วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL en-US somkiat.pswu@gmail.com (สมเกียรติ พรพิสุทธิมาศ (Somkiat Phornphisutthimas)) somkiat.pswu@gmail.com (สมเกียรติ พรพิสุทธิมาศ) Sat, 29 Jan 2022 00:00:00 +0000 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 กองบรรณาธิการ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14702 <p><strong>ที่ปรึกษา</strong></p> <p> </p> <p>คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p>(ศาสตราจารย์ ดร.ปรินทร์ ชัยวิสุทธางกูร)</p> <p> </p> <p><strong>บรรณาธิการ</strong></p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมเกียรติ พรพิสุทธิมาศ</p> <p> </p> <p><strong>บรรณาธิการจัดการ</strong></p> <p> </p> <p>ผู้่ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ ละลอกน้ำ</p> <p> </p> <p><strong>กองบรรณาธิการ</strong></p> <p> </p> <p>ศาสตราจารย์ ดร.วรรณทิพา รอดแรงค้า / สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี</p> <p> </p> <p>ศาสตราจารย์ ดร.อรินทิพย์ ธรรมชัยพิเนต /มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</p> <p> </p> <p>รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงเดือน พินสุวรรณ์ / มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช</p> <p> </p> <p>รองศาสตราจารย์ ดร.ประสาท เนืองเฉลิม / มหาวิทยาลัยมหาสารคาม</p> <p> </p> <p>รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี ลีกิจวัฒนะ / สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง</p> <p> </p> <p>รองศาสตราจารย์ ดร.พิชาภัค ศรียาภัย / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p> </p> <p>รองศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ศรี สุภาษร /มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</p> <p> </p> <p>รองศาสตราจารย์ ดร.เสาวรัตน์ จันทะโร / จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</p> <p> </p> <p>รองศาสตราจารย์ ดร.โสภณ บุญลือ / มหาวิทยาลัยขอนแก่น</p> <p> </p> <p>รองศาสตราจารย์ ดร.อภิเดช แสงดี / มหาวิทยาลัยมหาสารคาม</p> <p> </p> <p>รองศาสตราจารย์พเยาว์ ยินดีสุข / จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุลธิดา นุกูลธรรม / มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขวัญ เพียซ้าย / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขวัญจิต เหมะวิบูลย์ /มหาวิทยาลัยนเรศวร</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทิมา ปิยะพงษ์ / มหาวิทยาลัยบูรพา</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุมพต พุ่มศรีภานนท์ / มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฏฐ์ ดิษเจริญ / มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง / มหาวิทยาลัยศิลปากร</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทัศนียา ร. นพรัตน์แจ่มจำรัส / มหาวิทยาลัยมหิดล</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประภากร ธาราฉาย / มหาวิทยาลัยแม่โจ้</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยรัตน์ ดรบัณฑิต / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัดตาวัน นาใจแก้ว / มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เยาวนิตย์ ธาราฉาย / มหาวิทยาลัยแม่โจ้</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วุฒินันท์ รักษาจิตร์ / มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิรินันท์ แก่นทอง / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุระ วุฒิพรหม / มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนิษฐาน ศรีนวล / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อโนชา หมั่นภักดี / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรุณ ชาญชัยเชาว์วิวัฒน์ / มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา</p> <p> </p> <p>อาจารย์ ดร.กานต์ยุพา จิตติวัฒนา / มหาวิทยาลัยมหิดล</p> <p> </p> <p>อาจารย์ ดร.ธีรวัฒนา ภาระมาตย์ / มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</p> <p> </p> <p>ดร.สมบัติ คงวิทยา /กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี</p> <p> </p> <p>คุณวรรณวิมล เมฆบุญส่งลาภ / ศูนย์เครื่องมือวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</p> <p> </p> <p>Prof. Dr. Wee Tiong Seah / Melbourne Graduate School of Education, The University of Melbourne 234 Queensberry Street Victoria 3010, Australia</p> <p> </p> <p>Dr. Bin Hong /China Institute of Medical Biotechnology, Chinese Academy of Medical Sciences and Peking Union Medical College, Taintanxili #1, Beijing 100050, China</p> <p> </p> <p>Dr. Vandna Rai / National Research Centre on Plant Biotechnology, Indian Agriculture Research Institute, New Delhi 110012, India</p> <p> </p> <p><strong>ฝ่ายศิลป์และภาพ</strong></p> <p> </p> <p>นายสัญญา พาลุน</p> <p> </p> <p><strong>ฝ่ายจัดการและเลขานุการ</strong></p> <p> </p> <p>นางชลรดา สารทสมัย</p> สมเกียรติ พรพิสุทธิมาศ Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14702 Tue, 20 Dec 2022 00:00:00 +0000 รูปแบบการทำนิพนธ์ต้นฉบับ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14196 - สมเกียรติ พรพิสุทธิมาศ Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14196 Sat, 29 Jan 2022 00:00:00 +0000 ถ้อยแถลงบรรณาธิการ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14889 สมเกียรติ พรพิสุทธิมาศ Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14889 Tue, 20 Dec 2022 00:00:00 +0000 สารบัญ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14890 สมเกียรติ พรพิสุทธิมาศ Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14890 Wed, 21 Dec 2022 00:00:00 +0000 คำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์ (Guidelines for Author) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14641 <p>-</p> สมเกียรติ พรพิสุทธิมาศ Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14641 Wed, 03 Aug 2022 00:00:00 +0000 การพัฒนาการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14322 <p>Development of Scientific Reasoning</p> <p> </p> <p>Kanruthai Khunliang, Nampung Supautumporn and Sairoong Saowsupa</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ: </strong>8 เมษายน 2565;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>7 มิถุนายน 2565;<strong> ยอมรับตีพิมพ์: </strong>14 กรกฎาคม 2565; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 23 ธันวาคม 2565</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> การให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์เป็นการคิดเชิงวิพากษ์ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะในศตวรรษที่ 21 ที่มีความจำเป็นในการดำเนินชีวิต ดังนั้นการเข้าใจการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถสร้างคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ โต้แย้งทางวิทยาศาสตร์ และค้นพบวิธีการแก้ปัญหานำไปสู่การแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ บทความนี้จึงมุ่งอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อทำความเข้าใจถึงความหมายและคำจำกัดความของการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ ความสำคัญ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ แนวทางในการพัฒนา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ เข้าใจและสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในการออกแบบและพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ที่ส่งเสริมความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนต่อไป</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>การคิดเชิงวิพากษ์ การให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ การศึกษาวิทยาศาสตร์</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p> Scientific reasoning is critical thinking that is one of the 21st century skills that are essential to life. Therefore, understanding scientific reasoning is of paramount importance to students for development of scientific explanation, scientific argument and discovery of problem solving in their everyday life. This article aims to elaborate on scientific reasoning to understand scientific reasoning. Including explaining the meaning and definitions of scientific reasoning, their importance, the tools used in the study of scientific reasoning, development guidelines and research related to scientific reasoning. To help those involved in scientific studies understands and be able to use this information to design and develop science teaching and learning that further enhances students' scientific reasoning ability.