วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL Abstrcting and Indexing Information หน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ en-US วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) 2651-074X การพัฒนาและประเมินความก้าวหน้าในการเรียนรู้สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนผ่านระบบการประเมิน BEAR https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14836 <p>Development and Assessment of Learners’ Learning Progression for Scientific Competency through BEAR Assessment System</p> <p> </p> <p>Sakkarin Achimar, Pongprapan Pongsophon and Pattamaporn Pimthong</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>9 ธันวาคม 2565;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>3 มีนาคม 2566;<strong> ยอมรับตีพิมพ์: </strong>4 เมษายน 2566; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์</strong>: 30 กันยายน 2566</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการพัฒนาและประเมินความก้าวหน้าในการเรียนรู้สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนผ่านระบบการประเมิน BEAR โดยเริ่มต้นด้วยการนำเสนอที่มาและความสำคัญของการพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียน นิยามและความสำคัญของความก้าวหน้าในการเรียนรู้ การนำเสนอรูปแบบการประเมินแบบ BEAR และกรณีศึกษาเกี่ยวกับการนำรูปแบบการประเมินแบบ BEAR ไปใช้ในการพัฒนาและประเมินความก้าวหน้าในการเรียนรู้การโต้แย้งซึ่งเป็นหนึ่งในสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียน รวมถึงข้อแนะนำในการนำข้อมูลความ ก้าวหน้าในการเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการประเมิน</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ความก้าวหน้าในการเรียนรู้ สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ การประเมินเพื่อการเรียนรู้ ระบบการประเมิน BEAR</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>This article aims to present the development and assessment of learners’ learning progression for scientific competency. It begins with presenting the background and significance of the development of scientific competence of learners. It presents the definition and importance of learning progression, BEAR assessment system and the case study of the application of the BEAR assessment system in the development and evaluation of scientific argumentation, one of components of scientific competency. This article discusses how to apply information from learning progression in curriculum development, teaching, and assessment.</p> <p><strong>Keywords: </strong>Learning progression, Science competency, Assessment for learning, BEAR assessment system</p> Sakkarin Achimar Pongprapan Pongsophon Pattamaporn Pimthong Copyright (c) 2023 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2023-09-30 2023-09-30 14 2 256 271 10.14456/jstel.2023.19 กองบรรณาธิการ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/15623 Somkiat Phornphisutthimas Copyright (c) 2023 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2023-09-06 2023-09-06 14 2 รูปแบบการทำนิพนธ์ต้นฉบับ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/15624 Somkiat Phornphisutthimas Copyright (c) 2023 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2023-09-06 2023-09-06 14 2 ถ้อยแถลงบรรณาธิการ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/15827 <p>วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ที่ท่านได้รับฉบับตีพิมพ์ (hard copy) ฉบับนี้จะออกเป็นฉบับสุดท้าย และจะดำเนินการวารสารฉบับออนไลน์ (online journal) ทางเดียว โดยเริ่มตั้งแต่เล่ม 15 ฉบับ 1 (มกราคม–มิถุนายน 2567) เป็นต้นไป จึงเรียนมาเพื่อทราบ การดำเนินการตีพิมพ์ใด ๆ ยังคงเหมือนเดิม และจะมีการปรับเปลี่ยนบรรณาธิการจัดการ จาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ ละลอกน้ำ (ถึงแก่กรรม) เป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิรินันท์ แก่นทอง แทน อย่างไรก็ตาม การตีพิมพ์บทความในวารสารฯ ยังคงไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายใด ๆ เหมือนเดิม และการตรวจบทความยังคงเข้มข้น และให้ความสำคัญกับงานวิชาการที่ดี มีคุณภาพ โดยเฉพาะงานวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จะได้รับการพิจารณาเพื่อตีพิมพ์ในวารสารฯ โดยยังคงขอบข่ายของวารสารเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ</p> <p> </p> <p>วารสารฯ ฉบับที่ท่านถืออยู่นี้ประกอบด้วยบทความวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ 2 เรื่อง และด้าน วิทยาศาสตรศึกษา 6 เรื่อง และบทความวิชาการด้านวิทยาศาสตรศึกษา 1 เรื่อง การนำเสนอข้อมูลใด ๆ เพื่อตีพิมพ์แม้จะเป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์ แต่ลิขสิทธิ์ของบทความในวารสารฯ เป็นของหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม หากผู้อ่านท่านใด นำไปใช้อ้างอิงในเชิงวิชาการ ไม่จำเป็นต้นขอลิขสิทธิ์การเผยแพร่มายังกองบรรณาธิการ (แต่ต้องอ้างอิงที่มาให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ) เว้นแต่มีการร้องขอจากหน่วยงานเพื่อกิจการใด ๆ เช่น การขอตำแหน่งวิชาการ ให้ผู้นิพนธ์ทำบันทึกขอลิขสิทธิ์ของภาพหรือเนื้อหาที่จะนำไปใช้เผยแพร่ มายังบรรณาธิการเพื่อพิจารณาตอบเป็นลายลักษณ์อักษรต่อไป</p> <p> </p> <p>ขอเชิญชวนให้ผู้นิพนธ์ที่สนใจนำเสนอร่างนิพนธ์ต้นฉบับมาตีพิมพ์ในวารสารฯ อ่านขอบข่าย ทำความเข้าใจกับรูปแบบ การอ้างอิง และเอกสารที่ต้องนำส่งมาเพื่อเสนอขอรับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิก่อนตีพิมพ์ เพื่อให้เกิดความครบถ้วนสมบูรณ์และรวดเร็วในการตรวจสอบเบื้องต้น และขอให้ตรวจการคัดลอกการตีพิมพ์เบื้องต้นมาก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับบทความของตนเองและผู้อื่นที่ตีพิมพ์มาก่อนหน้า ขอแก้เรื่องแบบนิพนธ์ต้นฉบับ หากผู้นิพนธ์เป็นคนไทยต้องทำตามข้อกำหนดที่เขียนไว้ทุกประการ เว้นแต่ผู้นิพนธ์ที่เป็นชาวต่างประเทศ ไม่จำเป็นต้องมีชื่อผู้นิพนธ์ สถานที่ติดต่อ และบทคัดย่อภาษาไทย ส่งมาด้วย การพิจารณาบทความยังคงต้องให้ความเข้มข้นกับการทำงานเน้นระเบียบวิธีวิจัย ผลการศึกษา การอภิปรายและสรุปผล รวมถึงความนำที่สอดคล้องกับงานวิจัยโดยย่อ ในฉบับถัด ๆ ไป หากมีการเขียนบทนำ ยาวมาก จะได้รับการปฏิเสธการตีพิมพ์เพื่อให้กลับไปแก้ไขก่อนนำเสนอตีพิมพ์ใหม่ต่อไป</p> <p> </p> <p>ขอบพระคุณผู้อ่านทบทวนบทความ (reviewers) ทุกท่านที่ให้ความสำคัญ ใส่ใจและให้ข้อเสนอแนะที่มีคุณค่า ทำให้บทความทุกเรื่องออกมีคุณภาพ น่าอ่าน และเข้าถึงผู้อ่านในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในโรงเรียนทั้งครูและนักเรียน นักวิจัย และผู้สนใจทั่วไป และหวังว่าจะได้รับความเมตตาในการช่วยเหลือให้วงวิชาการด้านนี้กว้างขวางและมีคุณภาพต่อไป</p> Somkiat Phornphisutthimas Copyright (c) 2023 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2023-12-23 2023-12-23 14 2 ข่าวการถึงแก่กรรม (Obituary) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/15793 <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ ละลอกน้ำ (พ.ศ. 2515-2566)</p> <p>ในวันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน 2566 เวลา 8.30 น. สิริอายุ 51 ปี</p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ ละลอกน้ำ (ครูโอเล่) อาศัยอยู่ที่บ้านพักและจากไปอย่างสงบด้วยอาการระบบทางเดินทางหายใจล้มเหลวและหัวใจวายเฉียบพลัน ครูโอเล่เป็นแบบอย่างที่ดีของการผลิตครูวิทยาศาสตร์ทั่วไป ตลอดระยะเวลาในการทำงานครูโอเล่ให้ความทุ่มเทกำลังกายและกำลังใจเพื่อพัฒนาลูกศิษย์ เมื่อปี พ.ศ. 2551 ได้ร่วมกันดำริเพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างสองภาควิชา คือ ภาควิชาชีววิทยาและภาค วิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป โดยมีส่วนร่วมในการจัดตั้งหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Research Unit on Science,</p> <p>Technology, Environment for Learning: <em>STEL</em>) ครูโอเล่เป็นผู้สนใจในด้านการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แม้จะไม่ได้จบมาทางด้านนี้โดยตรง และริเริ่มจัดการบริการวิชาการต่าง ๆ ให้กับโรงเรียนในระดับการ ศึกษาขั้นพื้นฐาน และอุดมศึกษา เคยดำรงตำแหน่งบริการเป็น ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาศักยภาพนิสิต รองคณบดีฝ่ายพัฒนาศักยภาพนิสิต และผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และเสนอให้มีการจัดทำวารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (<em>JSTEL</em>) ดำรงตำแหน่งบรรณาธิการจัดการ (managing director) มาตลอดระยะเวลาดำเนินการวารสาร 14 ปี นอกจากนี้ยังช่วยจัดหาทุนสนับสนุนการดำเนินการวารสารฯ ร่วมกันอาจารย์ภายในหน่วยวิจัยมาโดยตลอด ในช่วงท้ายก่อนการถึงแก่กรรม ครูโอเล่เป็นประธานหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป มีความร่วมมือกับนิสิต อาจารย์ภายในมหาวิทยาลัย และอาจารย์ต่างมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาวงการวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตรศึกษาให้กว้างขวางมากขึ้น</p> <p>การจากไปของครูโอเล่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั้ง ๆ ที่วารสารฯ ยังไม่ปิดเล่มที่ 14 ฉบับที่ 2 เรียบร้อย อย่างไรก็ตาม การทำงานวารสารฯ ก็ต้องดำเนินการต่อไปโดยไม่สามารถหยุดดำเนินการได้ แต่สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งกองบรรณาธิการได้พูดคุยกันไว้ก่อนครูโอเล่จะจากไป คือ การปรับ-เปลี่ยนและหยุดตีพิมพ์รูปเล่มวารสารฯ ให้คงเหลือแต่เฉพาะแบบออนไลน์เท่านั้น ไม่ว่าจะในด้านการผลิตครู การเข้าสังคม การทำงานมหาวิทยาลัยเด็ก การทำงานร่วมในหน่วยวิจัย และการบริการวิชาการ ครูโอเล่มักเป็นแบบอย่างที่ดีกับนิสิตและเพื่อนร่วมงานเสมอ</p> <p>ในนามของหัวหน้าหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ และหัวหน้ากองบรรณาธิการวารสารฯ ขอแสดงความเสียใจและไว้อาลัยกับการจากไปของครูโอเล่ ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติสากล ข่าวการถึงแก่กรรมของผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วยวิจัยและบรรณาธิการจัดการสามารถแถลงให้ผู้รู้จัก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ ละลอกน้ำ (ครูโอเล่) ทราบ และร่วมไว้อาลัยกับการสูญเสียบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างไม่มีวันหวนกลับ บุคลากรที่อยู่ข้างหลังจะได้สานต่องานที่ครูโอเล่ดำเนินการค้างไว้ รวมถึงวารสารฯ ก็ยังคงดำเนินการต่อไป</p> <p>หัวหน้ากองบรรณาธิการวารสาร <em>JSTEL</em></p> Somkiat Phornphisutthimas Copyright (c) 2023 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2023-12-10 2023-12-10 14 2 สารบัญ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/15826 Somkiat Phornphisutthimas Copyright (c) 2023 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2023-12-23 2023-12-23 14 2 ปกหลัง ปกหลัง การจัดการเรียนรู้โค้ดดิ้งโดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับโปรแกรมการเขียนชุดคำสั่งเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณสำหรับเด็กปฐมวัย https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/15304 <p>The Learning Provision of Unplugged Coding with A Set of Writing Coding Instructional Program to Promote Computational Thinking of Young Children</p> <p> </p> <p>Sarunya Yangyeun, Oraphan Butkatunyoo and Piyanan Hirunchalothorn</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>:</strong> 24 พฤศจิกายน 2565;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>28 กรกฎาคม 2566;<strong> ยอมรับตีพิมพ์: </strong>30 กรกฎาคม 2566; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 18 ธันวาคม 2566</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการด้านการคิดเชิงคำนวณของเด็กปฐมวัยระหว่างการจัดการเรียนรู้โค้ดดิ้งโดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับโปรแกรมการเขียนชุดคำสั่ง และเพื่อสังเกตและบันทึกพฤติกรรมที่แสดงพัฒนาการด้านการคิดเชิงคำนวณสำหรับเด็กปฐมวัย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ อายุระหว่าง 5–6 ปี ที่กำลังศึกษาในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กรุงเทพมหานคร จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้โค้ดดิ้งโดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับโปรแกรมการเขียนชุดคำสั่ง จำนวน 24 แผน และแบบประเมินการคิดเชิงคำนวณสำหรับเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้ข้อมูลทางสถิติ หาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่าทักษะการคิดเชิงคำนวณทั้งโดยรวมและรายด้าน ทั้ง 4 ด้านสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยด้านที่มีความเปลี่ยนแปลงมากที่สุด คือ ด้านการพิจารณาสาระ สำคัญของปัญหา รองลงมาคือ ด้านการออกแบบอัลกอริทึม ด้านการแยกย่อยปัญหาใหญ่ออกเป็นปัญหาย่อย และด้านที่การเปลี่ยนแปลงที่น้อยที่สุด คือ ด้านการจัดรูปแบบของปัญหาหรือวิธีการแก้ปัญหา โดยเด็กสามารถแก้ไขปัญหาด้วยการออกแบบและวางแผนการสร้างนิทานด้วยโปรแกรมการเขียนชุดคำสั่ง ScratchJr</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>การคิดเชิงคำนวณ โค้ดดิ้งโดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ โปรแกรมการเขียนชุดคำสั่ง เด็กปฐมวัย</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>The purpose of this study was to study the development of computational thinking of young children during the learning provision of unplugged coding with a set of writing instruction program, and to observe and record behaviors that showed the development of computational thinking of young children. The target groups in this study were 16 boys and girls, age between 5–6 years old, studying in kindergarten level 3 at Laor Uthit Demonstration School under the Office of the higher education council Bangkok. The instruments used in the study were: 24 plans of learning provision unplugged coding with a set of writing coding instructions computational thinking of young children Using statistical data to analyze by mean and standard deviation and analyze qualitative data through content analysis typology and content des-cription. The development of computational thinking skills in all and 4 areas was higher, with the area that changed the most was abstraction, followed by algorithm, decomposition, and the aspect in which the least change is pattern recognition. Almost children can solve problems by designing and planning story creation with the ScratchJr instruction set program.</p> <p><strong>Keywords: </strong>Computational thinking, Unplugged coding, Set of writing coding instructional program, Young children</p> Sarunya Yangyuen Oraphan Butkatunyoo Piyanan Hirunchalothorn Copyright (c) 2023 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2023-12-18 2023-12-18 14 2 133 147 10.14456/jstel.2023.11 การประเมินคุณภาพน้ำในแม่น้ำบางปะกงและชายฝั่งทะเลของจังหวัดชลบุรีในปี พ.