วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL หน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ en-US วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) 1906-9790 กองบรรณาธิการ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14702 <p><strong>ที่ปรึกษา</strong></p> <p> </p> <p>คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p>(ศาสตราจารย์ ดร.ปรินทร์ ชัยวิสุทธางกูร)</p> <p> </p> <p><strong>บรรณาธิการ</strong></p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมเกียรติ พรพิสุทธิมาศ</p> <p> </p> <p><strong>บรรณาธิการจัดการ</strong></p> <p> </p> <p>ผู้่ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ ละลอกน้ำ</p> <p> </p> <p><strong>กองบรรณาธิการ</strong></p> <p> </p> <p>ศาสตราจารย์ ดร.วรรณทิพา รอดแรงค้า / สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี</p> <p> </p> <p>ศาสตราจารย์ ดร.อรินทิพย์ ธรรมชัยพิเนต /มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</p> <p> </p> <p>รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงเดือน พินสุวรรณ์ / มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช</p> <p> </p> <p>รองศาสตราจารย์ ดร.ประสาท เนืองเฉลิม / มหาวิทยาลัยมหาสารคาม</p> <p> </p> <p>รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี ลีกิจวัฒนะ / สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง</p> <p> </p> <p>รองศาสตราจารย์ ดร.พิชาภัค ศรียาภัย / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p> </p> <p>รองศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ศรี สุภาษร /มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</p> <p> </p> <p>รองศาสตราจารย์ ดร.เสาวรัตน์ จันทะโร / จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</p> <p> </p> <p>รองศาสตราจารย์ ดร.โสภณ บุญลือ / มหาวิทยาลัยขอนแก่น</p> <p> </p> <p>รองศาสตราจารย์ ดร.อภิเดช แสงดี / มหาวิทยาลัยมหาสารคาม</p> <p> </p> <p>รองศาสตราจารย์พเยาว์ ยินดีสุข / จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุลธิดา นุกูลธรรม / มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขวัญ เพียซ้าย / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขวัญจิต เหมะวิบูลย์ /มหาวิทยาลัยนเรศวร</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทิมา ปิยะพงษ์ / มหาวิทยาลัยบูรพา</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุมพต พุ่มศรีภานนท์ / มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฏฐ์ ดิษเจริญ / มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง / มหาวิทยาลัยศิลปากร</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทัศนียา ร. นพรัตน์แจ่มจำรัส / มหาวิทยาลัยมหิดล</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประภากร ธาราฉาย / มหาวิทยาลัยแม่โจ้</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยรัตน์ ดรบัณฑิต / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัดตาวัน นาใจแก้ว / มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เยาวนิตย์ ธาราฉาย / มหาวิทยาลัยแม่โจ้</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วุฒินันท์ รักษาจิตร์ / มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิรินันท์ แก่นทอง / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุระ วุฒิพรหม / มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนิษฐาน ศรีนวล / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อโนชา หมั่นภักดี / มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p> </p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรุณ ชาญชัยเชาว์วิวัฒน์ / มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา</p> <p> </p> <p>อาจารย์ ดร.กานต์ยุพา จิตติวัฒนา / มหาวิทยาลัยมหิดล</p> <p> </p> <p>อาจารย์ ดร.ธีรวัฒนา ภาระมาตย์ / มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</p> <p> </p> <p>ดร.สมบัติ คงวิทยา /กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี</p> <p> </p> <p>คุณวรรณวิมล เมฆบุญส่งลาภ / ศูนย์เครื่องมือวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</p> <p> </p> <p>Prof. Dr. Wee Tiong Seah / Melbourne Graduate School of Education, The University of Melbourne 234 Queensberry Street Victoria 3010, Australia</p> <p> </p> <p>Dr. Bin Hong /China Institute of Medical Biotechnology, Chinese Academy of Medical Sciences and Peking Union Medical College, Taintanxili #1, Beijing 100050, China</p> <p> </p> <p>Dr. Vandna Rai / National Research Centre on Plant Biotechnology, Indian Agriculture Research Institute, New Delhi 110012, India</p> <p> </p> <p><strong>ฝ่ายศิลป์และภาพ</strong></p> <p> </p> <p>นายสัญญา พาลุน</p> <p> </p> <p><strong>ฝ่ายจัดการและเลขานุการ</strong></p> <p> </p> <p>นางชลรดา สารทสมัย</p> สมเกียรติ พรพิสุทธิมาศ Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2022-09-06 2022-09-06 13 2 รูปแบบการทำนิพนธ์ต้นฉบับ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14196 - สมเกียรติ พรพิสุทธิมาศ Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2022-01-29 2022-01-29 13 