</p> <p><strong>Keywords: </strong>Critical thinking, Scientific reasoning, Science education</p> กันต์ฤทัย คุณเลี้ยง, น้ำผึ้ง ศุภอุทุมพร, สายรุ้ง ซาวสุภา Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14322 Fri, 23 Dec 2022 00:00:00 +0000 แนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษา https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14452 <p>A Conceptualization of STEM–BCG for Education</p> <p> </p> <p>Chatree Faikhamta, Naphat Suknarusaithagul, Saharad Yokyong, Pongsaton Panyanukit, Tharuesean Prasoplarb, Kanoktep Muangsong, Janthima Ninubon and Namon Nuamcharoen</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>17 มิถุนายน 2565;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>27 กันยายน 2565;<strong> ยอมรับตีพิมพ์: </strong>3 ตุลาคม 2565; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 22 ธันวาคม</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> สะเต็มศึกษาเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ต่างประเทศทั่วโลกใช้พัฒนาผู้เรียนให้เป็นนัก-แก้ปัญหาและนวัตกร โดยมีเป้าหมายเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองที่มีสมรรถนะต่อการดำรงชีพในชีวิตจริงและการประกอบอาชีพในโลกยุคดิจิทัล ถึงแม้ว่าสะเต็มศึกษาเข้ามามีบทบาทสำคัญในประเทศไทยตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2557 อย่างไรก็ตามยังคงมีปัญหาที่ฝังรากลึกมาตลอด คือ หลักสูตรและแนวทางการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษาส่วนใหญ่ยังไม่สามารถสร้างเสริมศักยภาพเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิดกระบวนการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์นวัตกรรมจากบริบทชีวิตจริงที่ครอบคลุมมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม กอปรกับในปัจจุบันรัฐบาลไทยพยายามดำเนินการขับเคลื่อนประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี โดยโมเดลดังกล่าวมีเป้าหมายที่ตอบโจทย์ประเด็นท้าทายในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เกิดความสมดุล เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นบทความวิชาการฉบับนี้ คณะผู้นิพนธ์จึงขอเสนอกรอบแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษา ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดใหม่สำหรับภาคการศึกษาที่มีการบูรณาการโมเดลเศรษฐกิจบีซีจีและสะเต็มศึกษาเข้าด้วยกันเพื่อช่วยยกระดับการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาของผู้เรียนให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจบีซีจีอย่างเป็นรูปธรรม และพัฒนาผู้เรียนให้เกิดสมรรถนะหลักที่สอดคล้องกับการศึกษาฐานสมรรถนะเพื่อนำไปสู่การเป็นผู้มีสุขภาวะต่อไป</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>สะเต็มศึกษา โมเดลเศรษฐกิจบีซีจี การพัฒนาอย่างยั่งยืน การมีสุขภาวะ สมรรถนะหลัก</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p> STEM education is a learning approach widely used for developing students to become problem solvers and innovators. Its objectives are to empower students to be citizens prepared to live in the real world and have the competencies required for careers in the digital transformation era. Even though STEM education has played a significant role in Thailand education since 2012, it has been plagued by deep–seated problems, as the STEM curriculum and approach have failed to support students' performances in problem–solving and innovation in authentic contexts including the economy, society, and environment. In addition, Thai's government launches the BCG economy model aiming at developing the country to a balanced economy, society, and environment with sustainable development. This article aims to present the STEM BCG model, which is an innovative framework for education. This framework is expected to raise the level of STEM education that follows the economic policy of the Thai government through empirical action and improve students’ core competencies which are based on competency–based education, leading to well–being.</p> <p><strong>Keywords: </strong>STEM education, BCG economy model, Sustainable development, Well–being, Core competencies</p> ณภัทร สุขนฤเศรษฐกุล, ชาตรี ฝ่ายคำตา, สหรัฐ ยกย่อง, พงศธร ปัญญานุกิจ, ธาฤชร ประสพลาภ, กนกเทพ เมืองสง, จันทิมา นิลอุบล, ณมน น่วมเจริญ Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14452 Thu, 22 Dec 2022 00:00:00 +0000 ดัชนีผู้แต่ง (Author Index) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14888 สมเกียรติ พรพิสุทธิมาศ Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14888 Tue, 20 Dec 2022 00:00:00 +0000 การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์สำหรับการวิเคราะห์และการเปรียบเทียบเชิงพื้นที่และเวลาเพื่อศึกษาการกระจายของปริมาณและความหลากหลายชนิดของต้นไม้ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14264 <p>Application of Geographic Information System for Spatio-temporal Analysis and Comparison to Study Distribution of Tree Species Quantity and Diversity in Rajamangala University of Technology ISAN</p> <p> </p> <p>Yaowaret Jantakat</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>26 กุมภาพันธ์ 2565;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>7 กรกฎาคม 2565; <strong>ยอมรับตีพิมพ์: </strong>12 กรกฎาคม 2565; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 6 พฤศจิกายน 2565</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การศึกษานี้มีจุดประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบเชิงพื้นที่และเวลาสำหรับการกระจายของปริมาณและความหลากหลายชนิดของต้นไม้ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ที่ตั้งในตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างปี พ.ศ. 2560 ถึง พ.ศ. 2564 ด้วยการคำนวณค่าดัชนีความหลากหลายด้วยวิธี Shanon–Wiener diversity index และการกระจายเชิงพื้นที่ของปริมาณและความหลากหลายชนิดของต้นไม้ด้วยเทคนิค average nearest neighbor ในโปรแกรมสารสนเทศภูมิศาสตร์ ผลการศึกษาพบว่า ในปี 2560 มีปริมาณต้นไม้ 1,375 ต้น และค่าดัชนีความหลากหลายของต้นไม้อยู่ระหว่าง 0.038–0.531 หรือเฉลี่ย 0.180±0.139 (72 ชนิด) และในปี 2564 มีปริมาณต้นไม้ 1,357 ต้น และค่าดัชนีความหลากหลายของต้นไม้อยู่ระหว่าง 0.070–0.540 หรือเฉลี่ย 0.184±0.127 (74 ชนิด) สำหรับการกระจายเชิงพื้นที่ด้วยเทคนิค average nearest neighbor ของปริมาณต้นไม้ในสองปีดังกล่าว โดยมีการกระจายในแบบเกาะกลุ่ม ซึ่งเป็นไปตามการกำหนดสมมติฐานแบบมีทิศทางโดยสมมติฐานหลัก (H<sub>0</sub>) ค่าดัชนีความหลากหลายเท่ากับ 1 (การกระจายในแบบเกาะกลุ่ม) และสมมติฐานทางเลือก (H<sub>A</sub>) ค่าดัชนีความหลากหลายมากกว่า 1 (การกระจายในแบบกระจาย) ที่ระดับนัยสำคัญ 0.01 ทั้งนี้พบการกระจายเชิงพื้นที่ของต้นไม้ในพื้นที่ศึกษาตามเส้นถนนบริเวณทางเท้า และที่รกร้างเป็นส่วนใหญ่ โดยมีชนิดพรรณเด่นของต้นไม้ คือ มะขาม ในปี พ.ศ. 2560 และกระถิน ในปี พ.ศ. 2564</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ความหลากหลายของชนิดต้นไม้ การวิเคราะห์เชิงพื้นที่และเวลา มหาวิทยาลัยสีเขียว</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>This study aimed to analyze and compare spatio-temporal data for distribution of tree species quantity and diversity in Rajamangala University of Technology ISAN where locates in Ni–Muang sub–district, Muang district, Nakhonratchasima province between 2017 and 2021. Shanon–Wiener diversity index was used for calculating tree diversity and distribution of tree species quantity and diversity was analyzed by average nearest neighbor in GIS program. The results were found that, in 2017, there were totally 1,357 trees and diversity index was between 0.038–0.531 or average 0.180±0.139 (72 species) and, in 2021, there were totally 1,357 trees and diversity index was between 0.070–0.540 or average 0.1836±0.127 (74 species) in year 2021. For spatial distribution of such two years, there were a clustered pattern according to the mainly non-directional hypothesis (H<sub>0</sub>) with diversity index equal to 1 (clustering) and the alternative hypothesis (H<sub>A</sub>) with diversity index higher than 0 (dispersion) at significant level 0.01. The spatial distribution of trees in the study area was found mostly along roads on sidewalks and abandoned areas with tree dominance consist of Tamarin in 2017 and Acacia in 2021.</p> <p><strong>Keywords: </strong>Geographic information system, Tree diversity, Spatio–temporal analysis, Green university</p> เยาวเรศ จันทะคัต Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14264 Sun, 06 Nov 2022 00:00:00 +0000 การเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อทางจุลพยาธิวิทยาในหอย Tarebia granifera (Lamarck, 1822) จากพื้นที่ปนเปื้อนโลหะหนัก (แคดเมียม) ที่ห้วยแม่ตาว จังหวัดตาก https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/13438 <p>Histopathological Changes in Tissue of the Gastropod <em>Tarebia granifera</em> (Lamarck, 1822) from a Heavy Metal (Cadmium) Contaminated Area at Huai Mae Tao, Tak Province, Thailand</p> <p> </p> <p>Sombat Singhakaew, Pinida Joradon, Ekgachai Jeratthitikul, Sirikanya Thanyakorn and Prayad Pokethitiyook</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>12 กุมภาพันธ์ 2564;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>20 กรกฎาคม 2565; <strong>ยอมรับตีพิมพ์: </strong>27 สิงหาคม 2565; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 11 พฤศจิกายน 2565 </p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>ห้วยแม่ตาวเป็นลำน้ำขนาดเล็กที่เป็นสาขาของแม่น้ำเมย อยู่ในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ของประเทศไทย ซึ่งพบการปนเปื้อนโลหะหนักแคดเมียมในแหล่งน้ำปริมาณสูงซึ่งเป็นผลพวงจากการทำเหมืองแร่สังกะสีในพื้นที่ต้นน้ำ การปนเปื้อนแคดเมียมในแหล่งน้ำผิวดินสูงเกินค่ามาตรฐานส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางจุลพยาธิวิทยาของเนื้อเยื่อในหอยเจดีย์ปุ่มยอดแหลม (<em>Tarebia granifera</em> Lamarck, 1822) ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่พบได้ทั่วไปในห้วยแม่ตาวและแม่น้ำเมย ในการศึกษานี้ได้เก็บตัวอย่างหอยจากพื้นที่ปนเปื้อนแคดเมียมและนำมาผ่านกระบวนการทางเนื้อเยื่อเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเนื้อเยื่อจากอวัยวะต่าง ๆ โดยที่ตัวอย่างหอยที่เก็บจากแม่น้ำเมยถูกใช้เป็นกลุ่มอ้างอิง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าหอยตัวอย่างที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ปนเปื้อนแคดเมียมมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อในอวัยวะต่าง ๆ เช่น เส้นใยกล้ามเนื้อในเนื้อเยื่อแผ่นเท้าผิดปกติ การลดจำนวนของซีเลียที่บริเวณซี่เหงือก เซลล์เยื่อบุลำไส้รูปร่างผิดปกติและการขยายออกของท่อภายในต่อมย่อยอาหาร การศึกษาการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อทางจุลพยาธิวิทยาของหอยเจดีย์ปุ่มยอดแหลมมีแนวโน้มสัมพันธ์กับพื้นที่ปนเปื้อนแคดเมียมและสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพในแหล่งน้ำที่มีการปนเปื้อนแคดเมียมได้</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ห้วยแม่ตาว แม่น้ำเมย แคดเมียม หอยเจดีย์ปุ่มยอดแหลม (<em>Tarebia granifera</em>) ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>Huai Mae Tao is a small creek tributary of Moei River, located in Mae Sot District, Tak Province, Thailand. It was found that the creek has been contaminated with cadmium (Cd) caused by the zinc mine activity in the upstream area. The Cd was exceeded the maximum allowable concentration in surface water sources that could effect on <em>aquatic animals </em>in this area. The aim of this research was to study the histopathological changes in tissue of the gastropod, <em>Tarebia granifera </em>(Lamarck, 1822), which is the most abundant aquatic mollusk found in Huai Mae Tao and Moei River. The snails were randomly collected from the Cd contaminated area. Then, they were histologically processed for investigating the histological changes in their tissue in the laboratory. The snails collected from Moei River were served as a reference group. The results revealed that <em>T. granifera</em> in contaminated area had abnormally changed in tissues of various organs such as abnormal muscle fibers in foot tissue, reduction of the number of gill cilia, irregular shaped epithelial cells in intestine, and dilation of digestive gland tubules. From the histological results of this study, <em>T. granifera</em> might be used as a bioindicator for Cd contaminated surface water resource.</p> <p><strong>Keywords:</strong>Huai Mae Tao, Moei River, Cadmium,<em> Tarebia</em><em>granifera</em>, bioindicator</p> สมบัติ สิงหาแก้ว, ปิณิดา จรดล, เอกชัย จิรัฏฐิติกุล, ศิริกัญญา ธัญญากร, ประหยัด โภคฐิติยุกต์ Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/13438 Mon, 07 Nov 2022 00:00:00 +0000 การพัฒนาโปรแกรมออกแบบลายผ้าเพื่อการสร้างสรรค์และสืบสานภูมิปัญญาผ้าไทย https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14205 <p>Development of Textile Design Program for Creating and Continuation of Thai Fabric Wisdom</p> <p> </p> <p>Chusak Yathongchai and Wilairat Yathongchai</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>9 กุมภาพันธ์ 2565;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>6 กรกฎาคม 2565;<strong> ยอมรับตีพิมพ์: </strong>12 กรกฎาคม 2565; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 14 พฤศจิกายน 2565</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาการใช้งานโปรแกรมในการออกแบบลายผ้า ที่พัฒนาขึ้นตามวงจรการพัฒนาระบบ บนแนวคิดการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ ด้วย Microsoft Visual Studio C#.NET ที่มีเครื่องมือช่วยในการออกแบบลายผ้าด้วยวิธีการสร้างลายด้วยมือเปล่า และการสืบค้นจากฐานข้อมูล ผลการวิจัยพบว่าโปรแกรมมีการทำงานหลัก 2 ส่วนคือ ส่วนสร้างและแก้ไขลายผ้า ที่มีฟังก์ชันการทำงานในการสร้าง แก้ไข คัดลอกลาย การนำรูปภาพรวมถึงลายเดิมมาสร้างเป็นลายใหม่ และส่วนแสดงภาพจำลองของผ้า ที่แสดงภาพจำลองผ้าตามลายที่ออกแบบ สีเส้นยืน จำนวนเส้นพุ่งที่ต้องการ และมีเครื่องมือพิมพ์ลายสำหรับใช้ประกอบการมัดหมี่ ย้อมสี และทอผ้าออกทางเครื่องพิมพ์ จากการทดสอบการใช้โปรแกรมกับกลุ่มทอผ้าจังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า 1) ผลการออกแบบลาย สมาชิกสามารถสร้างสรรค์ลวดลายใหม่ได้อย่างไม่จำกัด และสามารถนำลายผ้าเดิมของชุมชนมาทำการแกะลายและบันทึกไว้ในรูปไฟล์ดิจิทัลได้ มีผลการประเมินคุณภาพการออกแบบลายโดยผู้เชี่ยวชาญ ในความถูกต้องของจำนวนลำ ความถูกต้องของตำแหน่งลาย ขนาดของลาย และลักษณะของโครงสร้าง/รูปทรงของลายมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนสีสันของลายเป็นไปตามที่ออกแบบมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก และ 2) ผู้ใช้มีความพึงพอใจในการใช้งานโปรแกรมอยู่ในระดับมากที่สุด