วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal <p><strong>วัตถุประสงค์ของวารสาร</strong><strong><br /></strong>1. เพื่อเผยแพร่บทความวิจัยสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีคุณภาพ<br />2. เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางการวิจัยสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี<br />3. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพทางการวิจัยสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี<br /><br /><strong>กำหนดการเผยแพร่<br /></strong><strong>วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ </strong>สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ISSN 2985-2641 (Online) มีกำหนดเผยแพร่วารสารปีละ 2 ฉบับ (ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม) ที่เว็บไซต์ <a href="https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/swujournal" target="_blank" rel="noopener">https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/swujournal</a><br /><br /><strong>การรับรองคุณภาพของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย<br /></strong><strong>วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ </strong>สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นวารสารวิชาการที่ผ่านเกณฑ์เชิงปริมาณในการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย [Thai-Journal Citation Index (TCI) Centre] รอบที่ 4 (พ.ศ. 2563-2567) และเป็นวารสารที่ผ่านการรับรองคุณภาพของ TCI (ระยะเวลา 5 ปี จนถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567) และอยู่ในฐานข้อมูล TCI <strong>กลุ่มที่ </strong><strong>1</strong><br /><br /><strong>วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ </strong>สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ISSN 2985-2641 (Online) ไม่มีนโยบายเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ (Article Processing Charges, APC) ใด ๆ จากผู้นิพนธ์บทความในทุกขั้นตอนของการประเมินคุณภาพและการเผยแพร่บทความ ผู้นิพนธ์สามารถส่งบทความวิจัยได้ที่เว็บไซต์ <a href="https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/swujournal/about/submissions" target="_blank" rel="noopener">https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/swujournal/about/submissions</a></p> en-US swujournal@gmail.com (รองศาสตราจารย์ ดร.วิชชากร จารุศิริ) swujournal@gmail.com (กองบรรณาธิการวารสาร) Sun, 30 Dec 2018 00:00:00 +0000 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 คำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์บทความวิจัย (สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10877 คำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์ บทความวิจัย Copyright (c) 2023 วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10877 Sun, 30 Dec 2018 00:00:00 +0000 การประมาณค่าสัมประสิทธิ์การพาความร้อนแบบธรรมชาติของกล้วยหอมและเผือกสีม่วงอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ (ESTIMATION OF NATURAL CONVECTIVE HEAT TRANSFER COEFFICIENT OF DRIED BANANA AND TARO BY SOLAR DRYING) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10863 <p class="AbstractThai">การวิจัยนี้เป็นการทดลองเพื่อประมาณค่าสัมประสิทธิ์การพาความร้อนแบบธรรมชาติของการทำแห้งกล้วยหอม (เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5 cm ยาว 10.4 cm) และเผือกสีม่วง (หนา 0.5 cm กว้าง 4.7 cm ยาว 7.8 cm) โดยอาศัยความสัมพันธ์ของสมการ <em>Nu = h</em><sub>C</sub><em>X/K = N(Ra)</em><sup>n</sup> เมื่อค่าคงที่ <em>N</em> และ <em>n</em> หาได้จากการวิเคราะห์สมการการถดถอยเชิงเส้น จากการทดลองพบว่า กล้วยหอมและเผือกสีม่วงมีค่าสัมประสิทธิ์การพาความร้อนแบบธรรมชาติ เฉลี่ยเท่ากับ 3.463 และ 3.559 W/m<sup>2 o</sup>C<sup> </sup>ตามลำดับ โดยที่ <em>N</em> สำหรับกล้วยหอมและเผือกสีม่วงมีค่าเท่ากับ 1.000 และ 1.000 ส่วน <em>n</em> สำหรับกล้วยหอมและเผือกสีม่วงมีค่าเท่ากับ 0.253 และ 0.274 ตามลำดับ ที่ค่า <em>Pr</em> เท่ากับ 0.697 และ 6.227 10<sup>7</sup> &lt; <em>Gr</em> &lt; 6.139 10<sup>8<br /><br /></sup><strong>คำสำคัญ:</strong> สัมประสิทธิ์การพาความร้อนแบบธรรมชาติ ผลผลิตทางการเกษตร การทำแห้ง<br /><br />This research was an attempt to estimate the natural convective heat transfer coefficient of Cavendish Banana (diameter of 2.5 cm, lengh of 10.4 cm) and Taro (depth of 0.5 cm, with of 4.7 cm, Lengh of 7.8 cm) in open sun drying conditions. The convective heat transfer coefficient was determined by <em>Nu = h</em><sub>C</sub><em>X/K = N (Ra)</em><sup>n</sup> equation. Values of the constant, <em>N</em> and n were obtained by linear regression analysis. The results showed that the natural convective heat transfer coefficients<strong> </strong>of Cavendish Banana and Taro was 3.463 and 3.559 W/m<sup>2 o</sup>C, when <em>N</em> for Cavendish Banana and Taro were found to be 1.000 and 1.000, respectively, while <em>n</em> were found to be 0.253 and 0.274, for Cavendish Banana and Taro, respectively, at <em>Pr</em> = 0.697 and 6.227 10<sup>7</sup> &lt; <em>Gr</em> &lt; 6.139 10<sup>8</sup>.