2 คำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์ (Guidelines for Author) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14641 <p>-</p> สมเกียรติ พรพิสุทธิมาศ Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2022-08-03 2022-08-03 13 2 การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์สำหรับการวิเคราะห์และการเปรียบเทียบเชิงพื้นที่และเวลาเพื่อศึกษาการกระจายของปริมาณและความหลากหลายชนิดของต้นไม้ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14264 <p>Application of Geographic Information System for Spatio-temporal Analysis and Comparison to Study Distribution of Tree Species Quantity and Diversity in Rajamangala University of Technology ISAN</p> <p> </p> <p>Yaowaret Jantakat</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>26 กุมภาพันธ์ 2565;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>7 กรกฎาคม 2565; <strong>ยอมรับตีพิมพ์: </strong>12 กรกฎาคม 2565; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 6 พฤศจิกายน 2565</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การศึกษานี้มีจุดประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบเชิงพื้นที่และเวลาสำหรับการกระจายของปริมาณและความหลากหลายชนิดของต้นไม้ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ที่ตั้งในตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างปี พ.ศ. 2560 ถึง พ.ศ. 2564 ด้วยการคำนวณค่าดัชนีความหลากหลายด้วยวิธี Shanon–Wiener diversity index และการกระจายเชิงพื้นที่ของปริมาณและความหลากหลายชนิดของต้นไม้ด้วยเทคนิค average nearest neighbor ในโปรแกรมสารสนเทศภูมิศาสตร์ ผลการศึกษาพบว่า ในปี 2560 มีปริมาณต้นไม้ 1,375 ต้น และค่าดัชนีความหลากหลายของต้นไม้อยู่ระหว่าง 0.038–0.531 หรือเฉลี่ย 0.180±0.139 (72 ชนิด) และในปี 2564 มีปริมาณต้นไม้ 1,357 ต้น และค่าดัชนีความหลากหลายของต้นไม้อยู่ระหว่าง 0.070–0.540 หรือเฉลี่ย 0.184±0.127 (74 ชนิด) สำหรับการกระจายเชิงพื้นที่ด้วยเทคนิค average nearest neighbor ของปริมาณต้นไม้ในสองปีดังกล่าว โดยมีการกระจายในแบบเกาะกลุ่ม ซึ่งเป็นไปตามการกำหนดสมมติฐานแบบมีทิศทางโดยสมมติฐานหลัก (H<sub>0</sub>) ค่าดัชนีความหลากหลายเท่ากับ 1 (การกระจายในแบบเกาะกลุ่ม) และสมมติฐานทางเลือก (H<sub>A</sub>) ค่าดัชนีความหลากหลายมากกว่า 1 (การกระจายในแบบกระจาย) ที่ระดับนัยสำคัญ 0.01 ทั้งนี้พบการกระจายเชิงพื้นที่ของต้นไม้ในพื้นที่ศึกษาตามเส้นถนนบริเวณทางเท้า และที่รกร้างเป็นส่วนใหญ่ โดยมีชนิดพรรณเด่นของต้นไม้ คือ มะขาม ในปี พ.ศ. 2560 และกระถิน ในปี พ.ศ. 2564</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ความหลากหลายของชนิดต้นไม้ การวิเคราะห์เชิงพื้นที่และเวลา มหาวิทยาลัยสีเขียว</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>This study aimed to analyze and compare spatio-temporal data for distribution of tree species quantity and diversity in Rajamangala University of Technology ISAN where locates in Ni–Muang sub–district, Muang district, Nakhonratchasima province between 2017 and 2021. Shanon–Wiener diversity index was used for calculating tree diversity and distribution of tree species quantity and diversity was analyzed by average nearest neighbor in GIS program. The results were found that, in 2017, there were totally 1,357 trees and diversity index was between 0.038–0.531 or average 0.180±0.139 (72 species) and, in 2021, there were totally 1,357 trees and diversity index was between 0.070–0.540 or average 0.1836±0.127 (74 species) in year 2021. For spatial distribution of such two years, there were a clustered pattern according to the mainly non-directional hypothesis (H<sub>0</sub>) with diversity index equal to 1 (clustering) and the alternative hypothesis (H<sub>A</sub>) with diversity index higher than 0 (dispersion) at significant level 0.01. The spatial distribution of trees in the study area was found mostly along roads on sidewalks and abandoned areas with tree dominance consist of Tamarin in 2017 and Acacia in 2021.</p> <p><strong>Keywords: </strong>Geographic information system, Tree diversity, Spatio–temporal analysis, Green university</p> Yaowaret Jantakat Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2022-11-06 2022-11-06 13 2 169 183 10.14456/jstel.2022.13 การเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อทางจุลพยาธิวิทยาในหอย Tarebia granifera (Lamarck, 1822) จากพื้นที่ปนเปื้อนโลหะหนัก (แคดเมียม) ที่ห้วยแม่ตาว จังหวัดตาก https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/13438 <p>Histopathological Changes in Tissue of the Gastropod <em>Tarebia granifera</em> (Lamarck, 1822) from a Heavy Metal (Cadmium) Contaminated Area at Huai Mae Tao, Tak Province, Thailand</p> <p> </p> <p>Sombat Singhakaew, Pinida Joradon, Ekgachai Jeratthitikul, Sirikanya Thanyakorn and Prayad Pokethitiyook</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>12 กุมภาพันธ์ 2564;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>20 