ทั้งในส่วนแสดงผลและพิมพ์ลายผ้า ส่วนออกแบบลายผ้า และภาพรวมการออกแบบโปรแกรม</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>โปรแกรมออกแบบลายผ้า การสร้างสรรค์ลายผ้าไทย การสืบสานลายผ้าไทย ภูมิปัญญาผ้าไทย</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p> This research aimed to develop and study the Textile Design program to design fabric patterns. The program has been developed according to the system development life cycle based on the concept of object–oriented programming using the Microsoft visual studio C#. NET. It has the tools to design fabric patterns with freehand editing and findings in databases. The results showed that the program had two major parts: 1) creating and editing pattern part, it had the functions to create, edit, copy, and import images, including the original patterns to create a new one; and 2) the part of fabric simulation image preview, it displayed fabric simulation images according to the designed patterns, warp colors, and number of wefts that were required. It also included a tool to print the patterns for tying, dyeing, and weaving processes. From testing the use of the program by the weaving groups in Buriram, the findings were as follows: 1) the pattern design results: the members could create an unlimited number of new designs. They could also copy the original patterns of their community and save them as digital files. The quality assessment results of the pattern designs by the experts in the accuracies of thread count, pattern position, size of the patterns, and characteristics of the pattern structures/shapes were at the highest level. The results of similarity evaluation between the fabric pattern colors and the designed colors were at a high level; and 2) the users were satisfied with the use of the program at the highest level in the pattern display and print part, the pattern design part, and the overall program design.</p> <p><strong>Keywords: </strong>Fabric pattern design program, Creation of Thai fabric pattern, The continuation of Thai fabric pattern, Thai fabric wisdom</p> ชูศักดิ์ ยาทองไชย, วิไลรัตน์ ยาทองไชย Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14205 Mon, 14 Nov 2022 00:00:00 +0000 การเพิ่มการผลิตซี–ไฟโคไซยานินและพอลิไฮดรอกซีบิวทิเรตในอาร์โทสไปรา พลาเทนซิส ที่เพาะเลี้ยงด้วยไดโอดเปล่งแสง (แอลอีดี) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14203 <p>Enhanced Production of C–Phycocyanin and Polyhydroxybutyrate in the <em>Arthrospira platensis</em> Cultured with Light–Emitting Diodes (LEDs)</p> <p> </p> <p>Chanchanok Duangsri, Winai Charunchaipipat, Khomson Satchasataporn, Authen Promariya, Nat–Anong Mudtham, Nattaphong Akrimajirachoote, Suchanit Ngamkala and Wuttinun Raksajit</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>6 กุมภาพันธ์ 2565;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>22 กุมภาพันธ์ 2565; <strong>ยอมรับตีพิมพ์: </strong>3 มีนาคม 2565; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 15 พฤศจิกายน 2565</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>ไซยาโนแบคทีเรียม อาร์โทสไปรา พลาเทนซิส เป็นทรัพยากรที่มีศักยภาพสูงในการผลิตสารประกอบที่มีมูลค่า เช่น ซี–ไฟโคไซยานิน (ซี-พีซี) และ พอลิไฮดรอกซีบิวทีเรต (พีเอชบี) การ ศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบของไดโอดเปล่งแสง (แอลอีดี) (แสงสีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน และสีขาว) ภายใต้ความเข้มแสงต่ำ ปานกลางและสูง (LL, ML, HL; 15, 30, 60 ไมโครโมลโฟตอนต่อตารางเมตรต่อวินาที ตามลำดับ) ต่อปริมาณชีวมวล คลอโรฟิลล–<em>เอ</em> ซี–พีซี และพีเอชบีของอาร์โทสไปรา พลาเทนซิส อีกทั้งประเมินแอคติวิตีการกำจัดอนุมูลอิสระของซี–พีซีของอาร์โทสไปรา พลาเทนซิส ผลการศึกษาพบว่า ค่าสูงสุดของปริมาณชีวมวล (2.80 ± 0.11 กรัมต่อลิตร) และปริมาณคลอโรฟิลล์–<em>เอ</em> (5.80 ± 0.12 มิลลิกรัมต่อลิตร) พบในเซลล์ที่เพาะเลี้ยงภายใต้แสงสีแดงที่มีความเข้มแสงปานกลาง ในขณะที่ค่าต่ำสุดของปริมาณชีวมวลและและปริมาณคลอโรฟิลล์–<em>เอ</em> พบในเซลล์ที่เพาะเลี้ยงภายใต้แสงสีน้ำเงินที่มีความเข้มแสงปานกลาง ในทางกลับกัน ซี–พีซี มีปริมาณเพิ่มขึ้นเท่ากับ 2.78 ± 0.07 มิลลิกรัมต่อกรัม ในเซลล์ที่เพาะเลี้ยงภายใต้แสงสีน้ำเงินที่มีความเข้มแสงสูง เมื่อเทียบกับแสงสีแดง สีเขียว และสีขาวที่ความเข้มแสงเดียวกัน นอกจากนี้พบว่า ซี–พีซี ที่ความเข้มข้น 100 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรซึ่งสกัดได้จากเซลล์ที่เพาะเลี้ยงภายใต้แสงสีน้ำเงินที่มีความเข้มแสงสูง แสดงค่าแอคติวิตีการกำจัดอนุมูลอิสระเท่ากับร้อยละ 52.1 ± 5.6 นอกจากนี้พีเอชบีมีปริมาณสูงสุด (9.18 ± 0.32%(w/w) DW) ในเซลล์ที่เพาะเลี้ยงภายใต้แสงสีขาวที่มีความเข้มแสงสูงและขาดแหล่งอาหารไนโตรเจนในอาหารเลี้ยง เมื่อเทียบกับแสงสีแดง สีเขียว และสีน้ำเงินที่ความเข้มแสงเดียวกัน การศึกษาครั้งนี้ให้ข้อมูลทางสรีรวิทยาที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับผลกระทบของสเปกตรัมแสงที่แตกต่างกันและความเข้มของแสงต่อการเจริญเติบโต ปริมาณรงควัตถุสังเคราะห์ด้วยแสง และพีเอชบี ซึ่งเป็นแนวทางเบื้องต้นในการปรับการผลิตสารประกอบที่มีมูลค่าสูงจากการเพาะเลี้ยงอาร์โทสไปรา พลาเทนซิส ให้เหมาะสม</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>อาร์โทสไปรา พลาเทนซิส ซี–ไฟโคไซยานิน แอลอีดี พอลิไฮดรอกซีบิวทีเรต</p> <p> </p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>The cyanobacterium <em>Arthrospira platensis</em> is considered a highly potential resource for the production of valuable compounds such as C–phycocyanin (C–PC) and poly–3–hydroxybutyrate (PHB). This study aimed to evaluate the effects of different coloured light–emitting diodes (LEDs) (red, green, blue, and white light) under low, medium, and high light intensity (LL, ML, HL; 15, 30, 60 µmol photons m<sup>–2</sup>s<sup>–1</sup>, respectively) on the biomass, chlorophyll–<em>a</em> (Chl–<em>a</em>), C–PC, and PHB contents of <em>A. platensis</em>, and further determine the free–radical scavenging activity of <em>A. platensis</em> C–PC. The results exhibited that the highest values for biomass (2.80 ± 0.11 g L<sup>–</sup><sup>1</sup>) and chlorophyll-<em>a</em> (Chl–<em>a</em>) content (5.80 ± 0.12 mg L<sup>–</sup><sup>1</sup>) were obtained in cells cultured under ML red light, while the lowest values for biomass and Chl–<em>a</em> content were observed in cells cultured under ML blue light. On the other hand, the C–PC value increased to 2.78 ± 0.07 mg g<sup>–1</sup> in cells cultured under HL blue light compared to red, green, and white lights with equal intensities. Besides, the purified C–PC obtained from cells cultured under HL blue light showed 52.1 ± 5.6% of free–radical scavenging activity at a C–PC concentration of 100 µg mL<sup>–</sup><sup>1</sup>. In addition, the maximum PHB content (9.18 ± 0.32%(w/w) DW) was obtained in cells cultured under HL white light with nitrogen deprivation compared to red, green, and blue lights with equal intensities. The results of the current study provide useful physiological information regarding the effects of different light spectra and light intensity on growth, photosynthetic pigments, and PHB as a prerequisite to optimize the production of high–value compounds from cultures of <em>A. platensis</em>.