<br /><br /><strong>Keywords:</strong> Convective Heat Transfer Coefficient, Agricultural Product, Dehydration, <a href="http://www.mitratani.my.id/">Mitra Tani</a></p> จักราวุฒิ เตโช, อีลีหย๊ะ สนิโซ Copyright (c) 2023 วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10863 Sun, 30 Dec 2018 00:00:00 +0000 การเปรียบเทียบประสิทธิภาพการแยกตัวประกอบของชุดข้อมูลที่มีเลขประจำหลักเดียวกัน ตั้งแต่ 2 – 20 หลักด้วย Pollard’s rho Algorithm และ Fermat’s Factorization Method https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10864 <p>งานวิจัยนี้ได้นำเสนอการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการแยกตัวประกอบ เป็นการวิจัยเชิงทดลองด้วยวิธี Pollard's rho Algorithm และ Fermat's Factorization Method ทั้งสองอัลกอริทึมนั้นเป็นอัลกอริทึมที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน หากเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการแยกตัวประกอบของตัวเลขทั่วไปแล้วนั้นทั้ง 2 อัลกอริทึม มีประสิทธิภาพในการทำงานแตกต่างกัน โดยทดลองด้วยชุดข้อมูลที่มีค่าข้อมูลเลขประจำหลักเดียวกันทั้งหมด ดังนั้นจึงนำอัลกอริทึมแยกตัวประกอบทั้ง 2 แบบ โดยใช้ชุดข้อมูลตัวเลขทั้งสิ้น 171 ชุด ซึ่งประกอบไปด้วยตัวเลขตั้งแต่ 2 หลัก จนถึง 20 หลัก โดยมีเลขประจำหลักเดียวกัน เริ่มตั้งแต่ 1-9 และเปรียบเทียบว่าทั้งสองอัลกอริทึมนั้นให้ผลลัพธ์ของเวลาและประสิทธิภาพในการแยกตัวประกอบจากชุดข้อมูลแต่ละชุด โดยการแยกตัวประกอบของชุดข้อมูลที่มีเลขประจำหลักเดียวกันทั้งหมด พบว่า การแยกตัวประกอบวิธี Pollard's rho Algorithm มีประสิทธิภาพด้านความเร็วในการแยกตัวประกอบดีกว่าวิธี Fermat's Factorization Method<br /><br /><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> การแยกตัวประกอบ อัลกอริทึมพอลลาร์ด โร อัลกอริทึมทฤษฏีแฟร์มาต์<br /><br />This research showed the factorization to compare the results of the algorithm used to factorization. Experimental research using Pollard's rho algorithm and Fermat's factorization method, both algorithms are currently popular algorithms. Comparing the efficiency of factorization of common numbers, the two algorithms are not very different in their efficiency. Therefore, the two factorial algorithms are used, using 171 numerical data sets, consisting of 2 - 20 digits, with the same numerals from 1 to 9, and comparing the two algorithms. Comparing these two algorithms gives the results of the time and efficiency of the factorization from each set. The results show that the Pollard's rho algorithm is more efficient and faster than the Fermat's factorization method.<br /><br /><strong>Keywords</strong>: Factorization, Pollard's rho Algorithm, Fermat's Factorization Method</p> จีรศักดิ์ พุ่มเจริญ, ลักษนันท์ พลอยวัฒนาวงศ์ Copyright (c) 2023 วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10864 Sun, 30 Dec 2018 00:00:00 +0000 การสร้างแผนที่น้ำท่วมถึงของแม่น้ำนครนายกด้วยฟรีแวร์และข้อมูลเปิด (CREATING FLOOD INUNDATION MAPS OF NAKHON NAYOK RIVER BY FREEWARE AND OPEN DATA) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10865 <p class="Default">ปัญหาน้ำท่วมของจังหวัดนครนายกโดยแม่น้ำนครนายกมักเกิดขึ้นบ่อยในเขตอำเภอองครักษ์ โดยเฉพาะพื้นที่ตำบลบางลูกเสือ สำหรับปัญหานี้ท้องถิ่นยังขาดแผนที่ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการทำนายพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเรียกว่าแผนที่น้ำท่วมถึง การศึกษานี้จึงใช้ฟรีแวร์ ชื่อ Hec-Ras และข้อมูลเปิด สร้างแผนที่น้ำท่วมถึงขึ้นมา มีทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว เนื่องจากข้อมูลเปิดของพื้นที่ยังมีไม่เพียงพอ จึงยังไม่ได้ทำการปรับเทียบ ทว่าในอนาคตเมื่อมีข้อมูลเพิ่มเติม ก็จะสามารถพัฒนาแผนที่ให้สมบูรณ์ขึ้นได้ในแต่ละปี</p> <p class="Default"><strong>คำสำคัญ:</strong> แผนที่น้ำท่วมถึง บางลูกเสือ แม่น้ำนครนายก Hec-Ras</p> <p class="Default">Flooding problems of Nakhon Nayok Province by Nakhon Nayok River often happen in Ongkharak district, especially on the area of Bang Luk Suea sub-district. For these problems, each local administration has not any maps to use as a tool for predicting where the inundation will take place, which is called as “flood inundation maps”. This study used freeware named Hec-Ras and open data to create flood inundation maps. It provides both pictures and animations. Because the local area data have not been enough, these developing maps were not calibrated yet. But in the future when such an amount of data increases, the maps will be more completed year by year.</p> <p class="Default"><strong>Keywords:</strong> Flood Inundation Map, Bang Luk Suea, Nakhon Nayok River, Hec-Ras</p> ชาญวิทย์ สายหยุดทอง Copyright (c) 2023 วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10865 Sun, 30 Dec 2018 00:00:00 +0000 คุณภาพน้ำจากระบบการเก็บกักน้ำฝนจากหลังคาในตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช (WATER QUALITY OF ROOF RAINWATER HARVESTING SYSTEM IN THAMYAI, THUNG SONG DISTRICT, NAKHON SI THAMMARAT) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10866 <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์คุณภาพน้ำในระบบเก็บกักน้ำฝนจากหลังคาในพื้นที่ชุมชนตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม ตัวอย่างน้ำในภาชนะเก็บกักน้ำฝน จำนวน 40 ครัวเรือน ถูกสุ่มตรวจในช่วงเดือนตุลาคม 2556 เพื่อวิเคราะห์ความขุ่น สี ความเป็นกรด-ด่าง ของแข็งละลายทั้งหมด ซัลเฟต และโคลิฟอร์มแบคทีเรีย ร่วมกับการสำรวจการปฏิบัติด้านสุขาภิบาลน้ำบริโภคของประชาชน ผลการศึกษาพบว่าคุณภาพน้ำฝนจากระบบเก็บกักน้ำจากหลังคามีค่าความเป็นกรด-ด่างและซัลเฟตอยู่เกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ของกรมอนามัย พ.ศ. 2553 แต่พบการปนเปื้อนโคลิฟอร์มแบคทีเรียร้อยละ 100 และค่าความขุ่น สี ไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 17.5 และ 5 ตามลำดับ สาเหตุของการปนเปื้อนอาจมาจากหลายปัจจัย ได้แก่ ความไม่สะอาดของพื้นที่รับน้ำ (หลังคา ราง) และการปฏิบัติด้านสุขาภิบาลน้ำบริโภคของประชาชน โดยพบว่ามีครัวเรือนร้อยละ 67.5 มีการเก็บน้ำฝนแรกทันที ร้อยละ 65 ไม่ได้ทำความสะอาดภาชนะเก็บกักน้ำฝน ร้อยละ 47.5 ไม่มีการปิดฝาภาชนะเก็บกักน้ำฝน ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงปัญหาคุณภาพน้ำบริโภคจากระบบเก็กกักน้ำจากหลังคา ดังนั้นจึงควรมีการให้ข้อมูลแนวทางการสุขาภิบาลระบบเก็บกักน้ำฝนจากหลังคาแก่ประชาชนเพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับความปลอดภัยของน้ำบริโภค<br /><br /><strong>คำสำคัญ:</strong> ระบบเก็บกักน้ำฝนจากหลังคา คุณภาพน้ำ สุขาภิบาล<br /><br />This study involved analyses of roof rainwater harvesting systems at a rural housing society in Tambon Tumyai, Thung Song, Nakhon Si Thammarat, where locate near many industry plants. A total of 40 samples were collected from roofed rainwater tanks and analyzed for turbidity, color, pH, total dissolved solids, sulfate and coliforms on October, 2013. Additional information, including the domestic sanitation practice of people was examined. Analysis of harvested rainwater sample from residential roofs indicated that the measured pH and sulfate generally matched the Department of Health guideline of drinking water B.E. 2010. On the other hand, all water samples have positive for coliform bacteria, which is an important bacteriological parameter. Turbidity and color above the limit levels 17.5 and 5 percentage, respectively. The collected rainwater is contaminated by several factors include; the clean of rooftop catchment area and gutter and the sanitation practice of people. It was found that 67.5% of household do not use first flush diverters, 65% of household do not clean inside rainwater tank, 47.5% of household use rainwater storage tank with no lid. This result shows the poor quality of stored rainwater in rainwater tank of roof rainwater harvesting system. Therefore, it is necessary to promote safe sanitation practice and raise public awareness to addressing growing threats to drinking water quality.<br /><br /><strong>Keywords:</strong> Roof Rainwater Harvesting System, Water Quality, Sanitation</p> ปนัดดา พิบูลย์, ศิริอุมา เจาะจิตต์, วรัญญา สรเดช, อุษา มูฮัมหมัด Copyright (c) 2023 วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10866 Sun, 30 Dec 2018 00:00:00 +0000 การศึกษาคุณสมบัติเทอร์โมอิเล็กตริกของทรานซิสเตอร์อิเล็กตรอนเดี่ยวชนิดโลหะด้วยวิธีควอนตัมมอนติคาร์โล (THE STUDY OF THERMOELECTRIC PROPERTIES OF THE METALLIC SINGLE ELECTRON TRANSISTOR USING QUANTUM MONTE CARLO METHOD) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10867 <p>งานวิจัยนี้ได้คำนวณกำลังความร้อนของทรานซิสเตอร์อิเล็กตรอนเดี่ยวในช่วงการทะลุผ่านแบบแข็ง (Strong Tunneling) ด้วยวิธีการควอนตัมมอนติคาร์โล พร้อมทั้งเปรียบเทียบผลการคำนวณที่ได้จากวิธีการควอนตัมมอนติคาร์โลกับผลการคำนวณที่ได้จากทฤษฎีการรบกวน ในกรณีที่พารามิเตอร์แสดงความแรงของการทะลุผ่าน ผลการคำนวณจากวิธีการควอนตัมมอนติคาร์โลมีค่าสอดคล้องกับผลการคำนวณจากทฤษฎีการรบกวนลำดับที่สอง แต่ในกรณีพารามิเตอร์ ผลการคำนวณของทั้งสองวิธีมีค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น งานวิจัยนี้ได้นำเสนอวิธีการอธิบายคุณสมบัติเทอร์โมอิเล็กตริกของทรานซิสเตอร์อิเล็กตรอนเดี่ยวตลอดทุกช่วงของการเกิดปรากฏการณ์การทะลุผ่าน<br /><br /><strong>คำสำคัญ:</strong> กำลังความร้อน ปรากฏการณ์การทะลุผ่าน วิธีการควอนตัมมอนติคาร์โล<br /><br />We calculated the thermopower of the single electron transistor for a region of strong tunneling using the quantum Monte Carlo method. Moreover, the quantum Monte Carlo results were compared with results obtained from 2<sup>nd</sup> order perturbation theory. In the case of the strength tunneling parameter being, the Monte Carlo results agreed with the perturbation results. However, for the Monte Carlo results were significantly different from the perturbation results. Therefore, we proposed this method to describe the thermoelectric properties of the single electron transistor for all tunneling regimes.<br /><br /><strong>Keywords:</strong> Thermopower, Tunneling Phenomena, Quantum Monte Carlo Method</p> ประธาน ศรีวิไล, เฉลิมวงศ์ ดอกประทุม Copyright (c) 2023 วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10867 Sun, 30 Dec 2018 00:00:00 +0000 ตัวแบบการถดถอยที่มีผลกระทบจากค่าศูนย์ ประยุกต์ใช้กับจำนวนครั้งของการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ (ZERO-INFLATED REGRESSION MODEL APPLIED FOR VOLUNTARY MOTOR CLAIM INSURANCE) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10868 <p>ในธุรกิจประกันภัยรถยนต์นั้น การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อจำนวนครั้งของการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนสามารถประมาณการการเกิดความถี่ของความเสียหายได้ ซึ่งจะนำไปสู่การคำนวณต้นทุนความเสียหายได้อย่างแม่นยำขึ้น เพราะการคำนวณต้นทุนความเสียหายที่ถูกต้องและแม่นยำจะทำให้บริษัทสามารถกำหนดเบี้ยประกันภัยได้อย่างเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะการตั้งเงินสำรองจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้อย่างเหมาะสม และสามารถจัดสรรเงินไปลงทุนต่อในแหล่งการลงทุนต่างๆ ได้อย่างคุ้มค่า โดยลักษณะข้อมูลของจำนวนครั้งของการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนมีค่าที่เป็นศูนย์อยู่มากอันเนื่องมาจากรถยนต์ที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขกรมธรรม์นั้นไม่ได้เกิดอุบัติเหตุ หรือผู้เอาประกันต้องรับผิดค่าเสียหายในส่วนแรกเอง ด้วยเหตุนี้งานวิจัยนี้จึงได้มีการประยุกต์การแจกแจงที่มีผลกระทบจากค่าศูนย์ เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาข้อมูลที่ได้รับผลกระทบจากค่าศูนย์ โดยตัวแบบการถดถอยที่ใช้ในงานวิจัยนี้คือ ตัวแบบการถดถอยปัวซงที่มีผลกระทบจากค่าศูนย์ และตัวแบบการถดถอยทวินามนิเสธที่มีผลกระทบจากค่าศูนย์<br /><br />จากการศึกษาพบว่า ตัวแบบการถดถอยที่ถูกเลือกจากการศึกษาครั้งนี้คือตัวแบบการถดถอยทวินามนิเสธที่มีผลกระทบจากค่าศูนย์ และผลการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ คือ อายุของผู้เอาประกัน อายุของรถยนต์ ขนาดตัวถังรถยนต์ และรุ่นของรถยนต์<br /><br /><strong>คำสำคัญ: </strong>จำนวนการเรียกร้องค่าสินไหม ตัวแบบการถดถอยที่มีผลกระทบจากค่าศูนย์ ข้อมูลที่มีค่าศูนย์อยู่มาก<br /><br />In the motor insurance business, the study of factors affecting the number of claims to estimate the frequency of damage and it can lead to calculate the loss cost precisely. The calculation of the loss cost that accuracy and precision will enable the company to set up adequate premium for the reserve and allocate money to invest in the resources to invest in cost-effectively. The appearance of the number of claims have an excess of zero counts since the car that are under the policy is not an accident or the insured has the deductible, fixed amount of an insurance claim that is the responsibility of the insured, and which the insurance company will deduct from the claim payment. For this reason, this research has been applied the zero-inflated regression model to solve problems of an excess of zero counts. The regression model that used in this research are zero-inflated Poisson regression model and zero-inflated negative binomial regression model.<br /><br />The results found that the regression model selected from this study was the zero-inflated negative binomial regression model and the factors affecting the claim are the insured age, vehicle age, vehicle size, and model.<br /><br /><strong>Keywords: </strong>Number of Claim, Zero-Inflated Regression Model, Excess Zero</p> ปวริศา สุขเรื่อย, สำรวม จงเจริญ Copyright (c) 2023 วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10868 Sun, 30 Dec 2018 00:00:00 +0000 การหาสภาวะที่เหมาะสมของการสกัดน้ำมันจากเมล็ดมะละกอด้วยไมโครเวฟช่วยสกัดโดยใช้วิธีพื้นผิวตอบสนอง (OPTIMIZATION OF MICROWAVE-ASSISTED EXTRACTION OF PAPAYA SEED OIL BY RESPONSE SURFACE METHODOLOGY) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10869 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดน้ำมันจากเมล็ดมะละกอด้วยไมโครเวฟช่วยสกัด ที่มีประสิทธิภาพและสิ้นเปลืองพลังงานน้อยที่สุด ด้วยวิธีการพื้นผิวตอบสนองโดยออกแบบการทดลองแบบประสมกลาง ในการทดลองนี้ได้ศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับผลผลิตน้ำมัน 3 ปัจจัย คือ ระยะเวลาที่ใช้ในการสกัด (X<sub>1</sub>), กำลังไฟฟ้าของไมโครเวฟ (X<sub>2</sub>) และอัตราส่วนระหว่างเมล็ดมะละกอต่อตัวทำละลาย (X<sub>3</sub>) ได้จำนวนการทดลองทั้งหมด 20 การทดลอง โดยพบว่าสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดคือ ใช้ระยะเวลาในการสกัด 2.32 นาที กำลังไฟฟ้าของไมโครเวฟ 800 วัตต์ และใช้อัตราส่วนระหว่างเมล็ดมะละกอต่อตัวทำละลาย 7% ซึ่งในสภาวะดังกล่าว ทำให้ได้ปริมาณผลผลิตน้ำมัน 28% โดยที่ค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (R<sup>2</sup>) ของแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ มีค่าเท่ากับ 0.974 เมื่อเปรียบเทียบค่าที่ได้จากการทดลองกับค่าที่ได้จากการทำนาย พบว่าทิศทางของแนวโน้มมีความสอดคล้องกัน โดยมีความเที่ยงตรงของการทำนาย 86.2% ดังนั้นสมการถดถอยที่ได้จากการทดลองสามารถอธิบายความสัมพันธ์ของปัจจัยทั้ง 3 ปัจจัยได้ดีและใช้ทำนายปริมาณผลผลิตน้ำมันเมล็ดมะละกอจากการสกัดด้วยไมโครเวฟช่วยสกัดได้อย่างแม่นยำ<br /><br /><strong>คำสำคัญ:</strong> การสกัดน้ำมัน เมล็ดมะละกอ การสกัดด้วยวิธีการใช้ไมโครเวฟช่วยสกัด วิธีการพื้นผิวตอบสนอง<br /><br />The purpose of this research was to optimize the condition for oil extraction from papaya seed by microwave-assisted extraction (MAE) was carried out using response surface methodology (RSM) with central composite design (CCD) to achieve the highest extraction efficiency and reduce energy consumption. The three independent variables were extraction time (X<sub>1</sub>), microwave power (X<sub>2</sub>) and papaya seed to solvent ratio (X<sub>3</sub>). The dependent (response) variable was oil extraction yield. Twenty experiments were performed according to the design. It was predicted that the optimum extraction conditions were extraction time of 2.32 minute, microwave power of 800 watts and papaya seed to solvent ratio of 7%, which resulted in an oil extraction yield of 28%. The coefficients of determination were found to be very high (R<sup>2</sup> = 0.974). Comparison of the experimental values with those of the predicted values was consistent. The accuracy of model predictions was 86.2%. Hence, the regression model derived from the experimental data adequately described the correlation among the three independent variables studied and provided accurate prediction of the papaya seed oil yield obtained by MAE.<br /><br /><strong>Keywords:</strong> Oil Extraction, Papaya Seed, Microwave-Assisted Extraction, Response Surface Methodology</p> พรทิพย์ กาศสุวรรณ, กิตติชัย บรรจง Copyright (c) 2023 วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10869 Sun, 30 Dec 2018 00:00:00 +0000 การศึกษาความสัมพันธ์ของโครงสร้างร่างกายและโครงสร้างกะโหลกศีรษะและใบหน้า (THE RELATIONSHIP BETWEEN BODY STRUCTURE AND FACIAL STRUCTURE) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10870 <p>การรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน มีส่วนช่วยในด้านการแก้ไขปัญหาโครงสร้างกะโหลกศีรษะและใบหน้าโดยแก้ไขความผิดปกติของเนื้อเยื่อแข็ง โดยหลังการรักษามักพบว่าการเรียงตัวของฟันที่ดีหลังจากจัดฟันแล้วกลับสู่สภาพเดิม ซึ่งจากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า ผู้ที่มีความผิดปกติของโครงสร้างกะโหลกศีรษะและใบหน้ามักจะมีความผิดปกติของโครงสร้างร่างกายเช่นกัน