กรกฎาคม 2565; <strong>ยอมรับตีพิมพ์: </strong>27 สิงหาคม 2565; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 11 พฤศจิกายน 2565 </p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>ห้วยแม่ตาวเป็นลำน้ำขนาดเล็กที่เป็นสาขาของแม่น้ำเมย อยู่ในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ของประเทศไทย ซึ่งพบการปนเปื้อนโลหะหนักแคดเมียมในแหล่งน้ำปริมาณสูงซึ่งเป็นผลพวงจากการทำเหมืองแร่สังกะสีในพื้นที่ต้นน้ำ การปนเปื้อนแคดเมียมในแหล่งน้ำผิวดินสูงเกินค่ามาตรฐานส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางจุลพยาธิวิทยาของเนื้อเยื่อในหอยเจดีย์ปุ่มยอดแหลม (<em>Tarebia granifera</em> Lamarck, 1822) ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่พบได้ทั่วไปในห้วยแม่ตาวและแม่น้ำเมย ในการศึกษานี้ได้เก็บตัวอย่างหอยจากพื้นที่ปนเปื้อนแคดเมียมและนำมาผ่านกระบวนการทางเนื้อเยื่อเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเนื้อเยื่อจากอวัยวะต่าง ๆ โดยที่ตัวอย่างหอยที่เก็บจากแม่น้ำเมยถูกใช้เป็นกลุ่มอ้างอิง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าหอยตัวอย่างที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ปนเปื้อนแคดเมียมมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อในอวัยวะต่าง ๆ เช่น เส้นใยกล้ามเนื้อในเนื้อเยื่อแผ่นเท้าผิดปกติ การลดจำนวนของซีเลียที่บริเวณซี่เหงือก เซลล์เยื่อบุลำไส้รูปร่างผิดปกติและการขยายออกของท่อภายในต่อมย่อยอาหาร การศึกษาการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อทางจุลพยาธิวิทยาของหอยเจดีย์ปุ่มยอดแหลมมีแนวโน้มสัมพันธ์กับพื้นที่ปนเปื้อนแคดเมียมและสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพในแหล่งน้ำที่มีการปนเปื้อนแคดเมียมได้</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ห้วยแม่ตาว แม่น้ำเมย แคดเมียม หอยเจดีย์ปุ่มยอดแหลม (<em>Tarebia granifera</em>) ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>Huai Mae Tao is a small creek tributary of Moei River, located in Mae Sot District, Tak Province, Thailand. It was found that the creek has been contaminated with cadmium (Cd) caused by the zinc mine activity in the upstream area. The Cd was exceeded the maximum allowable concentration in surface water sources that could effect on <em>aquatic animals </em>in this area. The aim of this research was to study the histopathological changes in tissue of the gastropod, <em>Tarebia granifera </em>(Lamarck, 1822), which is the most abundant aquatic mollusk found in Huai Mae Tao and Moei River. The snails were randomly collected from the Cd contaminated area. Then, they were histologically processed for investigating the histological changes in their tissue in the laboratory. The snails collected from Moei River were served as a reference group. The results revealed that <em>T. granifera</em> in contaminated area had abnormally changed in tissues of various organs such as abnormal muscle fibers in foot tissue, reduction of the number of gill cilia, irregular shaped epithelial cells in intestine, and dilation of digestive gland tubules. From the histological results of this study, <em>T. granifera</em> might be used as a bioindicator for Cd contaminated surface water resource.</p> <p><strong>Keywords:</strong>Huai Mae Tao, Moei River, Cadmium,<em> Tarebia</em><em>granifera</em>, bioindicator</p> สมบัติ สิงหาแก้ว ปิณิดา จรดล เอกชัย จิรัฏฐิติกุล ศิริกัญญา ธัญญากร ประหยัด โภคฐิติยุกต์ Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2022-11-07 2022-11-07 13 2 184 197 10.14456/jstel.2022.14 การพัฒนาโปรแกรมออกแบบลายผ้าเพื่อการสร้างสรรค์และสืบสานภูมิปัญญาผ้าไทย https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14205 <p>Development of Textile Design Program for Creating and Continuation of Thai Fabric Wisdom</p> <p> </p> <p>Chusak Yathongchai and Wilairat Yathongchai</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>9 กุมภาพันธ์ 2565;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>6 กรกฎาคม 2565;<strong> ยอมรับตีพิมพ์: </strong>12 กรกฎาคม 2565; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 14 พฤศจิกายน 2565</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาการใช้งานโปรแกรมในการออกแบบลายผ้า ที่พัฒนาขึ้นตามวงจรการพัฒนาระบบ บนแนวคิดการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ ด้วย Microsoft Visual Studio C#.NET ที่มีเครื่องมือช่วยในการออกแบบลายผ้าด้วยวิธีการสร้างลายด้วยมือเปล่า และการสืบค้นจากฐานข้อมูล ผลการวิจัยพบว่าโปรแกรมมีการทำงานหลัก 2 ส่วนคือ ส่วนสร้างและแก้ไขลายผ้า ที่มีฟังก์ชันการทำงานในการสร้าง แก้ไข คัดลอกลาย การนำรูปภาพรวมถึงลายเดิมมาสร้างเป็นลายใหม่ และส่วนแสดงภาพจำลองของผ้า ที่แสดงภาพจำลองผ้าตามลายที่ออกแบบ สีเส้นยืน จำนวนเส้นพุ่งที่ต้องการ และมีเครื่องมือพิมพ์ลายสำหรับใช้ประกอบการมัดหมี่ ย้อมสี และทอผ้าออกทางเครื่องพิมพ์ จากการทดสอบการใช้โปรแกรมกับกลุ่มทอผ้าจังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า 