</p> <p> </p> <p><strong>Keywords: </strong><em>Arthrospira platensis</em>, C-Phycocyanin, LEDs, Polyhydroxybutyrate</p> ฉันท์ชนก ดวงศรี, วินัย จรูญไชยพิพัฒน์, คมสัน สัจจะสถาพร, อุเทน พรมอริยะ, นาฏอนงค์ หมุดธรรม, ณัฐพงศ์ อัคริมาจิรโชติ, สุชนิทธิ์ งามกาละ, วุฒินันท์ รักษาจิตร์ Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14203 Tue, 15 Nov 2022 00:00:00 +0000 การศึกษาเบื้องต้นในการใช้ผักตบชวาเพื่อเพาะเลี้ยงเห็ดกินได้ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/13978 <p>A Preliminary Study of Using Water Hyacinth for Cultivation of Edible Mushrooms</p> <p> </p> <p>Jirapornpong Numsiri, Teerawat Khithen, Apiwat Sukkasem and Nattawut Rungjindamai</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>31 ตุลาคม 2564;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>30 มกราคม 2565;<strong> ยอมรับตีพิมพ์: </strong>18 กุมภาพันธ์ 2565; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 15 พฤศจิกายน 2565</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ผักตบชวาเพื่อนำไปเพาะเลี้ยงเห็ด 3 ชนิดได้แก่ เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม และเห็ดเป๋าฮื้อ โดยทำการเพาะเลี้ยงเห็ดในอาหารจำนวน 3 สูตรได้แก่ 1) potato dextrose agar (PDA) 2) ผักตบชวาแห้ง และ 3) ผักตบชวาสด โดยเพาะเลี้ยงในขวดแก้ว หลังจากนั้นนำไปบ่มที่ 2 สภาวะ ได้แก่ อุณหภูมิห้อง (อยู่ระหว่าง 25–32°C) และอุณหภูมิคงที่ 25°C บ่มนาน 6 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่าเส้นใยของเห็ดทั้งสามชนิด สามารถเจริญได้ดีทั้งในอุณหภูมิ 25°C และที่อุณหภูมิห้อง เห็ดเป๋าฮื้อเจริญเฉพาะบนผักตบชวาสดเท่านั้น แต่เห็ดนางฟ้าและเห็ดนางรมสามารถเจริญได้ทั้งบนผักตบชวาสดและแห้ง ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าผักตบชวามีศักยภาพในการนำไปเพาะเห็ดแทนวัสดุดั้งเดิม เพื่อลดต้นทุนการผลิตและใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ในธรรมชาติ</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ผักตบชวา วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เห็ดกินได้</p> <p> </p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>The aim of this research was to focus on utilization of water hyacinth as a substrate for cultivation of three edible mushrooms including phoenix mushroom, oyster mushroom and abalone mushroom. They were grown on 3 types of substrates including 1) PDA, 2) dried water hyacinth and 3) fresh water hyacinth. The mushrooms were grown in glass jars and incubated at two conditions [room temperature (25–32ºC) and 25ºC] for six weeks and the fungal growth was observed weekly. The result showed that these three mushrooms were able to grow at both 25ºC and room temperature. Abalone mushroom can only grow on fresh water hyacinth. However, phoenix mushroom and oyster mushroom can grow actively either fresh or dried water hyacinth. This demonstrates that water hyacinth has the potential to be used for mushroom cultivation since it can reduce the cost production and utilize the agricultural waste.</p> <p> </p> <p><strong>Keywords: </strong>Water hyacinth, Agricultural waste, Edible mushroom</p> จิรพรพงศ์ นุ่มศิริ, อภิวัฒน์ สุขเกษม, ณัฐวุฒิ รุ่งจินดามัย Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/13978 Tue, 15 Nov 2022 00:00:00 +0000 ข้อมูลความลึกพื้นทะเลชุดใหม่ในอ่าวไทย และทะเลอันดามันในเขตประเทศไทย https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14209 <p>A new Bathymetric data in the Gulf of Thailand and Andaman Sea in the area of Thailand</p> <p> </p> <p>Pachoenchoke Jintasaeranee and Chantima Piyapong</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>20 กุมภาพันธ์ 2565;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>31 มีนาคม 2565;<strong> ยอมรับตีพิมพ์: </strong>27 พฤษภาคม 2565; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 30 พฤศจิกายน 2565</p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความคลาดเคลื่อนและปรับแก้ความถูกต้องข้อมูลความลึก GEBCO30 ชุดใหม่ เผยแพร่เมื่อ ค.ศ. 2015 จาก 6 พื้นที่ศึกษาบริเวณอ่าวไทย และ 3 พื้นที่ศึกษาบริเวณทะเลอันดามันในเขตประเทศไทย โดยเปรียบเทียบกับข้อมูลหยั่งน้ำชุดล่าสุดของกองสร้างแผนที่ กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ เผยแพร่เมื่อ พ.ศ. 2562 จำนวนรวมทั้งสิ้น 75 ระวาง ผลการศึกษาข้อมูลความลึก GEBCO30 ในพื้นที่ศึกษาบริเวณอ่าวไทยมีค่าความคลาดเคลื่อน THU 95% confidence level มากที่สุดร้อยละ 99.97 ที่พื้นที่อ่าวไทยด้านทิศใต้ (area F) และค่าน้อยที่สุดร้อยละ 99.84 ที่พื้นที่อ่าวไทยฝั่งตะวันออก (area A) และพื้นที่ศึกษาในทะเลอันดามันในเขตประเทศไทยมีความคลาดเคลื่อน THU 95% confidence level มากที่สุดร้อยละ 99.89 ที่ด้านล่างของพื้นที่ศึกษา (area J) และน้อยที่สุดร้อยละ 99.32 ที่ตอนกลางของพื้นที่ศึกษา (area H) แสดงว่าความคลาดเคลื่อนมีค่ามากกว่าบริเวณพื้นที่ค่อนข้างราบเรียบ ข้อมูล GEBCO30 ที่ถูกปรับแก้ความถูกต้องแล้วในพื้นที่ศึกษาทั้งหมดมีค่า TVU 95% confidence level มากที่สุดร้อยละ 99.99 เกือบทุกพื้นที่ ยกเว้นที่ area J ที่พบค่าเพียงร้อยละ 82.66 ข้อมูล GEBCO30 ที่ถูกปรับแก้ความถูกต้องแล้วรวมกับข้อมูล GEBCO30 ในบริเวณอ่าวไทยพบว่ามีค่า SD ต่ำกว่าร้อยละ 1 ของความลึกน้ำ ในขณะที่ข้อมูล GEBCO30 ที่ถูกปรับแก้ความถูกต้องแล้วรวมกับข้อมูล GEBCO30 ในทะเลอันดามันในเขตประเทศไทยมีค่า SD ใกล้เคียงกับร้อยละ 1 ของความลึก ข้อมูลความลึกชุดใหม่นี้อาจนำไปใช้ในการอธิบายลักษณะพื้นทะเลบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันในเขตประเทศไทยเพื่อการตัดสินใจวางแผนสำรวจและวิจัย</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>อ่าวไทย ทะเลอันดามัน ภูมิศาสตร์พื้นทะเล ข้อมูลความลึกเชิงพื้นที่</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>This research aimed to examine discrepancy and correct new GEBCO30 bathymetric data that was published in 2015 from 6 study areas in the Gulf of Thailand and 3 study areas in the Andaman Sea in the area of Thailand by comparison with the present ship–line sounding data of the Hydrographic Department, the Royal Thai Navy that were published in 2019 for 75 Navigation Charts in total. The results which were the study areas in the Gulf of Thailand had a maximum value of THU 95% confidence level of 99.97% at the area at the South (area F) and a minimum value of 99.84% at the area at the East (area A) and the study in the Andaman Sea in the area of Thailand had a maximum value of THU 95% confidence level of 99.89% at the lower part of the study areas (area J) and a minimum value of 99.32% at the middle part of the study areas (area H) showed higher values of discrepancy at almost smooth areas. The corrected GEBCO30 data of most study areas had a value of TVU 95% confidence level of 99.99% except at area J had a value of 82.66%. The collected GEBCO30 data plus the GEBCO30 data in the Gulf of Thailand showed SD value below 1% of water depth, while the collected GEBCO30 bathymetric data plus GEBCO30 data in the Andaman Sea in the area of Thailand showed a value of SD close to 1% of water depth. The new bathymetric data may be used for describing seafloor morphology of the Gulf of Thailand and the Andaman Sea in the area of Thailand for decision making to plan a survey and conduct a research.