Journal of Research for Learning Reform (วารสารวิจัยเพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/erdi en-US <p><span>1) <span lang="TH">ต้องรับรองว่าผลงานที่ส่งมานั้นเป็นผลงานใหม่และไม่เคยตีพิมพ์ที่ใดมาก่อน</span></span></p> <p><span>2) <span lang="TH">เนื้อหาของบทความจะต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของวารสาร</span> <span lang="TH">และบทความต้องไม่คัดลอกผลงานของบุคคลอื่น</span> </span></p> <p><span>3) <span lang="TH">ต้องรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการทำวิจัย</span> <span lang="TH">ไม่บิดเบือนข้อมูลหรือให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ</span></span></p> <p><span>4) <span lang="TH">ต้องเขียนบทความให้ถูกต้องตามรูปแบบที่กำหนดไว้ใน</span> “<span lang="TH">คำแนะนำสำหรับผู้เขียน</span>” </span></p> <p><span>5) <span lang="TH">ต้องปรับบทความตามรูปแบบและขนาดตัวอักษรตามแบบฟอร์ม</span> (template) <span lang="TH">ของวารสาร</span></span></p> <p><span>6) <span lang="TH">ผู้เขียนที่มีชื่อปรากฏในบทความทุกคนต้องเป็นผู้ที่มีส่วนในการดำเนินการวิจัยจริง</span></span></p> <p><span>7) <span lang="TH">ต้องอ้างอิงผลงานของผู้อื่น</span> <span lang="TH">กรณีที่มีการนำผลงานเหล่านั้นมาใช้ในผลงานของตัวเอง</span> <span lang="TH">รวมทั้งจัดทำรายการอ้างอิงท้ายบทความ</span></span></p> <p><span>8) <span lang="TH">ต้องตรวจสอบความถูกต้องของรายการเอกสารอ้างอิงทั้งในแง่ของรูปแบบและเนื้อหา</span></span></p> <p><span>9) <span lang="TH">ไม่ควรนำเอกสารวิชาการที่ไม่ได้อ่านมาอ้างอิงหรือใส่ไว้ในเอกสารอ้างอิง</span> <span lang="TH">ควรอ้างอิงเอกสารเท่าที่จำเป็นอย่างเหมาะสม</span> <span lang="TH">ไม่ควรอ้างอิงเอกสารที่มากจนเกินไป</span> </span></p> <p><span>10) <span lang="TH">ต้องระบุแหล่งทุนที่สนับสนุนในการทำวิจัยนี้และ</span> / <span lang="TH">หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน</span> (<span lang="TH">หากมี</span>) <span lang="TH">จะต้องระบุในบทความและแจ้งให้บรรณาธิการทราบ</span></span></p><br /> jrlrerdi@gmail.com (Dr.Somsamer Thaksin and Dr. Pinyo Wongthong) sawarin@g.swu.ac.th (Sawarin Nilauthai) Thu, 28 Dec 2023 10:25:04 +0000 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/erdi/article/view/15399 <p> </p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) 2) สร้างและตรวจสอบคุณภาพกลยุทธ์ การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) 3) ทดลองใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) 4) ประเมินผลการใช้กลยุทธ์ การบริหารจัดการเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยคือครู โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) ปีการศึกษา 2565 จำนวน 64 คน ผู้ให้ข้อมูลในการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ มีจำนวน 15 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการตรวจสอบคุณภาพของกลยุทธ์มีจำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบรายงานผลสัมฤทธิ์ และแบบติดตาม วิเคราะห์ข้อมูลโดย การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) จากการวิเคราะห์สภาวะแวดล้อมภายในโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด และจากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกโดยรวมและรายข้ออยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมและรายข้ออยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลการสร้างกลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์ และ ผลตรวจสอบคุณภาพกลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) มีความเหมาะสม ความสอดคล้อง ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) การทดลองใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) ดำเนินการจำนวน 5 กลยุทธ์ ตลอดปีการศึกษา 2565 การดำเนินการเป็นไปตามแผนพัฒนาการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) ผลการทดลองใช้ระดับการปฏิบัติทั้ง 5 กลยุทธ์ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลสัมฤทธิ์ของผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้ง 