่าง 2 ห้อง จากนั้นจึงทำการสุ่มเข้ากลุ่ม ให้เป็นห้องเรียนทดลอง ประกอบด้วยนักเรียนจำนวน 30 คน และห้องเรียนควบคุม ประกอบด้วยนักเรียนจำนวน 30 คน ได้ทำการทดลองเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินพฤติกรรมการควบคุมตนเองพื่อวัดการควบคุมตนเอง 3 ด้าน คือ การควบคุมตนเองด้านอารมณ์ การควบคุมตนเองด้านสังคม และการควบคุมตนเองด้านความรับผิดชอบ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Paired – Sample t-test และ Independent t-test ผลการศึกษาพบว่า 1) ภายหลังนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมการละเล่นไทย มีคะแนนการควบคุมตนเอง สูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรม 2) และนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมการละเล่นไทย มีคะแนนการควบคุมตนเองสูงกว่านักเรียนที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรม</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การละเล่นไทย, การควบคุมตนเอง, เด็กวัยเรียน<strong> </strong></p> <p> </p><p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p>This research aimed to compare: 1) Self-control among students participating in Thai traditional play activities before and after participating in the activity and 2) Self-control of students participating in Thai traditional play activities and students who did not participate in it. The sample group in this research was a grade 1 student in the first semester of the academic year 2019, which was obtained from a simple random sampling by drawing lots from 6 rooms to get 2 sample classrooms. Then randomly assigned to a random group be an experimental classroom consisting of 30 students and a control classroom consisting of 30 students. The experiment was conducted from June 3 to July 31, 2019. The tool used to collect data was the Self-Control Behavior Assessment to measure 3 aspects of self-control, namely emotional self-control. social self-control and self-control of responsibility. The data were statistically analyzed by the Paired-Sample t-test and Independent t-test. The results indicated that: 1) After the students who participated in the Thai traditional play activities had higher self-control scores than before participating in the activity. and 2) students who participated in Thai traditional play activities had higher self-control scores than students who did not participate in the activities.</p> <p><strong>Keywords:</strong> Self-Control, Thai Traditional Play, School-Age Children</p><p> </p> เสาวลักษณ์ กันภัย บัญญัติ ยงย่วน พัชรินทร์ เสรี Copyright (c) 2022-07-09 2022-07-09 23 1 190 203 การประเมินโครงการการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวทางศาสตร์พระราชาของโรงเรียนบ้านซิแบร https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jedu/article/view/14401 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงประเมิน มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางศาสตร์พระราชาของโรงเรียนบ้านซิแบร ตามรูปแบบ CIPPIEST MODEL เป็นกรอบการประเมิน 8 ด้าน คือ 1) ด้านสภาพแวดล้อม 2) ด้านปัจจัยเบื้องต้น 3) ด้านกระบวนการ 4) ด้านผลผลิต 5) ด้านผลกระทบ 6) ด้านประสิทธิผล 7) ด้านความยั่งยืน และ 8) ด้านการถ่ายทอดส่งต่อ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 7 คน ครูผู้รับผิดชอบโครงการ จำนวน 1 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียน 14 คน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – มัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 143 คน และผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – มัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 87 คน รวม 261 คน ระหว่างปีการศึกษา 2562-2564 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยประยุกต์ใช้การประเมินโครงการตามรูปแบบ CIPPIEST MODEL การวิเคราะห์ข้อมูลเมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด โดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ซึ่งนำเสนอเสนอในรูปแบบตารางประกอบการบรรยาย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผลการประเมินโครงการผ่านเกณฑ์ประเมินทั้ง 8 ด้าน ด้านบริบท ด้านกระบวนการ ด้านผลผลิต ด้านผลกระทบ ด้านประสิทธิผล ด้านความยั่งยืน และด้านการถ่ายทอดส่งต่อ อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านปัจจัยอยู่ในระดับมาก</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การประเมินโครงการ, หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง<strong> </strong></p> <p> </p><p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p>This research is an assessment research. The objectives were to evaluate the project of learning activities on the philosophy of a sufficient economy according to the royal science of Ban Zibrae School by using the format CIPPIEST Model with eight aspects: 1) context, 2) input, 3) process, 4) product, 5) effect, 6) effectiveness, 7) sustainability and 8) transportability. This data was collected from 9 experts, 7 being chairmen of the basic educational school committees, 1 teacher in charge of the project, 14 teachers from educational personnel in schools, 143 Prathomsuksa 4-Matthayomsuksa 2 students and 87 Prathomsuksa 4-Matthayomsuksa 2 student’s parents, the total number were 261 respondents during the academic year 2019-2021. A tool used to collect data was a five-rating scale questionnaire used for the project evaluation based on the CIPPIEST MODEL. The data was analyzed by using frequency, percentage, mean and standard deviation and presented in tables with descriptions.