ศ. 2563 โดยใช้วิธีดัชนีคุณภาพน้ำและภูมิสารสนเทศ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/15201 <p>Evaluation of Water Quality in Bangpakong River and Coastal Area of Chonburi Province in 2020 by Using Water Quality Index Method and Geoinformatics</p> <p> </p> <p>Jiradech Majandang and Chantima Piyapong</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>8 เมษายน 2566;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>2 มิถุนายน 2566;<strong> ยอมรับตีพิมพ์: </strong>11 มิถุนายน 2566; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์</strong>: 14 พฤศจิกายน 2566</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>จากการประเมินคุณภาพน้ำในแม่น้ำบางปะกงและชายฝั่งทะเลของจังหวัดชลบุรีในปี พ.ศ. 2563 จากข้อมูลคุณภาพน้ำที่ตรวจวัดได้รวมกับข้อมูลที่เผยแพร่โดยกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมทางน้ำ กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม และฝ่ายวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา ด้วยวิธีดัชนีคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดินและดัชนีคุณภาพน้ำทะเลและภูมิสารสนเทศ พบว่า พื้นที่ต้นน้ำมีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ดีและดีมากในทุกฤดู ตอนบนของแม่น้ำบางปะกงบริเวณพื้นที่รับน้ำจากชุมชนมีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมถึงพอใช้ในฤดูร้อน และเกณฑ์พอใช้ถึงดีมากในฤดูฝนและฤดูหนาว ตอนล่างของแม่น้ำบริเวณพื้นที่เกษตรกรรมและการเพาะเลี้ยงมีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมถึงพอใช้ในทุกฤดู ขณะที่คุณภาพน้ำในพื้นที่ปากแม่น้ำอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมในฤดูร้อน และเกณฑ์เสื่อมโทรมถึงพอใช้ในฤดูฝนและฤดูหนาว ส่วนคุณภาพน้ำในพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งทะเลอ่าวชลบุรีอยู่ในเกณฑ์พอใช้ถึงดีมากในฤดูร้อน เกณฑ์เสื่อมโทรมถึงดีในฤดูฝน และเกณฑ์พอใช้ในฤดูหนาว และคุณภาพน้ำในพื้นที่นันทนาการหาดบางแสนอยู่ในเกณฑ์พอใช้ถึงดีมากในฤดูร้อน เกณฑ์เสื่อมโทรมถึงดีมากในฤดูฝน และเกณฑ์พอใช้ถึงดีในฤดูหนาว ตามลำดับ การประเมินคุณภาพน้ำแสดงให้เห็นกิจกรรมในพื้นที่รับน้ำจากชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมและการเพาะเลี้ยงที่ส่งผลต่อคุณภาพน้ำที่ระบายผ่านปากแม่น้ำบางปะกงไปยังพื้นที่ชายฝั่งทะเลของจังหวัดชลบุรี</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>แม่น้ำบางปะกง การประเมินคุณภาพน้ำ ดัชนีคุณภาพน้ำ ภูมิสารสนเทศ</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>There was the evaluation of water quality in Bangpakong River and coastal areas of Chonburi Province in 2020 from the measured water quality data combined with the published data: 1) Pollution Control Department, Ministry of Natural Resources and Environment 2) Bureau of Aquatic Safety and Environment, Marine Department, Ministry of Transport and 3) Research Division for Marine Science, Institute of Marine Science, Burapha University. Surface Water Quality Index (WQI) and Marine Water Quality Index (MWQI) and geoinformatics method were used to evaluate the water quality in these areas. The finding is the following. For the area of watershed, the water quality was good and very good in all the seasons. However, for the upstream of the Bangpakong river in the community catchment area, the water quality was poor to moderate in summer season, and it was moderate to excellent in rainy and winter seasons. For the downstream of the river in the area of agriculture and farming, the water quality was poor to moderate in all seasons. However, the water quality in the area of river mouth was poor in summer season and was poor to moderate in rainy and winter seasons. As for the area of coastal aquaculture along the coast of Chonburi Bay, the water quality was moderate to excellent in summer season, was poor to good in rainy season and was moderate in winter season. Finally, the water quality of the area of recreation in Bangsaen Beach was moderate to excellent in summer season, was poor to excellent in rainy season and was moderate to good in winter season, respectively. The water quality assessment shows that community activities and agricultural and aquaculture areas affect on the quality of water discharge through the Bangpakong Estuary to the coastal areas of Chonburi Province.</p> <p><strong>Keywords: </strong>Bangpakong river, Assessment of water quality, Water quality index, Geoinformatics</p> Jiradech Majandang Chantima Piyapong Copyright (c) 2023 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2023-11-14 2023-11-14 14 2 148 166 10.14456/jstel.2023.12 การประยุกต์ใช้เตาชีวมวลชนิด Top–Lit Up–Draft (TLUD) ในการย้อมสีเตยหนามด้วยขมิ้นชัน (Curcuma longa L.) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/15393 <p>Application of Top–Lit Up–Draft (TLUD) Biomass Stove for Dyeing of Toei Nam with Turmeric (<em>Curcuma longa </em>L<em>.