ดังนั้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะในส่วนของโครงสร้างกะโหลกศีรษะและใบหน้าเท่านั้น แต่มิได้มีการแก้ไขปัญหาที่โครงสร้างส่วนอื่นของร่างกาย จึงอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้กลับสู่สภาพเดิมเกิดขึ้น วัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของโครงสร้างร่างกายซึ่งสามารถตรวจได้ทางคลินิกกับโครงสร้างกะโหลกศีรษะและใบหน้า<br /><br />วัสดุและวิธีการ: ผู้เข้าร่วมวิจัย 34 คน ที่ไม่เคยได้รับอุบัติเหตุ หรือได้รับการรักษาใดๆ เกี่ยวกับระบบโครงสร้างร่างกาย และไม่เคยได้รับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน ถูกถ่ายภาพของใบหน้าด้วยกล้องแคนนอน (450D) พร้อมไมโครเลนส์ในตำแหน่งที่กำหนดไว้ และนำมาวัดค่าด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปออโตแคด สำหรับแมค 2012 ความสมมาตรของโครงสร้างกะโหลกศีรษะและใบหน้าประเมินโดยค่าระยะเบนของคางเปรียบเทียบกับเส้นกึ่งกลางของใบหน้า (มม) และค่ามุมระหว่างเส้นสมมติที่ลากผ่านรูม่านตาข้างซ้าย-ขวา และระนาบแนวกัดด้วยไม้บรรทัด (องศา) ส่วนการวัดความสมดุลของการทรงท่าด้วยชุดอุปกรณ์ตรวจวัดแรงกดฝ่าเท้า ใช้ค่าจุดศูนย์กลางแรงดัน โดยผู้ร่วมวิจัยยืนในท่าที่กำหนดเป็นเวลา 30 วินาทีในแต่ละครั้งการทดสอบ ทำการทดสอบ 2 ครั้ง การวัดความสมมาตรของโครงสร้างร่างกายจากส่วนของกระดูกสันหลัง ใช้เครื่องมือที่ใช้ในการวัดโครงสร้างของกระดูกสันหลัง โดยวัดกระดูกสันหลังที่ระดับอก และระดับเอว นำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ด้วยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้น<br /><br />ผลการศึกษา: ค่าความสมมาตรของกระดูกสันหลังส่วนเอว แปรผันตรงกับค่าระยะเบนของคางเปรียบเทียบกับเส้นกึ่งกลางของใบหน้า และค่ามุมระหว่างเส้นสมมติที่ลากผ่านรูม่านตาข้างซ้าย-ขวาและระนาบแนวกัดด้วยไม้บรรทัด<br /><br />สรุป: การศึกษาครั้งนี้ พบว่าโครงสร้างของร่างกายมีความสัมพันธ์กับลักษณะโครงสร้างกะโหลกศีรษะและใบหน้า ดังนั้นวิธีพื้นฐานสำหรับการประเมินโครงสร้างร่างกายด้วยการทดสอบการดัดโค้งไปข้างหน้า สามารถนำมาใช้ตรวจเพื่อคัดกรองผู้ป่วยก่อนให้การรักษาทางทันตกรรมจัดฟันที่มีลักษณะของการสบฟันที่ผิดปกติมากชัดเจนในเบื้องต้นได้<br /><br /><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> การรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน โครงสร้างกะโหลกศีรษะและใบหน้า โครงสร้างร่างกาย ชุดอุปกรณ์ตรวจวัดแรงกดฝ่าเท้า<br /><br />Introduction: At present, orthodontic treatment is able to improve the facial profile by correcting the abnormality of the hard tissue. But it was found that the most common problem after the treatment is the relapse of dental misalignment. It has been claimed that people who have abnormality in facial structure will have abnormality in the body structure as well. So correcting only the facial structure cannot maintain the condition and it may contribute to the relapse. So this study found out about the correlation between the body structure examined by clinical examination and craniofacial structure.<br /><br />Material and Method: 34 healthy subjects, who never experienced orthodontic treatment, body structure alteration procedure or had serious accident which affected the body structure, were captured their facial photographs by Canon 450D with Micro Lens in the position and analyzed with AutoCAD for Mac 2012 program. The facial structures were evaluated by measuring the deviation of menton from facial midline and the angle between interpupillary line and tongue blade which resemble the occlusal plane. Forceplate were selected to examine the body balance and the result of the center of pressure was shown. Subjects were asked to stay still on forceplate in the position for 30 seconds each time, twice. Scoliometer was used to analyze the body structure by measuring at thoracic and lumbar spine levels as per the standard instruction of the device. Data from each subject was analyzed by Linear Regression.<br /><br />Result: The symmetry of lumbar spine structure is significantly directly related to the deviation of menton from facial midline and to the angle between interpupillary line and occlusal plan (p-value =.05).<br /><br />Conclusion: The result from this study shows that the body posture and craniofacial structure is correlated. So the basic method for body posture evaluation by forward bend test can be used to screen the malocclusion patient before orthodontic treatment.<br /><br /><strong>Keywords: </strong>Orthodontic Treatment, Craniofacial Structure, Body Structure, Forceplate</p> พรสวรรค์ ธนธรวงศ์, พลพิทยา วรชาติ Copyright (c) 2023 วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10870 Sun, 30 Dec 2018 00:00:00 +0000 ความสัมพันธ์ของการทรงตัวระหว่างแนวแกนร่างกายกับค่าจุดศูนย์กลางแรงดันในกลุ่มการสบฟันประเภทต่างๆ (RELATIONSHIP BETWEEN BODY POSTURE, BODY AXIS AND THE CENTER OF PRESSURE IN DIFFERENT OCCLUSIONS) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10871 <p>บทนำ: มีการศึกษาจำนวนมากแสดงผลของความผิดปกติของระบบปากและขากรรไกรที่ไม่ได้รับการรักษาที่ส่งผลต่อการทรงตัว การเดิน ตลอดจนเสถียรภาพของร่างกาย การรักษาการสบฟันที่ผิดปกติเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่น ด้านความสวยงาม การบดเคี้ยว รวมถึงการมีสุขภาพช่องปากที่ดี วัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการทรงตัวระหว่างแนวแกนร่างกายกับค่าจุดศูนย์กลางแรงดันในกลุ่มการสบฟันประเภทต่างๆ<br /><br />วัสดุและวิธีการ: กลุ่มตัวอย่างจำนวน 24 คน มีลักษณะการสบฟันแบบแองเกิล 3 ประเภท แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กำหนดให้กลุ่ม 1 = การสบฟันแบบแองเกิลประเภท 1; กลุ่ม 2 = การสบฟันแบบแองเกิลประเภท 2; กลุ่ม 3 = การสบฟันแบบแองเกิลประเภท 