1) ผลการออกแบบลาย สมาชิกสามารถสร้างสรรค์ลวดลายใหม่ได้อย่างไม่จำกัด และสามารถนำลายผ้าเดิมของชุมชนมาทำการแกะลายและบันทึกไว้ในรูปไฟล์ดิจิทัลได้ มีผลการประเมินคุณภาพการออกแบบลายโดยผู้เชี่ยวชาญ ในความถูกต้องของจำนวนลำ ความถูกต้องของตำแหน่งลาย ขนาดของลาย และลักษณะของโครงสร้าง/รูปทรงของลายมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนสีสันของลายเป็นไปตามที่ออกแบบมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก และ 2) ผู้ใช้มีความพึงพอใจในการใช้งานโปรแกรมอยู่ในระดับมากที่สุด ทั้งในส่วนแสดงผลและพิมพ์ลายผ้า ส่วนออกแบบลายผ้า และภาพรวมการออกแบบโปรแกรม</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>โปรแกรมออกแบบลายผ้า การสร้างสรรค์ลายผ้าไทย การสืบสานลายผ้าไทย ภูมิปัญญาผ้าไทย</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p> This research aimed to develop and study the Textile Design program to design fabric patterns. The program has been developed according to the system development life cycle based on the concept of object–oriented programming using the Microsoft visual studio C#. NET. It has the tools to design fabric patterns with freehand editing and findings in databases. The results showed that the program had two major parts: 1) creating and editing pattern part, it had the functions to create, edit, copy, and import images, including the original patterns to create a new one; and 2) the part of fabric simulation image preview, it displayed fabric simulation images according to the designed patterns, warp colors, and number of wefts that were required. It also included a tool to print the patterns for tying, dyeing, and weaving processes. From testing the use of the program by the weaving groups in Buriram, the findings were as follows: 1) the pattern design results: the members could create an unlimited number of new designs. They could also copy the original patterns of their community and save them as digital files. The quality assessment results of the pattern designs by the experts in the accuracies of thread count, pattern position, size of the patterns, and characteristics of the pattern structures/shapes were at the highest level. The results of similarity evaluation between the fabric pattern colors and the designed colors were at a high level; and 2) the users were satisfied with the use of the program at the highest level in the pattern display and print part, the pattern design part, and the overall program design.</p> <p><strong>Keywords: </strong>Fabric pattern design program, Creation of Thai fabric pattern, The continuation of Thai fabric pattern, Thai fabric wisdom</p> ชูศักดิ์ ยาทองไชย วิไลรัตน์ ยาทองไชย Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2022-11-14 2022-11-14 13 2 198 213 10.14456/jstel.2022.15 การเพิ่มการผลิตซี–ไฟโคไซยานินและพอลิไฮดรอกซีบิวทิเรตในอาร์โทสไปรา พลาเทนซิส ที่เพาะเลี้ยงด้วยไดโอดเปล่งแสง (แอลอีดี) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14203 <p>Enhanced Production of C–Phycocyanin and Polyhydroxybutyrate in the <em>Arthrospira platensis</em> Cultured with Light–Emitting Diodes (LEDs)</p> <p> </p> <p>Chanchanok Duangsri, Winai Charunchaipipat, Khomson Satchasataporn, Authen Promariya, Nat–Anong Mudtham, Nattaphong Akrimajirachoote, Suchanit Ngamkala and Wuttinun Raksajit</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>6 กุมภาพันธ์ 2565;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>22 กุมภาพันธ์ 2565; <strong>ยอมรับตีพิมพ์: </strong>3 มีนาคม 2565; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 15 พฤศจิกายน 2565</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>ไซยาโนแบคทีเรียม อาร์โทสไปรา พลาเทนซิส เป็นทรัพยากรที่มีศักยภาพสูงในการผลิตสารประกอบที่มีมูลค่า เช่น ซี–ไฟโคไซยานิน (ซี-พีซี) และ พอลิไฮดรอกซีบิวทีเรต (พีเอชบี) การ ศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบของไดโอดเปล่งแสง (แอลอีดี) (แสงสีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน และสีขาว) ภายใต้ความเข้มแสงต่ำ ปานกลางและสูง (LL, ML, HL; 15, 30, 60 ไมโครโมลโฟตอนต่อตารางเมตรต่อวินาที ตามลำดับ) ต่อปริมาณชีวมวล คลอโรฟิลล–<em>เอ</em> ซี–พีซี และพีเอชบีของอาร์โทสไปรา พลาเทนซิส อีกทั้งประเมินแอคติวิตีการกำจัดอนุมูลอิสระของซี–พีซีของอาร์โทสไปรา พลาเทนซิส ผลการศึกษาพบว่า ค่าสูงสุดของปริมาณชีวมวล (2.80 ± 0.11 กรัมต่อลิตร) และปริมาณคลอโรฟิลล์–<em>เอ</em> (5.80 ± 0.12 มิลลิกรัมต่อลิตร) พบในเซลล์ที่เพาะเลี้ยงภายใต้แสงสีแดงที่มีความเข้มแสงปานกลาง ในขณะที่ค่าต่ำสุดของปริมาณชีวมวลและและปริมาณคลอโรฟิลล์–<em>เอ</em> พบในเซลล์ที่เพาะเลี้ยงภายใต้แสงสีน้ำเงินที่มีความเข้มแสงปานกลาง ในทางกลับกัน ซี–พีซี มีปริมาณเพิ่มขึ้นเท่ากับ 2.78 ± 0.07 มิลลิกรัมต่อกรัม ในเซลล์ที่เพาะเลี้ยงภายใต้แสงสีน้ำเงินที่มีความเข้มแสงสูง เมื่อเทียบกับแสงสีแดง สีเขียว และสีขาวที่ความเข้มแสงเดียวกัน นอกจากนี้พบว่า ซี–พีซี