</em>)</p> <p> </p> <p>Surpanee Wunsri, Palachai Khaonuan, Noppadon Podkumnerd, Kosin Teeparuksapun, Nicha Prasongchan, Phattharapha Joypod and Rarin Khuawaraphan</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>11 มิถุนายน 2566;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>4 พฤศจิกายน 2566;<strong> ยอมรับตีพิมพ์: </strong>6 พฤศจิกายน 2566; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 18 ธันวาคม 2566</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาเตาชีวมวลชนิด TLUD และนำมาประยุกต์ใช้ในการย้อมสีเตยหนามด้วยขมิ้นชัน โดยประกอบเตาชีวมวลชนิด TLUD ซึ่งใช้ถังขนาด 200 ลิตร เป็นโครงสร้างภายนอก จากนั้นทดสอบสมรรถนะด้วยวิธีการต้มน้ำเดือด (WBT) จากนั้นนำเตาไปย้อมสีเส้นเตยหนามด้วยสารธรรมชาติ และนำเส้นเตยหนามที่ผ่านการย้อมมาขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ โดยการวิจัยพบว่า เตาชีวมวลชนิด TLUD จากถัง 200 ลิตร มีประสิทธิภาพเชิงความร้อน (h) เท่ากับ 17.55±0.14% จากการนำเตาไปย้อมเส้นเตยหนามด้วยขมิ้นพบว่าค่าสีก่อนและหลังการย้อมมีค่าแตกต่างกัน (<em>p</em> &lt; 0.01) โดยที่การย้อมใบหนามเตยด้วยขมิ้นไม่เป็นการลดสมบัติเชิงกล (ความต้านทานแรงดึง) เมื่อนำเส้นเตยหนามที่ผ่านการย้อมด้วยขมิ้นไปขึ้นรูปผลิตภัณฑ์กระเป๋าพบว่าเส้นเตยหนามสามารถสานขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ได้อย่างดี</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>เตาชีวมวลชนิด TLUD เตยหนาม ย้อมสี</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>The purpose of this research was to develop a TLUD biomass stove and applied for the dyeing of Toei Nam (<em>Pentaspadon velutinus </em>Hook.f.) with turmeric. A TLUD biomass stove was assembled using a 200–liter tank as an external structure. After that, the performance was investigated by using the water boiling test (WBT) method, then the stove was used for the dyeing of Toei Nam using turmeric. The results showed that TLUD biomass stove from a 200–liter tank has a thermal efficiency (h) of 17.55±0.14%. The TLUD biomass stove dyeing <em>P. velutinus </em>Hook.f. with turmeric found that the pre–dyeing and post–dyeing color values were statistically different (<em>p</em> &lt; 0.01). Dyeing of <em>P. velutinus </em>Hook.f. leaves with curcumin did not reduce the mechanical properties (tensile strength) and thus <em>P. velutinus</em> Hook.f. can be weaved into the product well.</p> <p><strong>Keywords: </strong>TLUD biomass stove, <em>Pentaspadon velutinus </em>Hook.f., Dyeing</p> Supranee Wunsri Palachai Khaonuan Noppadon Podkumnerd Kosin Teeparuksapun Nicha Prasongchan Phattharapha Joypod Rarin Khuawaraphan Copyright (c) 2023 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2023-12-18 2023-12-18 14 2 167 178 10.14456/jstel.2023.13 การพัฒนาการคิดเชิงคำนวณของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการปฏิบัติทางชีวสารสนเทศขั้นพื้นฐาน https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/15156 <p>Development of Computational Thinking of Tenth–Grade Students Using Basic Bioinformatics Practices</p> <p> </p> <p>Natthasit Norasit, Pongprapan Pongsophon, Wanwipa Vongsangnak and Santichai Anuworrachai</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>12 มีนาคม 2566; <strong>แก้ไขบทความ: </strong>13 ตุลาคม 2566;<strong> ยอมรับตีพิมพ์: </strong>5 ธันวาคม 2566; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 21 ธันวาคม 2566 </p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>วิทยาการคำนวณได้เข้ามามีบทบาทในวงการวิทยาศาสตร์อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดการข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่ มีความซับซ้อนสูง ผู้เรียนต้องเตรียมความพร้อมในการเป็นนักวิทยาศาสตร์ในยุคแห่งข้อมูลและเทคโนโลยีโดยการมีการคิดเชิงคำนวณ ทว่ายังไม่มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ ดังนั้น งานวิจัยมีเป้าหมายเพื่อ 1) วัดการคิดเชิงคำนวณของผู้เรียนก่อนและหลังเรียนด้วยการปฏิบัติทางชีวสารสนเทศขั้นพื้นฐาน และ 2) ศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีในการใช้การปฏิบัติทางชีวสารสนเทศขั้นพื้นฐานเพื่อพัฒนาการคิดเชิงคำนวณ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จำนวน 32 คน ผู้วิจัยออกแบบการจัดการเรียนรู้ แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ การจัดการเรียนรู้โดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์และใช้คอมพิวเตอร์ เก็บข้อมูลด้วยแบบวัดการคิดเชิงคำนวณ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยสองค่าที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (paired <em>t</em>–test) พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนการคิดเชิงคำนวณก่อนและหลังเรียน เท่ากับ 17.78 (SD = 4.11) และ 21.65 (SD = 2.18) แตกต่างกัน (<em>t</em><sub>31, .05</sub> = 7.08, <em>p</em> &lt; .05) รวมถึงค่าเฉลี่ยคะแนนทั้ง 4 องค์ประกอบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน และครูผู้สอนควรจัดการเรียนรู้โดยใช้การปฏิบัติทางชีวสารสนเทศที่ท้าทายและเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันต่อผู้เรียนอย่างชัดแจ้งและเนื้อหาสอดคล้องกับหลักสูตรวิทยาศาสตร์ของประเทศ เพื่อการใช้และพัฒนาการคิดเชิงคำนวณอย่างต่อเนื่อง</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ชีวสารสนเทศ การคิดเชิงคำนวณ วิทยาการคำนวณ</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>One impact of computing in scientific fields and thinking processes lies in the processing of voluminous scientific data. Students therefore need to prepare themselves to confront the upcoming digital era and handle cutting–edge technology using computational thinking (CT); however, this is still absent from typical science classrooms. Hence, the purposes of this study were to 1) assess students’ CT before and after learning basic bioinformatics practices and 2) study what are good practices to incorporate bioinformatics practices to enhance students’ CT. Researchers designed four learning plans using inquiry–based learning and basic bioinformatics practices, having two parts: unplugged and plugged–in sessions. Data were collected using CT tests and analyzed using descriptive statistics and a paired <em>t</em>–test. The participants comprised 32 tenth–grade students in a science–technology emphasis program at a demon-stration school in Bangkok, Thailand. The results showed CT pretest and posttest mean were significantly different by 17.78 (SD = 4.11) and 21.65 (SD = 2.18), respectively (<em>t</em><sub>31, .05</sub> = 7.08, <em>p</em> &lt; .05). Additionally, the development of CT was evident in the improvement of all four CT components as well, and good practices to incorporate bioinformatics practices is to use real–life bioinformatics challenges explicitly and related to the standard science curriculum to maintain engagement in and persistence of CT usage.</p> <p><strong>Keywords: </strong>Bioinformatics, Computational thinking, Computing science</p> Natthasit Norasit Pongprapan Pongsophon Wanwipa Vongsangnak Santichai Anuworrachai Copyright (c) 2023 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2023-12-21 2023-12-21 14 2 179 197 10.14456/jstel.2023.14 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมที่บูรณาการเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เรื่อง น้ำ เพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์และความตระหนักรู้ต่อสิ่งแวดล้อม https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/14944 <p>Development of Engineering Design Process Integrated with Sustainable Development Goals (SDGs) Learning Management of Water for Enhancing Creative Problem–Solving Skills and Environmental Awareness</p> <p> </p> <p>Chompunut Kaewjairak, Kulthida Nugultham and Tussatrin Wannagetesiri</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>6 มกราคม 2566;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>27 กันยายน 2566;<strong> ยอมรับตีพิมพ์: </strong>1 ตุลาคม 2566; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 15 พฤศจิกายน 2566</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมที่บูรณาการเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เรื่อง น้ำ เพื่อเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ และเพื่อศึกษาความตระหนักรู้ต่อสิ่งแวดล้อมของนักเรียนชั้นประถมศึกษา กลุ่มที่ศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดการศึกษาแบบเรียนรวม โรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถม-ศึกษากาญจนบุรี เขต 1 จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมที่บูรณาการเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เรื่อง น้ำ แบบวัดทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ และแบบวัดความตระหนักรู้ต่อสิ่งแวดล้อม สถิติที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และความก้าวหน้าทางการเรียน (N gain) ผลการศึกษาพบว่านักเรียนที่มีระดับสติปัญญาปกติมีทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนในขั้นตอนการทำความเข้าใจกับความท้าทายหรือปัญหา การสร้างความคิด การเตรียม การสำหรับการปฏิบัติ และการวางแผนการดำเนินงาน นักเรียนที่บกพร่องทางการเรียนรู้มีทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์หลังเรียนต่ำกว่าก่อนเรียนในขั้นตอนการทำความเข้าใจกับความท้าทายหรือปัญหา การเตรียมการสำหรับการปฏิบัติ และการวางแผนการดำเนินงาน อย่างไรก็ตามนักเรียนที่บกพร่องทางการเรียนรู้มีทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนในขั้นตอนการสร้างความคิด ตามแนวคิดการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของ Treffinger <em>et al</em>. (2008) และนักเรียนทั้งหมดมีความตระหนักรู้ต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ความตระหนักรู้ต่อสิ่งแวดล้อม</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>This research aimed to: 