</p> <p>The results of the evaluation found that the overall evaluation of the context of the project of learning activities on the philosophy of a sufficient economy according to the royal science of Ban Zibrae School found that it was at the highest level and passed the assessment criteria. When considering the results of the assessment in all 8 aspects: context, input, process, product, effect, effectiveness, sustainability and transportability are at the highest level. The context evaluation results are at a high level.</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>Keywords:</strong> The Evaluation on the Context of the Project, The Philosophy of a Sufficient Economy</p> <p> </p><p> </p> ประเสริฐ สุขสวัสดิ์ Copyright (c) 2022-07-09 2022-07-09 23 1 204 221 กองบรรณาธิการ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jedu/article/view/14590 <p><strong>คณะกรรมการที่ปรึกษา</strong><strong> </strong></p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งทิวา แย้มรุ่ง คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p>รองศาสตราจารย์ ดร.องอาจ นัยพัฒน์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิริพันธ์ ศรีวันยงค์ ข้าราชการบำนาญ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นัทธีรัตน์ พีระพันธุ์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p><strong> </strong></p> <br /> <p><strong>บรรณาธิการ</strong><strong> </strong></p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุธาวัลย์ หาญขจรสุข มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <br /> <p><strong>ผู้ช่วยบรรณาธิการ</strong><strong> </strong></p> <p> </p> <p>รองศาสตราจารย์ ดร.อิทธิพัทธ์ สุวทันพรกูล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ<strong> </strong></p> <p> </p><p><strong>กองบรรณาธิการ</strong><strong></strong></p> <p> </p> <p>รองศาสตราจารย์ ดร.กันต์ฤทัย คลังพหล มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์</p> <p>รองศาสตราจารย์ ดร.เพ็ญนภา กุลนภาดล มหาวิทยาลัยบูรพา</p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดวงใจ สีเขียว มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.แจ่มจันทร์ ศรีอรุณรัศมี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อภิรักษ์ อนะมาน มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช</p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิทธิชัย วิชัยดิษฐ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรางคณา โสมะนันทน์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัญชนา สุขสมจิตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา</p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิราพร รอดพ่วง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต</p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรุณี หงส์ศิริวัฒน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรวิทย์ นิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย</p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรรษา ตระกูลบางคล้า มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา</p> <p>อาจารย์ ดร.ชนันภรณ์ อารีกุล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p>อาจารย์จีรพัฒน์ ศิริรักษ์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p>นางสาวสมวรรณ เอี่ยมวิจิตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> กองบรรณาธิการ วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ Copyright (c) 2022-07-11 2022-07-11 23 1 สารบัญ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jedu/article/view/14591 <p><strong>บทความวิจับ</strong></p><p><strong>บทความวิขาการ</strong></p> กองบรรณาธิการ วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ Copyright (c) 2022-07-11 2022-07-11 23 1 กระบวนการพิจารณาบทความ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jedu/article/view/14587 <p><strong>วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ ปีที่ </strong><strong>23 ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - มิถุนายน 2565</strong></p> <p><strong>Srinakharinwirot Academic Journal of Education Vol.23 No.1 January - June 2022</strong></p> <p><strong> </strong></p> กองบรรณาธิการ วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ Copyright (c) 2022-07-09 2022-07-09 23 1 คู่มือสำหรับผู้เขียนบทความวารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jedu/article/view/14589 <p>วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ จัดทำโดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ<strong>เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ทั้งในลักษณะที่เป็นบทความวิชาการ และบทความวิจัย