ที่ความเข้มข้น 100 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรซึ่งสกัดได้จากเซลล์ที่เพาะเลี้ยงภายใต้แสงสีน้ำเงินที่มีความเข้มแสงสูง แสดงค่าแอคติวิตีการกำจัดอนุมูลอิสระเท่ากับร้อยละ 52.1 ± 5.6 นอกจากนี้พีเอชบีมีปริมาณสูงสุด (9.18 ± 0.32%(w/w) DW) ในเซลล์ที่เพาะเลี้ยงภายใต้แสงสีขาวที่มีความเข้มแสงสูงและขาดแหล่งอาหารไนโตรเจนในอาหารเลี้ยง เมื่อเทียบกับแสงสีแดง สีเขียว และสีน้ำเงินที่ความเข้มแสงเดียวกัน การศึกษาครั้งนี้ให้ข้อมูลทางสรีรวิทยาที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับผลกระทบของสเปกตรัมแสงที่แตกต่างกันและความเข้มของแสงต่อการเจริญเติบโต ปริมาณรงควัตถุสังเคราะห์ด้วยแสง และพีเอชบี ซึ่งเป็นแนวทางเบื้องต้นในการปรับการผลิตสารประกอบที่มีมูลค่าสูงจากการเพาะเลี้ยงอาร์โทสไปรา พลาเทนซิส ให้เหมาะสม</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>อาร์โทสไปรา พลาเทนซิส ซี–ไฟโคไซยานิน แอลอีดี พอลิไฮดรอกซีบิวทีเรต</p> <p> </p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>The cyanobacterium <em>Arthrospira platensis</em> is considered a highly potential resource for the production of valuable compounds such as C–phycocyanin (C–PC) and poly–3–hydroxybutyrate (PHB). This study aimed to evaluate the effects of different coloured light–emitting diodes (LEDs) (red, green, blue, and white light) under low, medium, and high light intensity (LL, ML, HL; 15, 30, 60 µmol photons m<sup>–2</sup>s<sup>–1</sup>, respectively) on the biomass, chlorophyll–<em>a</em> (Chl–<em>a</em>), C–PC, and PHB contents of <em>A. platensis</em>, and further determine the free–radical scavenging activity of <em>A. platensis</em> C–PC. The results exhibited that the highest values for biomass (2.80 ± 0.11 g L<sup>–</sup><sup>1</sup>) and chlorophyll-<em>a</em> (Chl–<em>a</em>) content (5.80 ± 0.12 mg L<sup>–</sup><sup>1</sup>) were obtained in cells cultured under ML red light, while the lowest values for biomass and Chl–<em>a</em> content were observed in cells cultured under ML blue light. On the other hand, the C–PC value increased to 2.78 ± 0.07 mg g<sup>–1</sup> in cells cultured under HL blue light compared to red, green, and white lights with equal intensities. Besides, the purified C–PC obtained from cells cultured under HL blue light showed 52.1 ± 5.6% of free–radical scavenging activity at a C–PC concentration of 100 µg mL<sup>–</sup><sup>1</sup>. In addition, the maximum PHB content (9.18 ± 0.32%(w/w) DW) was obtained in cells cultured under HL white light with nitrogen deprivation compared to red, green, and blue lights with equal intensities. The results of the current study provide useful physiological information regarding the effects of different light spectra and light intensity on growth, photosynthetic pigments, and PHB as a prerequisite to optimize the production of high–value compounds from cultures of <em>A. platensis</em>.</p> <p> </p> <p><strong>Keywords: </strong><em>Arthrospira platensis</em>, C-Phycocyanin, LEDs, Polyhydroxybutyrate</p> ฉันท์ชนก ดวงศรี วินัย จรูญไชยพิพัฒน์ คมสัน สัจจะสถาพร อุเทน พรมอริยะ นาฏอนงค์ หมุดธรรม ณัฐพงศ์ อัคริมาจิรโชติ สุชนิทธิ์ งามกาละ วุฒินันท์ รักษาจิตร์ Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2022-11-15 2022-11-15 13 2 214 227 10.14456/jstel.2022.16 การศึกษาเบื้องต้นในการใช้ผักตบชวาเพื่อเพาะเลี้ยงเห็ดกินได้ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/13978 <p>A Preliminary Study of Using Water Hyacinth for Cultivation of Edible Mushrooms</p> <p> </p> <p>Jirapornpong Numsiri, Teerawat Khithen, Apiwat Sukkasem and Nattawut Rungjindamai</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>31 ตุลาคม 2564;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>30 มกราคม 2565;<strong> ยอมรับตีพิมพ์: </strong>18 กุมภาพันธ์ 2565; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 15 พฤศจิกายน 2565</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ผักตบชวาเพื่อนำไปเพาะเลี้ยงเห็ด 3 ชนิดได้แก่ เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม และเห็ดเป๋าฮื้อ โดยทำการเพาะเลี้ยงเห็ดในอาหารจำนวน 3 สูตรได้แก่ 1) potato dextrose agar (PDA) 2) ผักตบชวาแห้ง และ 3) ผักตบชวาสด โดยเพาะเลี้ยงในขวดแก้ว หลังจากนั้นนำไปบ่มที่ 2 สภาวะ ได้แก่ อุณหภูมิห้อง (อยู่ระหว่าง 25–32°C) และอุณหภูมิคงที่ 25°C บ่มนาน 6 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่าเส้นใยของเห็ดทั้งสามชนิด สามารถเจริญได้ดีทั้งในอุณหภูมิ 25°C และที่อุณหภูมิห้อง เห็ดเป๋าฮื้อเจริญเฉพาะบนผักตบชวาสดเท่านั้น แต่เห็ดนางฟ้าและเห็ดนางรมสามารถเจริญได้ทั้งบนผักตบชวาสดและแห้ง ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าผักตบชวามีศักยภาพในการนำไปเพาะเห็ดแทนวัสดุดั้งเดิม เพื่อลดต้นทุนการผลิตและใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ในธรรมชาติ</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ผักตบชวา วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เห็ดกินได้</p> <p> </p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>The aim of this research was to focus on utilization of water hyacinth as a substrate for cultivation of three edible mushrooms including phoenix mushroom, oyster mushroom and abalone mushroom. They were grown on 3 types of substrates including 1) PDA, 2) dried water hyacinth and 3) fresh water hyacinth. The mushrooms were grown in glass jars and incubated at two conditions [room temperature (25–32ºC) and 25ºC] for six weeks and the fungal growth was observed weekly. The result showed that these three mushrooms were able to grow at both 25ºC and room temperature. Abalone mushroom can only grow on fresh water hyacinth. However, phoenix mushroom and oyster mushroom can grow actively either fresh or dried water hyacinth. This demonstrates that water hyacinth has the potential to be used for mushroom cultivation since it can reduce the cost production and utilize the agricultural waste.</p> <p> </p> <p><strong>Keywords: </strong>Water hyacinth, Agricultural waste, Edible mushroom</p> จิรพรพงศ์ นุ่มศิริ อภิวัฒน์ สุขเกษม ณัฐวุฒิ รุ่งจินดามัย Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2022-11-15 2022-11-15 13 2 228 237 10.14456/jstel.2022.17 ข้อมูลความลึกพื้นทะเลชุดใหม่ในอ่าวไทย และทะเลอันดามันในเขตประเทศไทย https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14209 <p>A new Bathymetric data in the Gulf of Thailand and Andaman Sea in the area of Thailand</p> <p> </p> <p>Pachoenchoke Jintasaeranee and Chantima Piyapong</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>20 กุมภาพันธ์ 2565;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>31 มีนาคม 2565;<strong> ยอมรับตีพิมพ์: </strong>27 พฤษภาคม 2565; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 30 พฤศจิกายน 2565</p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความคลาดเคลื่อนและปรับแก้ความถูกต้องข้อมูลความลึก GEBCO30 ชุดใหม่ เผยแพร่เมื่อ ค.ศ. 2015 จาก 6 พื้นที่ศึกษาบริเวณอ่าวไทย และ 3 พื้นที่ศึกษาบริเวณทะเลอันดามันในเขตประเทศไทย โดยเปรียบเทียบกับข้อมูลหยั่งน้ำชุดล่าสุดของกองสร้างแผนที่ กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ เผยแพร่เมื่อ พ.ศ. 2562 จำนวนรวมทั้งสิ้น 75 ระวาง ผลการศึกษาข้อมูลความลึก GEBCO30 ในพื้นที่ศึกษาบริเวณอ่าวไทยมีค่าความคลาดเคลื่อน THU 95% confidence level มากที่สุดร้อยละ 99.97 ที่พื้นที่อ่าวไทยด้านทิศใต้ (area F) และค่าน้อยที่สุดร้อยละ 99.84 ที่พื้นที่อ่าวไทยฝั่งตะวันออก (area A) และพื้นที่ศึกษาในทะเลอันดามันในเขตประเทศไทยมีความคลาดเคลื่อน THU 95% confidence level มากที่สุดร้อยละ 99.89 ที่ด้านล่างของพื้นที่ศึกษา (area J) และน้อยที่สุดร้อยละ 99.32 ที่ตอนกลางของพื้นที่ศึกษา (area H) แสดงว่าความคลาดเคลื่อนมีค่ามากกว่าบริเวณพื้นที่ค่อนข้างราบเรียบ ข้อมูล GEBCO30 ที่ถูกปรับแก้ความถูกต้องแล้วในพื้นที่ศึกษาทั้งหมดมีค่า TVU 95% confidence level มากที่สุดร้อยละ 99.99 เกือบทุกพื้นที่ ยกเว้นที่ area J ที่พบค่าเพียงร้อยละ 82.66 ข้อมูล GEBCO30 ที่ถูกปรับแก้ความถูกต้องแล้วรวมกับข้อมูล GEBCO30 ในบริเวณอ่าวไทยพบว่ามีค่า SD ต่ำกว่าร้อยละ 1 ของความลึกน้ำ ในขณะที่ข้อมูล GEBCO30 ที่ถูกปรับแก้ความถูกต้องแล้วรวมกับข้อมูล GEBCO30 ในทะเลอันดามันในเขตประเทศไทยมีค่า SD ใกล้เคียงกับร้อยละ 1 ของความลึก ข้อมูลความลึกชุดใหม่นี้อาจนำไปใช้ในการอธิบายลักษณะพื้นทะเลบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันในเขตประเทศไทยเพื่อการตัดสินใจวางแผนสำรวจและวิจัย</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>อ่าวไทย ทะเลอันดามัน ภูมิศาสตร์พื้นทะเล ข้อมูลความลึกเชิงพื้นที่</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>This research aimed to examine discrepancy and correct new GEBCO30 bathymetric data that was published in 2015 from 6 study areas in the Gulf of Thailand and 3 study areas in the Andaman Sea in the area of Thailand by comparison with the present ship–line sounding data of the Hydrographic Department, the Royal Thai Navy that were published in 2019 for 75 Navigation Charts in total. The results which were the study areas in the Gulf of Thailand had a maximum value of THU 95% confidence level of 99.97% at the area at the South (area F) and a minimum value of 99.84% at the area at the East (area A) and the study in the Andaman Sea in the area of Thailand had a maximum value of THU 95% confidence level of 99.89% at the lower part of the study areas (area J) and a minimum value of 99.32% at the middle part of the study areas (area H) showed higher values of discrepancy at almost smooth areas. The corrected GEBCO30 data of most study areas had a value of TVU 95% confidence level of 99.99% except at area J had a value of 82.66%. The collected GEBCO30 data plus the GEBCO30 data in the Gulf of Thailand showed SD value below 1% of water depth, while the collected GEBCO30 bathymetric data plus GEBCO30 data in the Andaman Sea in the area of Thailand showed a value of SD close to 1% of water depth. The new bathymetric data may be used for describing seafloor morphology of the Gulf of Thailand and the Andaman Sea in the area of Thailand for decision making to plan a survey and conduct a research.