1) design and develop the engineering design process (EDP) learning management integrated with sustainable development goals (SDGs) for elementary students of “Water”, 2) compare the creative problem–solving skills of elementary school students before and after learning according to the EDP learning integrated SDGs of Water, and 3) study the effect of the EDP learning integrated SDGs on students’ environmental awareness. The participants consisted of 9 fifth–grade students with inclusive education at small public school of Kanchanaburi Primary Educational Service Area Office 1. The instruments consisted of the lesson plans using EDP learning integrated with SDGs of Water, creative problem–solving skills test, and environmental awareness questionnaire. The statistics used for analyzing the collected data were mean, percentage, standard deviation, and normalized gain. The findings were as follows: intelligence students learned using the EDP learning integrated with SDGs instruction had higher creative problem–solving skills in the process of understanding the challenges, generating ideas, preparing for action, and planning your approach than these before learning using this method. Students with disabilities had lower creative problem–solving skills in the process of understanding the challenges, generating ideas, preparing for action, and planning your approach than these before learning using this method. However, the students with disabilities had higher creative problem–solving skills in the process of generating ideas according to the creative problem–solving framework of Treffinger <em>et al</em>. (2008). In addition, all students had a high level of overall environmental awareness.</p> <p><strong>Keywords: </strong>Engineering design process, Sustainable development goals (SDGs), Creative problem–solving skills, Environmental awareness</p> Chompunut Kaewjairak Kulthida Nugultham Tussatrin Wannagetesiri Copyright (c) 2023 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2023-11-15 2023-11-15 14 2 198 218 10.14456/jstel.2023.15 การพัฒนาการรู้สิ่งแวดล้อม เรื่อง ความสำคัญของอากาศและมลพิษทางอากาศของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการศึกษาอิงสถานที่ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/15263 <p>Development of Environmental Literacy on the Importance of Air and Air Pollutions of Grade 3 Students through Place–Based Education</p> <p> </p> <p>Kesini Phuetphian, Sirirak Charnkonrawee and Pongprapan Pongsophon</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>2 มิถุนายน 2566;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>16 พฤศจิกายน 2566;<strong> ยอมรับตีพิมพ์: </strong>20 พฤศจิกายน 2566; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 27 พฤศจิกายน 2566</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>จากการฝึกประสบการณ์วิชาชีพศึกษาศาสตร์ของผู้วิจัย ในฐานะนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพศึกษาศาสตร์ ซึ่งได้รับมอบหมายให้จัดการเรียนรู้ในรายวิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยต้องการพัฒนานักเรียนเกี่ยวกับความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม เจตคติต่อสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมต่อสิ่งแวดล้อม การวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการรู้สิ่งแวดล้อม เรื่อง ความ สำคัญของอากาศและมลพิษทางอากาศ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการศึกษาอิงสถานที่ และศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว สำหรับนัก-เรียนจำนวน 31 คน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบวัดความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม แบบวัดเจตคติต่อสิ่งแวดล้อม และแบบวัดพฤติกรรมต่อสิ่งแวดล้อม ชิ้นงานนักเรียน บันทึกหลังสอน บันทึกการนิเทศของอาจารย์นิเทศก์และอาจารย์พี่เลี้ยง สำหรับก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ ซึ่งจะทำการเปรียบเทียบข้อมูลก่อนเรียนและหลังเรียนในแต่ละองค์ประกอบของการรู้สิ่งแวดล้อม พบว่า นักเรียนมีคะแนนและระดับคุณภาพในแต่ละองค์ประกอบของการรู้สิ่งแวดล้อมหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวการศึกษาอิงสถานที่ โดยคะแนนความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมเท่ากับ 11.39 (SD = 3.35) คะแนนเจตคติต่อสิ่งแวดล้อมเท่ากับ 3.95 (SD = 0.46) และคะแนนพฤติกรรมต่อสิ่งแวดล้อมเท่ากับ 3.22 (SD = 0.37) ซึ่งอยู่ในระดับพอใช้ ดี และปานกลาง ตามลำดับ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากก่อนการจัดการเรียนรู้ตามแนวการศึกษาอิงสถานที่ในแต่ละองค์ประกอบของการรู้สิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับ ปรับปรุง ดี และพอใช้ ตามลำดับ ผลการวิจัยนี้สะท้อนแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการเรียนรู้ตามแนวการศึกษาอิงสถานที่ 