ซึ่งแสดงให้เห็นสาระความรู้ใหม่จากการทบทวนวรรณกรรม ระเบียบวิธีวิจัยผลการวิจัย การสรุปอภิปราย และหรือการนำไปใช้เพื่อความน่าเชื่อถือและประโยชน์เชิงวิชาการ ในศาสตร์ของศึกษาศาสตร์และสังคมศาสตร์</strong> โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่า 2 คน (Double blinded) เป็นผู้ประเมินบทความก่อนดำเนินการเผยแพร่ลงในวารสาร ซึ่งมีวาระออกเผยแพร่เป็นประจำทุกปี ปีละ 2 ฉบับ (มกราคม - มิถุนายน และ กรกฎาคม - ธันวาคม) โดยปัจจุบันวารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ ได้รับการรับรองจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (ศูนย์ TCI) ให้อยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่ม 2</p> กองบรรณาธิการ วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ Copyright (c) 2022-07-09 2022-07-09 23 1 การสร้างความรู้ด้วยตนเองเพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ ระดับประถมศึกษาในศตวรรษที่ 21 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jedu/article/view/14407 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong></p> <p>ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) มาจากทฤษฎีพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของเพียเจต์ (Piaget) และวัฒนธรรม สังคม และภาษาของวีก็อทสกี้ (Vygotsky) เป็นทฤษฎีว่าด้วยเรื่อง การเรียนรู้ การเกิดขึ้นที่อยู่ในบริบทของผู้เรียนได้สร้างความรู้ ขณะที่ได้รับประสบการณ์ในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การดู การฟัง การชิม การดม หรือการสัมผัส อีกหนึ่งความสำคัญของการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง คือ ความรู้ใหม่ที่มนุษย์รับเข้ามามาผสมกับความรู้เดิมที่มีอยู่ ถ้าไม่สมดุลจะมีการปรับโครงสร้างทางปัญญา รวมถึงสังคมและภาษาเป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้มนุษย์มีพัฒนาการที่สมบูรณ์แบบ จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า การสร้างความรู้ด้วยตนเองในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษส่งผลให้ประสิทธิภาพในทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนของผู้เรียนนั้นสูงขึ้น จากกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นสำหรับผู้เรียนในระดับประถมศึกษา เช่น การฟังเพลงภาษาอังกฤษ การพูดคุยกับอาจารย์ชาวต่างชาติ การอ่านและเขียนอีเมลตอบกลับจากเพื่อนชาวต่างชาติ ฯลฯ จึงมีความจำเป็นที่ครูผู้สอนควรส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติและพัฒนาทั้งปัจจัยภายใน คือ ด้านปัญญา ปัจจัยภายนอก คือ ด้านสังคมอย่างต่อเนื่อง บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับความหมายและแนวคิดทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง กลวิธีการสร้างความรู้ด้วยตนเองเพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ในด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองเพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จะเป็นการเพิ่มศักยภาพให้กับตัวผู้เรียนเองรวมถึงให้ความสำคัญกับบทบาทของครูผู้สอนถือเป็นปัจจัยแวดล้อมที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อผู้เรียนอีกประการหนึ่ง<strong> </strong>นอกจากนี้ข้อมูลที่ได้ยังเป็นองค์ความรู้สำหรับบุคลากรทางการศึกษา ผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้สนใจที่จะศึกษา เพื่อให้มีความเข้าใจในการเรียนรู้และแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาพฤติกรรมในการสร้างความรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อวงการศึกษาต่อไป</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>:</strong> การสร้างความรู้ด้วยตนเอง, กลวิธีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง, ทฤษฎีพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญา</p> <p><strong> </strong></p> <p> </p><p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p>Constructivism is based on intellectual development theory of Piaget and culture, social and language of Vygotsky. In constructing knowledge, new knowledge is mixed to the old one. If it is not balanced, it will adapted the intellectual structure. Moreover, social and language is the factor to enhance humans to be the perfect development. From the document and the research, Constructivism in studying English can make students in listening, speaking, reading and writing efficiently from the activities in elementary level. It is necessary that teachers should enhance students to practice and develop in intelligence and society. The article aims to give knowledge in the meaning and the theory of Constructivism. Constructivist Mechanism in listening, speaking, reading and writing including the application in constructing the theory of Constructivism to enhance learning skills in the 21<sup>st</sup>. That can multiply the students’ potential and teachers’ role. In addition, benefit is for teachers, educational and concerned people to understand in learning ways and developing behavior in Constructivism efficiently in education the most.</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>Keywords:</strong> Constructivism, Constructivist Mechanism, Intellectual Development Theory</p> <p> </p><p> </p> นัยนา ถาวรายุศม์ Copyright (c) 2022-07-09 2022-07-09 23 1 222 237