5 กลยุทธ์ ในภาพรวมสูงขึ้นทุกกลยุทธ์ คิดเป็นร้อยละ 96.49 4) การประเมินผลการใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) 4.1) ผลการประเมินสมรรถนะของผู้เรียน จากการใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) 4.1.1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ปีการศึกษา 2565 พบว่า จากผู้เรียน จำนวน 1,369 คน ที่ใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) ในการจัดการเรียนการสอนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระดับดีเยี่ยม จำนวน 658 คน ร้อยละ 48.06 ระดับดีมาก จำนวน 262 คน ร้อยละ 19.13 ระดับดี จำนวน 194 คน ร้อยละ 14.17 และไม่มีผู้เรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์ 4.1.2) ผลการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน ปีการศึกษา 2565 เรื่องการตรงต่อเวลา ความรับผิดชอบ การแต่งกาย และกริยามารยาทอยู่ในระดับดีขึ้นไป จำนวน 1,369 คน ร้อยละ 100 ทุกประเด็นการประเมิน 4.2) ผลการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนของครูจากการใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) จำนวน 15 เรื่อง ร้อยละ 100 4.3) ผลสัมฤทธิ์ด้านพัฒนาเครือข่ายการพัฒนาครูจากการใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) มีเครือข่ายชุมชนแห่งการการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ครบถ้วนตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ จำนวน 9 เครือข่าย คิดเป็นร้อยละ 100 4.4) ผลการประเมินความพึงพอใจของครู ที่มีต่อการใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ปิลันธร คงจุ้ย Copyright (c) 2023 Journal of Research for Learning Reform (วารสารวิจัยเพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/erdi/article/view/15399 Thu, 28 Dec 2023 00:00:00 +0000 การใช้ทุนกับการจัดการเรียนรู้ของครูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก https://ejournals.swu.ac.th/index.php/erdi/article/view/15640 <p>บทความวิจัยนี้มุ่งศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจัดเรียนรู้ของครูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจังหวัดจันทบุรี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลกับครูในศูนย์เด็กเล็กจังหวัดจันทบุรีที่มีระยะเวลาในการทำงานเป็นครูในศูนย์ฯ ไม่น้อยกว่า 1 ปี ขึ้นไป จำนวน 129 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรง มี 3 ส่วน ได้แก่ (1) คุณลักษณะพื้นฐานของครู (2) ปัจจัยด้านทุน และ (3) การจัดการเรียนรู้ และทำการวิเคราะห์ข้อมูล 2 ระดับ ได้แก่ (1) การวิเคราะห์ตัวแปรเดียว โดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด และค่าต่ำสุด และ (2) การวิเคราะห์หลายตัวแปร โดยใช้การวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ และใช้การเลือกตัวแปรเข้าสมการแบบปกติ ผลการวิจัย พบว่า ครูในศูนย์เด็กเล็กส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 98.4 โดยสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี ร้อยละ 66.7 และกว่าร้อยละ 70.7 มีวุฒิการศึกษาปฐมวัยหรือวุฒิที่เกี่ยวข้อง เมื่อพิจารณาด้านการใช้ทุนพบว่า ครูมีการใช้ทุนสัญลักษณ์สูงที่สุด ร้อยละ 83.4 รองลงมาคือ การใช้ทุนวัฒนธรรมและการใช้ทุนเศรษฐกิจ ร้อยละ 79.7 เท่ากัน เป็นที่น่าสังเกตว่า ครูมีการใช้ทุนสังคม ต่ำที่สุด ร้อยละ 69.4 และเมื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจัดการเรียนรู้ พบว่า ทุนวัฒนธรรม ทุนเศรษฐกิจ และทุนสัญลักษณ์ มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ซึ่งตัวแปรอิสระทั้งหมดที่นำมาวิเคราะห์ สามารถอธิบายการผันแปรของการจัดการเรียนรู้ ได้อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 โดยมีค่าความผันแปรที่ร้อยละ 39.0 (R<sup>2</sup> = 0.390)</p> WATTANACHAI KWALAMTHAN, Geawalin Ngampiriyakorn Copyright (c) 2023 Journal of Research for Learning Reform (วารสารวิจัยเพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/erdi/article/view/15640 Thu, 28 Dec 2023 00:00:00 +0000 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และทักษะความคิดสร้างสรรค์ในรายวิชางานช่างของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/erdi/article/view/15578 <p> </p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะความคิดสร้างสรรค์ในรายวิชางานช่างของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 1 ห้องเรียน ซึ่งมีนักเรียน 19 คน โดยใช้วิธีสุ่มแบบกลุ่ม จากนักเรียน 6 ห้องเรียน จำนวน 150 คน ของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ดำเนินการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ในรูปแบบโครงงานโดยใช้ระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ชุดกิจกรรมโดยใช้โครงงานเป็นฐานในรายวิชางานช่าง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์ สถิติที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และ t – test แบบ Dependent ผลการวิจัยพบว่า ผู้เรียนมีทักษะความคิดสร้างสรรค์ตามองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ประกอบด้วยความคิดคล่องแคล่ว ความคิดยืดหยุ่น ความคิดริเริ่ม และความคิดละเอียดลออ ซึ่งเป็นผลจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานในรายวิชางานช่างประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นให้ความรู้พื้นฐาน 2) ขั้นกระตุ้นความสนใจ 3) ขั้นจัดกลุ่มร่วมมือ 4) ขั้นแสวงหาความรู้ 5) ขั้นสรุปสิ่งที่เรียนรู้ และ 6) ขั้นนำเสนอผลงาน จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผู้เรียนได้สืบค้นข้อมูล กำหนดประเด็นปัญหา วางแผน และออกแบบการคิดแก้ปัญหาในการทำงานร่วมกันในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน ซึ่งสามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนได้ โดยผลการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .00 (p &lt; .05)</p> พะเยาว์ ตองแก้ว Copyright (c) 2023 Journal of Research for Learning Reform (วารสารวิจัยเพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/erdi/article/view/15578 Thu, 28 Dec 2023 00:00:00 +0000 การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการปฐมพยาบาลด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น https://ejournals.swu.ac.th/index.php/erdi/article/view/15061 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหลักสูตรอบรมการปฐมพยาบาลด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และ 2) ประเมินประสิทธิผลของหลักสูตรการปฐมพยาบาลด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 60 คน ซึ่งได้จากการสุ่มอย่างง่าย โดยแบ่งเป็นนักเรียนนำร่อง จำนวน 30 คน และนักเรียนในสถานการณ์จริง 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) หลักสูตรอบรมการปฐมพยาบาล 2) แบบประเมินหลักสูตรฝึกอบรม 3) แบบทดสอบความรู้เรื่องการปฐมพยาบาล และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจต่อหลักสูตรการฝึกอบรม ดำเนินการวิจัย 2 ระยะ ระยะที่ 1 การสร้างหลักสูตรฝึกอบรมการปฐมพยาบาลด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ ระยะที่ 2 การทดลองใช้และประเมินประสิทธิผลของหลักสูตรฝึกอบรมการปฐมพยาบาลด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือในสถานการณ์จริง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติทดสอบค่าที ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการประเมินหลักสูตรฝึกอบรมการปฐมพยาบาลด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่าหลักสูตรฝึกอบรมการปฐมพยาบาลในภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิผลของการใช้หลักสูตรอบรมการปฐมพยาบาลด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่าคะแนนทดสอบหลังเรียนมีคะแนนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจต่อหลักสูตรฝึกอบรมการปฐมพยาบาลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่า โดยภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านเนื้อหา ด้านผู้สอน ด้านกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ และด้านการวัดและประเมิน ตามลำดับ</p> Supakit Kampirom Copyright (c) 2023 Journal of Research for Learning Reform (วารสารวิจัยเพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/erdi/article/view/15061 Thu, 28 Dec 2023 00:00:00 +0000 ถ้อยแถลงบรรณาธิการ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/erdi/article/view/15843 <p>ถ้อยแถลงบรรณาธิการ</p> กองบรรณาธิการ Copyright (c) 2023 Journal of Research for Learning Reform (วารสารวิจัยเพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/erdi/article/view/15843 Thu, 28 Dec 2023 00:00:00 +0000 กองบรรณาธิการ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/erdi/article/view/15840 <p>กองบรรณาธิการ</p> กองบรรณาธิการ Copyright (c) 2023 Journal of Research for Learning Reform (วารสารวิจัยเพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/erdi/article/view/15840 Thu, 28 Dec 2023 00:00:00 +0000 แนวทางการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาฐานสมรรถนะสำหรับ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของประเทศไทย https://ejournals.swu.ac.th/index.php/erdi/article/view/15480 <p><span style="font-weight: 400;">บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาฐานสมรรถนะสำหรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของประเทศไทย โดยพิจารณาถึงองค์ประกอบและลักษณะสำคัญของการจัดการศึกษาฐานสมรรถนะ ซึ่งการวัดและประเมินผลการเรียนรู้มีองค์ประกอบ 3 ประการ ได้แก่ การประเมินเพื่อการเรียนรู้ การประเมินขณะเรียนรู้ และการประเมินผลการเรียนรู้ การบริหารหลักสูตรฐานสมรรถนะจะหมายความถึงการกำหนดนโยบายและระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยสถาบันการศึกษาต้องมีระบบและกลไกในการพัฒนาหลักสูตร การวัดและประเมินผล รวมถึง</span><span style="font-weight: 400;">การประกันคุณภาพการศึกษาที่ชัดเจน เนื้อหาในบทความนี้กล่าวถึงประเด็นสำหรับการจัดการศึกษาฐานสมรรถนะเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา</span><span style="font-weight: 400;">โดยมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย 1) องค์ประกอบและลักษณะสำคัญของการจัดการศึกษา</span><span style="font-weight: 400;">ฐานสมรรถนะ 2) แนวทางการวัดและประเมินผลฐานสมรรถนะและประสิทธิภาพของการวัดผลการศึกษาด้วยระบบการศึกษา</span><span style="font-weight: 400;">ฐานสมรรถนะ และ 3) แนวทางการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะและสมรรถนะผู้เรียน ตามลำดับ</span><span style="font-weight: 400;"> อีกทั้งยังได้ระบุรายละเอียด</span><span style="font-weight: 400;">ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาฐานสมรรถนะไว้อย่างชัดเจน สถาบันการศึกษามีบทบาทในการกำกับติดตามการจัดการศึกษาให้เป็นไปตามที่กำหนดอย่างมีคุณภาพ อีกทั้งผู้สอนต้องทำหน้าที่จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้รวมถึงออกแบบการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้ที่อิงสมรรถนะตามที่กำหนด ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษาฐานสมรรถนะสำหรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพสำหรับการพัฒนาประเทศไทยต่อไป</span></p> Phongsak Phakamach Copyright (c) 2023 Journal of Research for Learning Reform (วารสารวิจัยเพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/erdi/article/view/15480 Thu, 28 Dec 2023 00:00:00 +0000 สารบัญ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/erdi/article/view/15844 <p>สารบัญ</p> กองบรรณาธิการ Copyright (c) 2023 Journal of Research for Learning Reform (วารสารวิจัยเพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/erdi/article/view/15844 Thu, 28 Dec 2023 00:00:00 +0000 คำแนะนำสำหรับผู้เขียนและการเตรียมต้นฉบับบทความ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/erdi/article/view/15842 <p>คำแนะนำสำหรับผู้เขียนและการเตรียมต้นฉบับบทความ</p> กองบรรณาธิการ Copyright (c) 2023 Journal of Research for Learning Reform (วารสารวิจัยเพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/erdi/article/view/15842 Thu, 28 Dec 2023 00:00:00 +0000 ความเป็นมา https://ejournals.swu.ac.th/index.php/erdi/article/view/15839 <p>ความเป็นมา</p> กองบรรณาธิการ Copyright (c) 2023 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/erdi/article/view/15839 Thu, 28 Dec 2023 00:00:00 +0000