</p> <p><strong>Keywords: </strong>The Gulf of Thailand, Andaman Sea, Bathymetry, Qualitative bathymetric data</p> จันทิมา ปิยพงษ์ เผชิญโชค จินตเศรณี Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2022-11-30 2022-11-30 13 2 238 249 10.14456/jstel.2022.18 ความเข้มแข็งทางวิชาการวิชาวิทยาศาสตร์และความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนแผนการเรียนวิทยาศาสตร์ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/13987 <p>Science Academic Hardiness and Its Relationship with Science Learning Achievement of Science–Oriented Program’s Students</p> <p> </p> <p>Pitchayapha Chompunuch, Romklao Jantrasee and Parichat Saenna</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>28 ตุลาคม 2564;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>6 มีนาคม 2565; <strong>ยอมรับตีพิมพ์: </strong>22 มีนาคม 2565; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 30 พฤศจิกายน 2565 (Abstract)</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>ความเข้มแข็งทางวิชาการเป็นลักษณะบุคลิกภาพที่แสดงให้เห็นถึงนักเรียนที่หลีกเลี่ยงวิชาที่ยาก และนักเรียนที่เต็มใจที่จะเผชิญความยากเพื่อความสำเร็จในการเรียน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความเข้มแข็งทางวิชาการในวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนแผนการเรียนวิทยาศาสตร์ และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มแข็งทางวิชาการวิชาวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 105 คน ที่กำลังศึกษาในแผนการเรียนวิทยาศาสตร์ ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามความเข้มแข็งทางวิชาการวิชาวิทยาศาสตร์ ประกอบไปด้วย 4 ด้าน คือ 1) ความมุ่งมั่นในการเรียน (commitment) การควบคุม (control) ซึ่งประกอบด้วย 2 ด้านย่อย คือ 2) การควบคุมความพยายามในการเรียน (control–effort) 3) การควบคุมผลที่เกิดขึ้นจากการเรียน (control–affect) และ 4) ความท้าทายในการเรียน (challenge) ใช้ผลการเรียนวิทยาศาสตร์เฉลี่ย (GPA) ในภาคการศึกษาล่าสุดวิชาวิทยาศาสตร์เป็นตัวแทนของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ หาค่าเฉลี่ยและจัดกลุ่มระดับความเข้มแข็งทางวิชาการ วิเคราะห์ข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มแข็งทางวิชาการวิชาวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์โดยการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างแบบกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน (partial least squares–structural equation modeling: PLS–SEM) ซึ่งผลการวิจัยพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 62.86) มีความเข้มแข็งทางวิชาการวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับดีมาก และนักเรียนที่เหลือ (ร้อยละ 37.14) มีความเข้มแข็งทางวิชาการวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณารายองค์ประกอบพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 51.45 ในความมุ่งมั่นในการเรียน ร้อยละ 67.62 ในการควบคุมความพยายามในการเรียน และร้อยละ 49.52 การควบคุมผลที่เกิดขึ้นจากการเรียน) มีความเข้มแข็งทางวิชาการวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับดีมาก ยกเว้นองค์ประกอบด้านความท้าทายในการเรียนที่นักเรียนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 56.19) อยู่ในระดับดี แม้ว่านักเรียนมีองค์ประกอบของความเข้มแข็งทางวิชาการที่ดี แต่กลับพบว่ามีเพียงองค์ประกอบความมุ่งมั่นในการเรียนเท่านั้นที่มีความสัมพันธ์ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ (<em>p</em> &lt; 0.05) นอกจากนี้ยังพบว่าความมุ่งมั่นในการเรียนยังมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างแข็งแกร่งในระดับสูง (<em>p</em> &lt; 0.01) ต่อองค์ประกอบอื่น ๆ ของความเข้มแข็งทางวิชาการด้วยเช่นกัน</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ความเข้มแข็งทางวิชาการ ความเข้มแข็งทางวิชาการวิชาวิทยาศาสตร์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นักเรียนแผนการเรียนวิทยาศาสตร์</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p> Academic hardiness is a personality characteristic that demonstrates to students who avoid difficulties of academic courses, and others who are willing to pursue these types of difficulties to achieve the goal. This study aimed to explore: 1) Science academic hardiness (SAH) of students in science–oriented program, and 2) the relationship between SAH and science learning achievement. One–hundred and five of 10<sup>th</sup> graders in science-oriented program obtained by purposive sampling were participated in the study. Science academic hardiness questionnaire consists of four dimensions: 1) ‘commitment’, 2) ‘control–effort’, 