3 ทำการทดสอบการทรงตัว 2 มุม คือมุมก้มและมุมเอียง โดยบันทึกองศาการทรงตัวของร่างกายจากกล้องวิเคราะห์การเคลื่อนไหว (องศา) และบันทึกค่าจุดศูนย์กลางแรงดันที่เปลี่ยนแปลงจากอุปกรณ์ตรวจวัดแรงกดฝ่าเท้า เป็นเวลา 20 วินาที การวิเคราะห์ข้อมูลจะใช้วิธีการทางสถิติหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ด้วยวิธีของ<em>เพียร์สันและกำหนดค่า</em>ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05<br /><br />ผลการศึกษา: มุมก้มแสดงความสัมพันธ์และระดับนัยสำคัญทางสถิติดังนี้ กลุ่ม 1 2 และ 3 = 0.710:0.048, 0.182:0.665 และ 0.699:0.054 ตามลำดับ ในขณะที่มุมเอียงแสดงความสัมพันธ์และระดับนัยสำคัญทางสถิติดังนี้ กลุ่ม 1 2 และ 3 = 0.604:0.113, 0.610:0.108 และ 0.682:0.062 ตามลำดับ จากการประเมินการทรงตัวของร่างกายพบว่า กลุ่มการสบฟันประเภท 1 2 และ 3 มีการทรงตัวที่ปกติ และพบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของการทรงตัวร่างกายมุมก้มในกลุ่มการสบฟันประเภท 1 เท่านั้นโดยสร้างสมการเส้นตรงแสดงความสัมพันธ์ได้ดังสมการ y = 2.78x + 14.88<br /><br />สรุป: จากการศึกษาพบว่ามีความสัมพันธ์กันของการทรงตัวระหว่างแนวแกนร่างกายกับค่าจุดศูนย์กลางแรงดันในกลุ่มการสบฟันทั้ง 3 ประเภท ซึ่งผลจากการศึกษานี้ สามารถนำไปพัฒนาเครื่องมือที่ใช้วัดองศาการทรงตัวของร่างกายให้มีประสิทธิภาพเพื่อทดแทนเครื่องมือที่ใช้ประเมินเสถียรภาพของร่างกายในปัจจุบัน<br /><br /><strong>คำสำคัญ:</strong> กล้องวิเคราะห์การเคลื่อนไหว ชุดอุปกรณ์ตรวจวัดแรงกดฝ่าเท้า มาร์คเกอร์แบบสะท้อนแสงอินฟราเรด ค่าจุดศูนย์กลางแรงดัน<br /><br />Introduction: According to previous studies, untreated diseases of the stomatognathic system may cause significant changes in body posture, stability, and gait. Thus, the correction of malocclusions provide patients with numerous benefits, such as aesthetic improvements in terms of chewing function and oral health. This study was designed to evaluate the relationship between body posture, body axis and the center of pressure in different occlusions.<br /><br />Material and Methods: There were twenty-four subjects divided into three groups of eight based on occlusion types and Angle’s classification. Group One was assigned to Class One; Group Two was assigned to Class Two; Group Three was assigned to Class Three. Body posture was on an anteroposterior and a bilateral axis and was recorded using camera positioning for axis movement in terms of degree and a force plate for maximum and minimum amplitude values of the center of pressure in twenty seconds. The data obtained was subject to statistical analysis using the Pearson correlation and with a result of p≤0.05, it was considered significant.<br /><br />Results: In the anteroposterior axis, groups one, two and three showed Pearson correlation and p-values of 0.710:0.048, 0.182:0.665 and 0.699:0.054, respectively. On the bilateral axis, groups one, two and three showed Pearson correlation and p-values of 0.604:0.113, 0.610:0.108 and 0.682:0.062, respectively. The assessment of the overall body movement showed that subjects in group 1 2 and 3 had acceptable postural stability but only subjects in group 1 showed statistically significant of postural stability in anteroposterior axis and linear equation is y = 2.78x + 14.88.<br /><br />Conclusions: This study demonstrated that the relationship between body posture, the body axis and the center of pressure in three occlusions. These results could lead to and improve the creation of effective instruments for body axis assessment and replace the equipment currently used to assess body stability.<br /><br /><strong>Keywords</strong><strong>: </strong>Camera Positioning, Force Plate, Reflective Marker, Center of Pressure</p> วรินทร โอภาสสัจจะกุล, พรสวรรค์ ธนธรวงศ์ Copyright (c) 2023 วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10871 Sun, 30 Dec 2018 00:00:00 +0000 ปริมาณคาร์บอนสะสมในต้นไม้ บริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช (CARBON STOCK OF TREES IN NAKHON SI THAMMARAT RAJABHAT UNIVERSITY) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10872 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปริมาณคาร์บอนสะสมในต้นไม้ใหญ่ บริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชโดยมีแปลงพื้นที่ศึกษา ขนาด 50*300 เมตร จำนวน 4 แปลง เก็บข้อมูลเส้นรอบวงของต้นไม้ทุกต้นในแปลงพื้นที่ศึกษาแล้วนำมาคำนวณหามวลชีวภาพโดยใช้สมการอัลโลแมตริกและหาปริมาณการสะสมคาร์บอนโดยนำค่ามวลชีวภาพคูณด้วย Conversion Factor ซึ่งมีค่า 0.5 ผลการศึกษาพบว่า มีพรรณไม้ทั้งหมด 1,653 ต้น มากที่สุด คือ แปลงที่ 1 เท่ากับ 615 ต้นคิดเป็นร้อยละ 37.20 และน้อยที่สุด คือ แปลงที่ 2 เท่ากับ 337 ต้น คิดเป็นร้อยละ 20.38 ปริมาณคาร์บอนสะสมทั้งหมดเท่ากับ 567,919.20 กิโลกรัม หรือ 567.92 ตัน มากที่สุด คือ แปลงที่ 1 เท่ากับ 240,489.03 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 42.35 และน้อยที่สุด คือ แปลงที่ 4 เท่ากับ 45,708.33 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 8.05<br /><br /><strong>คำสำคัญ: </strong>ปริมาณคาร์บอนสะสม<strong> </strong>มวลชีวภาพ การเก็บกักคาร์บอน<br /><br />This study aims to assess the carbon stock of trees in Nakhon Si ThammaratRajabhat University By setting up the 50x300 m., sampling for 4 plots, and then recording the DBH (Diameter at Breast Height). The biomass was estimated using by allometric equation and carbon stock was calculated by multiplying the biomass with a 0.5 of conversion factor. As the result, the total of 1,653 trees in the study area was the highest. The first research plots were 615 trees or 37.20% and second research plots is least were 337 trees, accounting for 20.38%. Total of the carbon stock were 567,919.20 kilograms or 567.92 tons, the most is first research plots were 240,489.03 kilograms, or 42.35% and least is second research plots were 45,708.33 kilograms, or 8.05 %.