</p> <p><strong>Keywords: </strong>The Gulf of Thailand, Andaman Sea, Bathymetry, Qualitative bathymetric data</p> จันทิมา ปิยพงษ์, เผชิญโชค จินตเศรณี Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14209 Wed, 30 Nov 2022 00:00:00 +0000 ความเข้มแข็งทางวิชาการวิชาวิทยาศาสตร์และความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนแผนการเรียนวิทยาศาสตร์ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/13987 <p>Science Academic Hardiness and Its Relationship with Science Learning Achievement of Science–Oriented Program’s Students</p> <p> </p> <p>Pitchayapha Chompunuch, Romklao Jantrasee and Parichat Saenna</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>28 ตุลาคม 2564;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>6 มีนาคม 2565; <strong>ยอมรับตีพิมพ์: </strong>22 มีนาคม 2565; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 10 ธันวาคม 2565</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>ความเข้มแข็งทางวิชาการเป็นลักษณะบุคลิกภาพที่แสดงให้เห็นถึงนักเรียนที่หลีกเลี่ยงวิชาที่ยาก และนักเรียนที่เต็มใจที่จะเผชิญความยากเพื่อความสำเร็จในการเรียน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความเข้มแข็งทางวิชาการในวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนแผนการเรียนวิทยาศาสตร์ และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มแข็งทางวิชาการวิชาวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 105 คน ที่กำลังศึกษาในแผนการเรียนวิทยาศาสตร์ ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามความเข้มแข็งทางวิชาการวิชาวิทยาศาสตร์ ประกอบไปด้วย 4 ด้าน คือ 1) ความมุ่งมั่นในการเรียน (commitment) การควบคุม (control) ซึ่งประกอบด้วย 2 ด้านย่อย คือ 2) การควบคุมความพยายามในการเรียน (control–effort) 3) การควบคุมผลที่เกิดขึ้นจากการเรียน (control–affect) และ 4) ความท้าทายในการเรียน (challenge) ใช้ผลการเรียนวิทยาศาสตร์เฉลี่ย (GPA) ในภาคการศึกษาล่าสุดวิชาวิทยาศาสตร์เป็นตัวแทนของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ หาค่าเฉลี่ยและจัดกลุ่มระดับความเข้มแข็งทางวิชาการ วิเคราะห์ข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มแข็งทางวิชาการวิชาวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์โดยการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างแบบกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน (partial least squares–structural equation modeling: PLS–SEM) ซึ่งผลการวิจัยพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 62.86) มีความเข้มแข็งทางวิชาการวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับดีมาก และนักเรียนที่เหลือ (ร้อยละ 37.14) มีความเข้มแข็งทางวิชาการวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณารายองค์ประกอบพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 51.45 ในความมุ่งมั่นในการเรียน ร้อยละ 67.62 ในการควบคุมความพยายามในการเรียน และร้อยละ 49.52 การควบคุมผลที่เกิดขึ้นจากการเรียน) มีความเข้มแข็งทางวิชาการวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับดีมาก ยกเว้นองค์ประกอบด้านความท้าทายในการเรียนที่นักเรียนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 56.19) อยู่ในระดับดี แม้ว่านักเรียนมีองค์ประกอบของความเข้มแข็งทางวิชาการที่ดี แต่กลับพบว่ามีเพียงองค์ประกอบความมุ่งมั่นในการเรียนเท่านั้นที่มีความสัมพันธ์ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ (<em>p</em> &lt; 0.05) นอกจากนี้ยังพบว่าความมุ่งมั่นในการเรียนยังมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างแข็งแกร่งในระดับสูง (<em>p</em> &lt; 0.01) ต่อองค์ประกอบอื่น ๆ ของความเข้มแข็งทางวิชาการด้วยเช่นกัน</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ความเข้มแข็งทางวิชาการ ความเข้มแข็งทางวิชาการวิชาวิทยาศาสตร์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นักเรียนแผนการเรียนวิทยาศาสตร์</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p> Academic hardiness is a personality characteristic that demonstrates to students who avoid difficulties of academic courses, and others who are willing to pursue these types of difficulties to achieve the goal. This study aimed to explore: 1) Science academic hardiness (SAH) of students in science–oriented program, and 2) the relationship between SAH and science learning achievement. One–hundred and five of 10<sup>th</sup> graders in science-oriented program obtained by purposive sampling were participated in the study. Science academic hardiness questionnaire consists of four dimensions: 1) ‘commitment’, 2) ‘control–effort’, 3) ‘control–affect’, and 4) ‘challenge’. Grade point average (GPA) of the latest semester of science subjects were used as science learning achievement. Gathered data were analyzed and grouped. Partial least squares–structural equation modeling (PLS-SEM) was used to study the relationship between science academic hardiness and science learning achievement. The results revealed that most students (62.86%) had a ‘very good’ level of SAH, while the remaining (37.14%) had a ‘good’ level of SAH. When considering each component independently, it was found that most students had a ‘very good’ level (51.62% for ‘commitment’, 67.62% for ‘control–effort’, and 49.52% for ‘control–affect’), except for the ‘challenging’ dimension where most of them (56.19%) were categorized in a ‘good’ level. Though their SAHs were relatively good, but only the ‘commitment’ dimension was correlated with science learning achievement (<em>p</em> &lt; 0.05). Additionally, ‘commitment’ dimension was found correlated to other dimensions (<em>p</em> &lt; 0.01).</p> <p><strong>Keywords: </strong>Academic hardiness, Science academic hardiness, Learning achievement, Science–oriented program’s student</p> พิชญาภา ชมภูนุช, ร่มเกล้า จันทราษี, ปาริชาติ แสนนา Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/13987 Sat, 10 Dec 2022 00:00:00 +0000 ความสัมพันธ์ของปัจจัยแวดล้อมบางประการต่อความหลากหลายของชนิดพันธุ์และการสะสมมวลชีวภาพของไม้ป่าในพื้นที่ทิ้งร้างจากการเกษตร อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14052 <p>Relationships of some Microenvironments on Tree Species <span style="font-size: 0.875rem;">Diversity and Biomass Accumulation in Agricultural Abandoned Areas in Bo Kluea District, Nan Province</span></p> <p> </p> <p>Panida Kachina, Thaworn Onprapai, Angkana Somsak, Nichapat Duangthip and Sutheera Humhuk</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>13 ธันวาคม 2564;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>16 มีนาคม 2565;<strong> ยอมรับตีพิมพ์: </strong>25 มีนาคม 2565; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 17 ธันวาคม 2565</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>พื้นที่การเกษตรเดิมของเกษตรกรในอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน มีลักษณะเป็นพื้นที่ชายป่าธรรมชาติที่เชื่อมต่อกับพื้นที่เกษตร โดยเป็นพื้นที่ที่มีความแตกต่างกันของชนิดพืชในสองพื้นที่ระหว่างแนวรอยต่อ โดยการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนไปในช่วงที่เกิดการรบกวนสามารถเกิดขึ้นในบริเวณดังกล่าว การศึกษาในครั้งนี้จึงศึกษาองค์ประกอบชนิดพันธุ์ไม้ป่าในพื้นที่ 1) ป่าที่มีความสมบูรณ์ ป่าใกล้เคียงพื้นที่ชุมชน และพื้นที่ชายป่า และ 2) พื้นที่แปลงสำรวจที่เป็นพื้นที่ผ่านการทำการเกษตรมาก่อนและได้มีการปล่อยทิ้งร้างไว้ในระยะต่างๆ โดยทำการศึกษาสมบัติของดินบางประการ ได้แก่ ปฏิกิริยาดิน ปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดในดิน ปริมาณของฟอสฟอรัส ปริมาณโพแทสเซียม และทำการจัดอันดับปัจจัยดินกับกลุ่มชนิดไม้โดยใช้ค่าการสะสมมวลชีวภาพประเมินความสัมพันธ์ ผลการศึกษาพบว่ามีชนิดไม้เด่น เช่น กรมเขา ติ้วเกลี้ยง ทะโล้ ประดู่ป่า และ ก่อแป้น เป็นต้น ปรากฏในพื้นที่ มีค่าดัชนีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ไม้ระหว่างประเภทพื้นที่สำรวจในช่วง 1.10 – 2.54 สามารถแบ่งปัจจัยด้านดินในพื้นที่ได้เป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่มีสัมพันธ์กับธาตุอาหารในดิน และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาดิน (pH) และสามารถจัดกลุ่มการสะสมมวลชีวภาพของพืชได้เป็น กลุ่มแปลงป่าธรรมชาติได้รับปัจจัยที่มีอิทธิพลจากความสูงจากระดับน้ำ ทะเล พื้นที่ทิ้งร้างเป็นพื้นที่ที่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยปริมาณธาตุอาหารและปฏิกิริยาดิน</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ความหลากหลายของชนิดพันธุ์ การสะสมมวลชีวภาพ สมบัติของดิน พื้นที่ทิ้งร้างจากการเกษตร</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p> The highlands agricultural areas mostly adjust to forest edges. As agricultural areas in Bo Kluea District, Nan Province was characterized by a natural forest connected to agri-cultural areas. Tree communities different between two types may cause by changes in envi-ronmental factors during disturbances. This study compares forest species composition in areas natural forest, forest edges, and abandoned areas in different stages. Some soil pro-perties such as soil reaction (pH), Total nitrogen, available phosphorus, and exchangeable potassium were accessed. The trees biomass was used to investigate the effect of factors (include Alt.). The results showed that the dominant tree species such as <em>Aporosa nigricans</em>, <em>Schima wallichii</em>, <em>Cratoxylum cochinchinense</em>, <em>Pterocarpus macrocarpus</em>, and <em>Castanopsis diversifolia</em> represent to dominant species. The diversity index among the survey area types showed in the range of 1.10–2.54. Using PCA, all factors were divided into two groups: 1) the group associated with the soil nutrients and 2) the group which influenced by soil reaction. The biomass accumulation of plants can be divided into 1) Natural Forest plots which are influenced by sea-level elevation, 2) young, abandoned areas and forest edge was an area that related with nutrient factors, and 3) old, abandoned areas related to soil reaction factor.</p> <p><strong>Keywords: </strong>Tree species diversity, biomass accumulation, Soil property, Abandoned areas</p> ปณิดา กาจีนะ, ถาวร อ่อนประไพ, อังคณา สมศักดิ์, ณิชาภัทร์ ดวงทิพย์, สุธีระ เหิมฮึก Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14052 Sat, 17 Dec 2022 00:00:00 +0000 ความหลากหลายพรรณไม้รอบและบนโบราณสถานวัดใหญ่ชัยมงคล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/13750 <p>Diversity of Plants around and on the Ancient Monument at Wat Yai Chai Mongkol, Phra Nakorn Sri Ayutthaya Province</p> <p> </p> <p>Ratapol Sornprasert, Sayam Aroonsrimorakot, Anong Hambananda, Thanongsak Jonganurak, Phrakhruphisutbunsan, Phrakhrusirichaimongkol, Phramahnutthanitsumano, Suwannee Abdulramam, Sufianee Taleh, Sutida Pongnok and Aschara Waiyapat</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>9 กรกฎาคม 2564;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>9 มกราคม 2565;<strong> ยอมรับตีพิมพ์: </strong>16 เมษายน 2565; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์</strong>: 19 ธันวาคม 2565</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>ความหลากหลายพรรณไม้ในโบราณสถานพบ 2 ดิวิชั่น 33 วงศ์ 47 สกุล 52 ชนิด ยกเว้นบนเสมาไม่พบพรรณไม้ ซึ่งวงศ์ที่พบทั้งรอบและบนโบราณสถาน 4 วงศ์ 3 สกุล 4 ชนิด สำหรับมอสส์พบในฤดูฝน อื่น ๆ ได้แก่ ไลเคน ความหนาแน่นพรรณไม้รอบโบราณสถาน พบว่าอโศกเซนคาเบรียล (<em>Polyalthia longifolia</em> (Benth) Hook. f.) มีความหนาแน่นมากที่สุด ส่วนบนบริเวณกำแพง พบโพ (<em>Ficus religiosa </em>L.) มีความหนาแน่นมากที่สุด เมื่อศึกษาการปกคลุมพื้นที่ของพรรณไม้รอบโบราณสถานพบหญ้านวลน้อย (<em>Zoysia matrella </em>(L.) Merr.) ปกคลุมร้อยละ 30 ของพื้นที่ บนบริเวณอุโบสถและบนบริเวณเจดีย์รายพบโพมากที่สุด บนบริเวณวิหารพบโพและไทรกร่าง (<em>F.</em> <em>microcarpa </em>L. f.) การปกคลุมพื้นที่ของพรรณไม้บนบริเวณกำแพงพบผักตำลึง (<em>Coccinia grandis</em> (L.) Voigt) ปกคลุมมากที่สุด บนบริเวณอุโบสถ บนบริเวณวิหารและเจดีย์รายพบหญ้าน้ำดับไฟ (<em>Lindenbergia philippensis</em> (Cham. &amp; Schltdl.) Benth.) ปกคลุมมากที่สุด นิเวศวิทยารอบโบราณสถานพบว่าบริเวณที่พบพรรณไม้ส่วน-มากดินเป็นดินร่วนปนทรายและมีพื้นปูนซีเมนต์ ในขณะที่บนโบราณสถานสร้างมาจากปูนก่อ อิฐ และปูนฉาบ ส่วนระดับความสูงที่พบพรรณไม้และลักษณะบริเวณที่พบพรรณไม้บนโบราณสถานแตกต่างกัน พบลักษณะวิสัยพรรณไม้ 5 กลุ่ม ส่วนรอบโบราณสถานพบ 6 กลุ่ม</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ความหลากหลายพรรณไม้ โบราณสถาน วัดใหญ่ชัยมงคล</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>Diversity of plants in the archaeological site found 2 divisions, 33 families, 47 genera, 52 species, except on the Sema, no plants were found, which families found both around and on ancient sites, 4 families, 3 genera, 4 species for moss and lichens found in the rainy season. Density of plants around the ancient site found that a Sok Senkhabrian (<em>Polyalthia longifolia</em> (Benth) Hook. f.) was the most density on the archaeological site. Around the wall, it was found that Pho (<em>Ficus religiosa </em>L.) had the highest density. When studying the area cover of plants around the ancient site, Ya Nuan Noi (<em>Zoysia matrella </em>(L.) Merr.) was covered 30 percent of the area. On the Ubosot and Chedi Rai, Pho and Sai Krang (<em>F.</em> <em>microcarpa</em> L. f.) was occurred. The wall found the most cover of Phak Tam Lueng (<em>Coccinia grandis</em> (L.) Voigt). On the area of the Ubosot, Viharn and Chedi Rai, Ya Nam Dap Fai (<em>Lindenbergia philippensis</em> (Cham. &amp; Schltdl.) Benth.) was the most covered. By the ecology around the ancient site, the most plants were found in this area were sandy loam soil and found cement floor. While on the archaeological site, it was built from masonry, brick and plaster. The height of the plants and habitat of plants were classified into five different groups, but six different groups were found around the ancient site.</p> <p><strong>Keywords: </strong>Diversity of plants, Ancient monument, Wat Yai Chai Mongkol</p> รัฐพล ศรประเสริฐ, สยาม อรุณศรีมรกต, อนงคณ์ หัมพานนท์, ทนงศักดิ์ จงอนุรักษ์, พระครูพิสุทธิ์บุญสาร, พระครูสิริชัยมงคล, พระมหานัธนิติสุมโน, สุวรรณี อับดุลรามัน, สุเฟียนีย์ ตาเละ, สุธิดา ป้องนอก, อัจฉรา ไวยพัฒน์ Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/13750 Mon, 19 Dec 2022 00:00:00 +0000 ประสิทธิภาพการบำบัดสารซีโอดีของน้ำเสียจากโรงล้างขยะถุงพลาสติกโดยการเติมโอโซน https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/13981 <p>The COD Removal Efficiency of Wastewater from Plastic Bag Washing Plant by Ozonation</p> <p> </p> <p>Chutima Namwiset, Nutcha Wongsup, Sitthichai Chaikhan and Supanee Junsiri</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>27 ตุลาคม 2564;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>7 มีนาคม 2565;<strong> ยอมรับตีพิมพ์: </strong>22 มีนาคม 2565; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 22 ธันวาคม 2565</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>งานวิจัยเชิงทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการบำบัดซีโอดี (chemical oxygen demand) ของน้ำเสียจากโรงล้างขยะถุงพลาสติกด้วยการเติมโอโซนในถังปฏิกิริยาปริมาตร 2 L บรรจุน้ำเสียที่มีค่าซีโอดีเริ่มต้น 170.88 mg/L การทดลองแบ่งออกเป็น 2 ชุด (ชุดละ 3 ซ้ำ) ได้แก่ น้ำเสียที่ไม่มีการเติมโอโซน (ชุดควบคุม) และน้ำเสียที่มีการเติมโอโซน 33.33 mg/h (ชุดทดลอง) โดยใช้ระยะเวลาการบำบัดนำเสีย ได้แก่ 2 h 4 h และ 8 h วิเคราะห์ค่าซีโอดีด้วยวิธีการกลั่นแบบปิด (closed reflux method) โดยการไทเทรตชุดการทดลองละ 3 ซ้ำ ผลการศึกษาพบว่า ค่าซีโอดีของน้ำเสียมีการเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลาที่ใช้ในการบำบัด โดยระยะเวลา 8 h เป็นระยะเวลาที่ลดค่าซีโอดีได้มากที่สุด หลังการบำบัดด้วยโอโซนเป็นเวลา 8 h พบว่า ประสิทธิภาพการบำบัดค่าซีโอดีมีค่าร้อยละ 46.42 – 50.55 (ร้อยละ 48.07 ± 2.19) สำหรับการบำบัดความขุ่น สี ออกซิเจนละลายน้ำ และของแข็งละลายน้ำด้วยกระบวนการเติมโอโซนเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับการบำบัดซีโอดี ดังนั้นการนำโอโซนมาใช้ในการบำบัดน้ำเสียที่ความเข้มข้นสูงจะต้องมีกระบวนการบำบัดขั้นต้นก่อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดค่าซีโอดีของการบำบัดด้วยโอโซนให้มากขึ้น</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>การเติมโอโซน การบำบัดน้ำเสีย โรงงานล้างขยะถุงพลาสติก</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>This experimental research aimed to study the efficiency of COD (Chemical Oxygen Demand) treatment of wastewater from plastic bag washing plants with the ozonation. The reaction tank has a capacity of 2 L containing wastewater with the initial value of COD 170.88 mg/L. The experiment included wastewater (control set) and wastewater at ozone constant 33.33 mgO<sub>3</sub>/h (experimental set). The duration of treatment is 2 h, 4 h and 8 h. The COD analysis method is the closed reflux method by titration (3 repetitions each set). The study results found that The COD of wastewater varies with the duration of treatment. The 8–h period is the period that gave the highest reduction of COD. The efficiency of COD treatment at 8 hours was 46.42% – 50.55% (48.07 ± 2.19%). Treatment of turbidity, color, dissolved oxygen, and dissolved solids with the ozone addition process is the same as COD treatment. Therefore, the ozone addition in high concentration wastewater treatment requires a pre–treatment process to optimize the COD reduction of ozonation.</p> <p> </p> <p><strong>Keywords: </strong>Ozonation, Wastewater treatment, Plastic bag washing plant</p> ชุติมา นามวิเศษ, ณัชชา วงค์สรรพ, สิทธิชัย ใจขาน, สุภาณี จันทร์ศิริ Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/13981 Thu, 22 Dec 2022 00:00:00 +0000 สปีชีส์ยีสต์ที่พบในลูกแป้งสาโทจากจังหวัดสุรินทร์: ความสามารถในการย่อยแป้งและการผลิตแอลกอฮอล์ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14339 <p>Yeasts Found in Loog–pang Sato from Surin Province: Their Amylolytic Activity and Alcohol Production</p> <p> </p> <p>Sasithorn Lorroengsil, Thanongsak Praseartsin, Nara Rodboonrit, Nareerat Moonjai and Jidapa Sangswan</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>29 เมษายน 2565;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>18 กันยายน 2565;<strong> ยอมรับตีพิมพ์: </strong>23 กันยายน 2565; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์: </strong>22 ธันวาคม</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดแยกเชื้อยีสต์จากลูกแป้งสาโทใน 6 อำเภอของจังหวัดสุรินทร์ ได้แก่ เมืองสุรินทร์ ปราสาท สำโรงทาบ ศรีขรภูมิ ท่าตูมและรัตนบุรี โดยนำตัวอย่างลูกแป้งที่ใช้ในการแยกยีสต์ จำนวน 8 ตัวอย่าง มาเพาะเชื้อในอาหารเหลว YM ที่เติม chloramphenicol ในอัตราส่วน 20 ppm และ sodium propionate 0.05% (น้ำหนัก/ปริมาตร) บ่มที่อุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง จากนั้นนำมาขีดลากแบบไขว้ (cross streak) บนอาหารแข็ง YM บ่มที่อุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24–48 ชั่วโมง สามารถแยกยีสต์ได้ทั้งหมด 24 ไอโซเลต เมื่อจัดจำแนกโดยการเทียบลำดับเบสของบริเวณ D1/D2 ของ 26S rDNA ยีสต์จำนวน 20 ไอโซเลต มีผลการระบุชนิดของยีสต์เป็นยีสต์ 4 สปีชีส์ คือ <em>Saccharomycopsis fibuligera </em>(10 ไอโซเลต) <em>Issatchenkia orientalis </em>(5 ไอโซเลต) <em>Pichia kudriavzevii </em>(4 ไอโซเลต) และ <em>Meyerozyma caribbica</em> (1 ไอโซเลต) ซึ่งยีสต์ <em>S</em><em>m</em><strong><em>.</em></strong><em> fibuligera</em> เป็นสปีชีส์ที่พบบ่อยที่สุด โดยพบในลูกแป้งจำนวน 4 ตัวอย่าง จากทั้งหมด 8 ตัวอย่าง ลูกแป้งส่วนใหญ่พบยีสต์เพียงสปีชีส์เดียวยกเว้น 3 ตัวอย่างที่พบยีสต์ 2 สปีชีส์ โดยลูกแป้งจากอำเภอรัตนบุรีพบยีสต์ <em>Sm. fibuligera </em>ร่วมกับ <em>P. kudriavzeii </em> ลูกแป้งจากอำเภอศรีขรภูมิ (แสงจันทร์) พบยีสต์ <em>Sm. fibuligera </em>ร่วมกับ <em>M. caribbica </em>และลูกแป้งจากอำเภอปราสาท พบยีสต์ <em>I. orientalis</em> ร่วมกับ <em>P. kudriavzevii</em> เมื่อนำยีสต์ทั้ง 24 ไอโซเลตมาทดสอบความสามารถในการย่อยแป้ง พบว่ามียีสต์จำนวน 10 ไอโซเลตที่มีการเจริญและสร้างวงใสบนอาหาร starch agar ได้แก่ ไอโซเลต RTN1–1, RTN1–2, RTN1–3, SRT1–1, SRT1–2, SRT1–3, SRT1–4, SJ1–3, SJ1–4 และ TT1–2 ยีสต์ทั้ง-หมดมีขนาดวงใสใกล้เคียงกันยกเว้น RTN1-1 และ RTN1-3 ที่มีขนาดวงใสเล็กกว่าอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามยีสต์จำนวน 10 ไอโซเลต ถูกระบุสปีชีส์เป็นยีสต์ <em>Sm. fibuligera</em> ส่วนความสามารถในการผลิตแอลกอฮอล์ในอาหารเลี้ยงเชื้อ fermentation broth ที่มีน้ำตาลซูโครส 10% (น้ำหนัก/ปริมาตร) พบว่ายีสต์ที่มีประสิทธิภาพในการผลิตแอลกอฮอล์สูงสุด คือ <em>I. orientalis</em> MSR2–2, MSR2–3 และ PS1–5 ซึ่งสามารถผลิตแอลกอฮอล์ได้ 5% (ปริมาตร/ปริมาตร) คิดเป็น 0.39 กรัมเอทานอล/กรัมซูโครส</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ยีสต์ ลูกแป้ง สุรินทร์ สาโท</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p> The objective of this research was to isolate yeast from the starter (loog–pang) of rice wine (sato) in 6 districts of Surin province including Mueang–Surin, Prasat, Samrong Thap, Sikhoraphum, Thatum and Rattanaburi. Eight samples of loog–pang were used to isolate yeast by adding to YM broth supplemented with 20 ppm of chloramphenicol and 0.05%(w/v) sodium propionate. The flasks were incubated at 35°C for 24 hours. Then yeasts in cultured medium were isolated on YM agar using the cross–streaking method after incubation at 35°C for 24–48 hours. Twenty–four of yeast isolates were obtained in present study. The yeast identification procedure based on the sequencing of amplified D1/D2 region of the yeast 26S ribosomal DNA, twenty of yeast isolates were identified to 4 species including <em>Saccharomycopsis fibuligera</em> (10 isolates),<em> Issatchenkia orientalis </em>(5 isolates),<em> Pichia kudriavzevii </em>(4 isolates) and<em> Meyerozyma caribbica </em>(1 isolate)<em>. </em>Yeast <em>Sm. fibuligera</em> was found in 4 samples from total 8 samples which was the most frequently found species in loog-pang. Only one yeast species was found mostly in loog–pang samples, except for 3 samples which two yeast species were found. Yeasts<em> Sm. fibuligera </em>and <em>P. kudriavzeii</em> were found in loog–pang samples from Rattanaburi district, <em>Sm. fibuligera </em>and <em>M. caribbica</em> were found in loog–pang samples from Sikhoraphum (Sang–Jan) district and <em>I. orientalis</em> and<em> P. kudriavzevii</em> were found in loog–pang samples from Prasat district. Among 24 isolates which were tested for starch hydrolysis, it was found that 10 isolates (RTN1–1, RTN1–2, RTN1–3, SRT1–1, SRT1–2, SRT1–3, SRT1–4, SJ1–3, SJ1–4 and TT1–2) could grow and produce clear zone on starch agar. The clear zone diameters of all isolates were similar, except for isolate RTN1–1 and RTN1–3 which were significantly smaller than others. However, all 10 isolates were identified species as<em> Sm. fibuligera</em>. Alcohol production was examined in fermentation broth containing 10%(w/v) sucrose. The highest alcohol contents of 5.0%(v/v) were obtained from<em> I. orientalis</em> isolates MSR2–2, MSR2–3 and PS1–5 with ethanol yield of 0.39 g<sub>ethanol</sub>/g<sub>sucrose</sub>.</p> <p><strong>Keywords: </strong>Yeast, Loog–pang, Surin, Sato</p> ศศิธร หล่อเรืองศิลป์, ทนงศักดิ์ ประเสริฐสิน, นรา รอดบุญฤทธิ์, นารีรัตน์ มูลใจ, จิดาภา แสงสวันต์ Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14339 Thu, 22 Dec 2022 00:00:00 +0000