3) ‘control–affect’, and 4) ‘challenge’. Grade point average (GPA) of the latest semester of science subjects were used as science learning achievement. Gathered data were analyzed and grouped. Partial least squares–structural equation modeling (PLS-SEM) was used to study the relationship between science academic hardiness and science learning achievement. The results revealed that most students (62.86%) had a ‘very good’ level of SAH, while the remaining (37.14%) had a ‘good’ level of SAH. When considering each component independently, it was found that most students had a ‘very good’ level (51.62% for ‘commitment’, 67.62% for ‘control–effort’, and 49.52% for ‘control–affect’), except for the ‘challenging’ dimension where most of them (56.19%) were categorized in a ‘good’ level. Though their SAHs were relatively good, but only the ‘commitment’ dimension was correlated with science learning achievement (<em>p</em> &lt; 0.05). Additionally, ‘commitment’ dimension was found correlated to other dimensions (<em>p</em> &lt; 0.01).</p> <p><strong>Keywords: </strong>Academic hardiness, Science academic hardiness, Learning achievement, Science–oriented program’s student</p> พิชญาภา ชมภูนุช ร่มเกล้า จันทราษี ปาริชาติ แสนนา Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2022-03-22 2022-03-22 13 2 Abstract Abstract 10.14456/jstel.2022.19 ประสิทธิภาพการบำบัดสารซีโอดีของน้ำเสียจากโรงล้างขยะถุงพลาสติกโดยการเติมโอโซน https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/13981 <p>The COD Removal Efficiency of Wastewater from Plastic Bag Washing Plant by Ozonation</p> <p> </p> <p>Chutima Namwiset, Nutcha Wongsup, Sitthichai Chaikhan and Supanee Junsiri</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>27 ตุลาคม 2564;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>7 มีนาคม 2565;<strong> ยอมรับตีพิมพ์: </strong>22 มีนาคม 2565; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 9 มิถุนายน 2565 (abstract)</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>งานวิจัยเชิงทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการบำบัดซีโอดี (chemical oxygen demand) ของน้ำเสียจากโรงล้างขยะถุงพลาสติกด้วยการเติมโอโซนในถังปฏิกิริยาปริมาตร 2 L บรรจุน้ำเสียที่มีค่าซีโอดีเริ่มต้น 170.88 mg/L การทดลองแบ่งออกเป็น 2 ชุด (ชุดละ 3 ซ้ำ) ได้แก่ น้ำเสียที่ไม่มีการเติมโอโซน (ชุดควบคุม) และน้ำเสียที่มีการเติมโอโซน 33.33 mg/h (ชุดทดลอง) โดยใช้ระยะเวลาการบำบัดนำเสีย ได้แก่ 2 h 4 h และ 8 h วิเคราะห์ค่าซีโอดีด้วยวิธีการกลั่นแบบปิด (closed reflux method) โดยการไทเทรตชุดการทดลองละ 3 ซ้ำ ผลการศึกษาพบว่า ค่าซีโอดีของน้ำเสียมีการเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลาที่ใช้ในการบำบัด โดยระยะเวลา 8 h เป็นระยะเวลาที่ลดค่าซีโอดีได้มากที่สุด หลังการบำบัดด้วยโอโซนเป็นเวลา 8 h พบว่า ประสิทธิภาพการบำบัดค่า ซีโอดีมีค่าร้อยละ 46.42 – 50.55 (ร้อยละ 48.07 ± 2.19) สำหรับการบำบัดความขุ่น สี ออกซิเจนละลายน้ำ และของแข็งละลายน้ำด้วยกระบวนการเติมโอโซนเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับการบำบัดซีโอดี ดังนั้นการนำโอโซนมาใช้ในการบำบัดน้ำเสียที่ความเข้มข้นสูงจะต้องมีกระบวนการบำบัดขั้นต้นก่อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดค่าซีโอดีของการบำบัดด้วยโอโซนให้มากขึ้น</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>การเติมโอโซน การบำบัดน้ำเสีย โรงงานล้างขยะถุงพลาสติก</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>This experimental research aimed to study the efficiency of COD (Chemical Oxygen Demand) treatment of wastewater from plastic bag washing plants with the ozonation. The reaction tank has a capacity of 2 L containing wastewater with the initial value of COD 170.88 mg/L. The experiment included wastewater (control set) and wastewater at ozone constant 33.33 mgO<sub>3</sub>/h (experimental set). The duration of treatment is 2 h, 4 h and 8 h. The COD analysis method is the closed reflux method by titration (3 repetitions each set). The study results found that The COD of wastewater varies with the duration of treatment. The 8–h period is the period that gave the highest reduction of COD. The efficiency of COD treatment at 8 hours was 46.42% – 50.55% (48.07 ± 2.19%). Treatment of turbidity, color, dissolved oxygen, and dissolved solids with the ozone addition process is the same as COD treatment. Therefore, the ozone addition in high concentration wastewater treatment requires a pre–treatment process to optimize the COD reduction of ozonation.</p> <p> </p> <p><strong>Keywords: </strong>Ozonation, Wastewater treatment, Plastic bag washing plant</p> ชุติมา นามวิเศษ ณัชชา วงค์สรรพ สิทธิชัย ใจขาน สุภาณี จันทร์ศิริ Copyright (c) 2022 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2022-03-22 2022-03-22 13 2 Abstract Abstract 10.14456/jstel.2022.23