<br /><br /><strong>Keywords: </strong>Carbon Stock, Biomass, Carbon Sequestration</p> วัฒนณรงค์ มากพันธ์, จิตติมา รับไทรทอง, สุภาวดี แซะอาหลี Copyright (c) 2023 วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10872 Sun, 30 Dec 2018 00:00:00 +0000 การทดสอบซอฟต์แวร์โดยหกขั้นตอนของรูปแบบการทดสอบการยอมรับ: กรณีศึกษาโปรแกรมประยุกต์สำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่บนการรักษาความปลอดภัยแบบไฟร์วอลล์สองชั้น https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10873 <div class="WordSection1"><p>ในขณะที่ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ได้ทำการติดตั้งซอฟต์แวร์ประยุกต์บนอุปกรณ์เคลื่อนที่เหนือการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดนั้น ได้ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับกฎระเบียบด้านความปลอดภัย หนทางในการข้ามผ่านปัญหาดังกล่าว คือ 6 ขั้นตอน ในการทดสอบการยอมรับซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทคนิคด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์ ตัวแบบที่ถูกหยิบยกขึ้นมานี้สามารถนำมาใช้ในการประเมินระดับการยอมรับด้านความปลอดภัยซึ่งสามารถใช้ในการยืนยันการยอมรับของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับกระบวนการรักษาความปลอดภัย ก่อนการส่งมอบโครงการด้านซอฟต์แวร์ให้แก่องค์กร รายงานวิจัยฉบับนี้ได้นำเอากรณีศึกษาจากมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ซึ่งติดตั้งโปรแกรมประยุกต์บนอุปกรณ์เคลื่อนที่สำหรับประกาศผลการเรียนให้กับนักศึกษาบนการรักษาความปลอดภัยของสถาปัตยกรรมไฟร์วอล 2 ชั้น 6 ขั้นตอนในการทดสอบการยอมรับถูกนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อประเมินระดับการยอมรับในการรักษาความปลอดภัย และเป็นเครื่องมือในการคลี่คลายข้อขัดแย้งของอาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา และนักเทคนิคด้านเครือข่าย เกี่ยวกับประสิทธิภาพของซอฟต์แวร์ในแง่มุมของการรักษาความปลอดภัยหลังจากถูกติดตั้งแล้ว ผลลัพธ์จากการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับงานวิจัยอื่นๆ เพื่อแสวงหาหนทางในการประเมินระดับการยอมรับสำหรับการใช้งานซอฟต์แวร์ในระหว่างกระบวนการทดสอบระบบ<br /><br /><strong>คำสำคัญ: </strong>6 ขั้นตอนในการทดสอบการยอมรับ การทดสอบซอฟต์แวร์ การประเมินความปลอดภัยของซอฟต์แวร์<br /><br />Once developer team implemented a mobile application over security protection, there is a confliction between stakeholders about security regulation. In order to overcome this problem is six stages of acceptance testing which is one part of software testing technique. This model could be useable to evaluate a security acceptance level which will be employed for confirm an acceptance among of stakeholder who concern about security process before deliver a software project to organization. This research pick up a case study of North-Chiang Mai University where implement a mobile application: school-record announcement system over firewall double layer architecture. Six stage of acceptance testing model is applied for evaluate a security acceptance level in order to relief a confliction from stakeholder including lecturer, staff, student and network technician about security efficiency once software was implemented. This analysis guide other research which find a model to confirming a user acceptance during software testing process.<br /><br /><strong>Keywords:</strong> Six Stages of Acceptance Testing Model, Software Testing, Software Security Evaluation</p></div> ศราวุธ แรมจันทร์, เสฐียรพงษ์ ยอดนิล Copyright (c) 2023 วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10873 Sun, 30 Dec 2018 00:00:00 +0000 ผลของวิธีการสกัดต่อปริมาณผลผลิตน้ำมัน คุณสมบัติทางเคมีและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากน้ำมันเมล็ดมะละกอ (EFFECT OF EXTRACTION METHODS ON RECOVERY OF OIL CHEMICAL PROPERTIES AND ANTIOXIDANT ACTIVITIES OF PAPAYA SEED OIL) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10874 <p>วิธีการสกัดเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถส่งผลต่อคุณภาพและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในน้ำมันที่สกัดได้ การสกัดแบบใช้คลื่นเสียงความถี่สูงช่วยสกัดเป็นวิธีการสกัดทางเลือกที่ช่วยลดอุณหภูมิและเวลาในการสกัด งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของวิธีการสกัดที่แตกต่างกันต่อปริมาณ สมบัติทางเคมีที่แสดงถึงคุณภาพของน้ำมัน (Acid Value; AV หรือ Free Fatty Acid; FFA, Peroxide Value; PV, p-Anisidine Value; p-AV และ Iodine Value; IV) และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในน้ำมันเมล็ดมะละกอที่สกัดได้ (ปริมาณสารประกอบฟีนอล การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระโดยวิธี DPPH และ ABTS) โดยวิธีการสกัดที่ทำการศึกษา ได้แก่ การสกัดแบบแช่ที่ 30<sup>๐</sup>C (ML) การสกัดแบบแช่ที่ 58<sup>๐</sup>C (MH) การสกัดแบบรีฟลักซ์ (RE) และการสกัดแบบใช้คลื่นเสียงความถี่สูงช่วยสกัด (UAE) จากการทดลองพบว่า วิธีการสกัดแบบ MH ให้ผลผลิตน้ำมันสูงที่สุด ตามด้วยวิธีการสกัดแบบ ML, RE และ UAE วิธีการสกัดที่แตกต่างกันส่งผลให้น้ำมันที่ได้มีคุณภาพทางเคมีและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05) ยกเว้นค่า Iodine Value (IV) โดยวิธีการสกัดแบบ UAE ให้น้ำมันที่มีคุณภาพทางเคมีดีที่สุด ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของน้ำมันที่สกัดด้วยวิธีต่างๆ มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05) ในขณะที่วิธีการสกัดแบบ RE ให้น้ำมันที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุด จากการทดลองพบว่า วิธีการสกัดแบบ UAE เป็นวิธีการสกัดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อพิจารณาจากปริมาณน้ำมันที่สกัดได้ คุณภาพและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในน้ำมันที่สกัดได้<br /><br /><strong>คำสำคัญ: </strong>น้ำมันเมล็ดมะละกอ การสกัดแบบใช้คลื่นเสียงความถี่สูงช่วยสกัด สมบัติทางเคมีของน้ำมัน ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ<br /><br />Extraction method was an important factor affecting quality and antioxidant activity of oil recovery. Ultrasound-assisted extraction is an alternative method to traditional approaches because it reduces extraction temperature and time. The objective of this research was to compare the effect of different extraction methods on recovery of oil, chemical properties associated with quality of oil (Acid Value; AV or Free Fatty Acid; FFA, Peroxide Value; PV, p-Anisidine Value; p-AV and Iodine Value; IV) and antioxidant activity (total phenolic compounds, DPPH and ABTS). Extraction method include maceration at 30<sup>๐</sup>C (ML), maceration at 58<sup>๐</sup>C, reflux (RE) and ultrasound-assisted extraction (UAE). The results revealed that MH gave the highest oil yield, followed by ML, RE and UAE, respectively. Chemical properties and antioxidant activities of oil extracted from different methods were significantly different. Oil obtained from UAE was the most superior to the others in terms of chemical properties while refluxed oil showed the highest antioxidant activities. The result leaded to conclude that UAE was the most effective method in terms of oil yield, chemical qualities and antioxidant activities of the oil recovered.<br /><br /><strong>Keywords:</strong> Papaya Seeds Oil, Ultrasound-Assisted Extraction, Chemical Property of Oil, Antioxidant Activity</p> หนึ่งฤทัย หนุนยศ, ระจิตร สุวพานิช, กิตติชัย บรรจง Copyright (c) 2023 วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10874 Sun, 30 Dec 2018 00:00:00 +0000 การวิเคราะห์พลวัตระบบสำหรับอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในประเทศไทย (AN ANALYSIS SYSTEM DYNAMICS FOR RENEWABLE ENERGY POWER PLANTS INDUSTRY IN THAILAND) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10875 <p>การวิจัยในครั้งนี้มุ่งเน้นการศึกษาแบบจำลองพลวัตระบบอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในประเทศไทย ซึ่งเริ่มจากการศึกษาข้อมูลทุติยภูมิเกี่ยวกับสถานการณ์การผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในประเทศไทย หลังจากนั้นได้นำข้อมูลที่สอดคล้องมาสร้างเป็นแบบจำลองพลวัตระบบโดยโปรแกรม Vensim PLE x32 และได้ทดสอบปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการสนับสนุนการผลิตกระแสไฟฟ้านานถึง 12 ปี ผลการวิจัยพบว่า แบบจำลองจำลองพลวัตระบบอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนสามารถคำนวณผลกำไรจากการขายกระแสไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในปีที่ 12 สามลำดับแรก ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์มีผลกำไรมากถึง 15,851,300.00 บาท พลังงานลม 9,636,300.00 บาท และพลังงานก๊าซชีวภาพ 2,682,550.00 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ใน 10 ปี (พ.ศ. 2555-2564) ทำให้ทราบได้ว่ามีแนวโน้มสนับสนุนการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถนำไปใช้พยากรณ์สภาวะการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้เป็นอย่างดี<br /><br /><strong>คำสำคัญ:</strong> พลวัตระบบ พลังงานทดแทน อุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน<br /><br />This research is a study of the System Dynamics on the renewable energy industry in Thailand. We began with the review of secondary data about the electricity generating situation in Thailand. After that, the System Dynamics model was constructed by using Vensim PLE x32 program. The model was tested on various factors through 12 years of electricity generating: The results showed that, the System Dynamics of the renewable energy industry can calculate the profits from the sell of electricity from renewable energy in the 12 years. The first three orders, by profit, are: Solar energy profit up to 15,851,300.00 baht, Wind energy profit up to 9,636,300.00 baht, and Biogas energy profit up to 2,682,550.00 baht. When compare the results to Alternative Energy Development Plan: AEDP (2012-2021), we found that our results correlate to the AEDP (2012-2021) plan. Additionally, the model can be used to forecast the state of the electricity generating from renewable energy very well.<br /><br /><strong>Keywords:</strong> System Dynamics, Renewable Energy, Renewable Energy Power Plants Industry</p> อนุรักษ์ กิตติศักดิ์สุนทร, ภัทรเวช ธาราเวชรักษ์, ชูศักดิ์ พรสิงห์ Copyright (c) 2023 วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10875 Sun, 30 Dec 2018 00:00:00 +0000 รูปแบบการจัดพิมพ์บทความวิจัย (สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10878 รูปแบบการจัดพิมพ์ บทความวิจัย Copyright (c) 2023 วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10878 Sun, 30 Dec 2018 00:00:00 +0000 กองบรรณาธิการ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10862 editor board Copyright (c) 2023 วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10862 Sun, 30 Dec 2018 00:00:00 +0000 ใบนำส่งบทความวิจัย (สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10879 ใบนำส่ง บทความวิจัย Copyright (c) 2023 วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/10879 Sun, 30 Dec 2018 00:00:00 +0000