2 ข้อ คือ 1) การใช้สถานการณ์หรือยกตัวอย่างสถานที่อื่นที่เกิดปัญหาเช่นเดียวกับท้องถิ่นที่นักเรียนอาศัยอยู่ และการแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ เป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นการรับรู้ประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น เห็นความสำคัญและผลกระทบของปัญหามากยิ่งขึ้น และ 2) การบูรณาการศิลปะ การออกแบบชิ้นงานตามความคิดสร้างสรรค์ และการลงมือปฏิบัติจริง ช่วยให้นักเรียนมีความรู้สึกต้องการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยจากการวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้พบว่าแนวปฏิบัติที่ดีเหล่านี้ช่วยพัฒนาในทุกองค์ประกอบของการรู้สิ่งแวดล้อมของนักเรียนให้อยู่ระดับที่สูงขึ้น</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>การรู้สิ่งแวดล้อม การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการศึกษาอิงสถานที่ อากาศและมลพิษทางอากาศ</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>Based on my field experience as a student teacher, I was assigned to teach science to grade 3 students. The aims of this study were to develop the students’ environmental literacy that comprised environmental knowledge, attitude towards environmental protection, and pro–environmental behaviors in the topic of the Importance of Air Quality and Pollution using place–based learning and to discern good practices in teaching this approach. The participants included 31 students. Data gathering tools included an environmental knowledge test, a questionnaire of attitude towards environment and a questionnaire about pro–environmental be-haviors, tasks, reflective journals, feedback from a university supervisor and a cooperating teacher. To determine the effect of place–based learning, each component of environmental literacy collected before and after instruction was compared. The findings indicate that each component of environmental literacy in terms of scores and level of quality increases. Regarding good practices on place–based teaching, there were two recommended teaching techniques and tips: first, using a local and familiar situation to the students. To let them aware and sense the magnitude of local environmental problems and their impacts, teachers should use empirical data. Second, teacher should integrate art in a design process to create a product and used hands–on activities to encourage the students to get involve in pro–environmental actions. These good practices could help improve students’ environmental literacy.</p> <p><strong>Keywords: </strong>Environmental literacy, Place–based education, Air and air pollution</p> Kesini Phuetphian Sirirak Charnkonrawee Pongprapan Pongsophon Copyright (c) 2023 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2023-11-27 2023-11-27 14 2 219 234 10.14456/jstel.2023.16 การพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร์ เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/15374 <p>Development of Scientific Conceptions in “Chemical Reaction” of Matthayomsuksa 3 Students through Model–based Learning</p> <p> </p> <p>Suchawadee Somsamran, Krittin Tipmontiane and Thapana Choicharoen</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>3 สิงหาคม 2566;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>18 พฤศจิกายน 2566;<strong> ยอมรับตีพิมพ์: </strong>21 พฤศจิกายน 2566; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 24 ธันวาคม 2566</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร์ เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 2 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี และแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์ เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลตามเกณฑ์ของ Haidar (1997) โดยใช้การจัดกลุ่มแนวคิดของนักเรียนเปรียบเทียบระหว่างก่อนการจัดการเรียนรู้และหลังการจัดการเรียนรู้ ซึ่งแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้ 2) แนวคิดถูกต้อง (sound understanding: SU) 2) แนวคิดถูกต้องบางส่วน (partial understanding: PU) 3) แนวคิดถูกต้องบางส่วนกับแนวคิดที่คลาดเคลื่อน (partial under-standing with specific misunderstanding: PU/SM) 4) แนวคิดคลาดเคลื่อน (specific misunderstanding: SM) และ 5) แนวคิดไม่ถูกต้อง (misunderstanding: MU) หลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบ จำลองเป็นฐาน เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี แนวคิดย่อยสมการข้อความและการจัดเรียงอะตอมของสารในการเกิดปฏิกิริยาเคมี โดยทดสอบด้วยแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์กับนักเรียนจำนวน 40 คน พบว่า หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ นักเรียนมีแนวคิดวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นทั้ง 2 แนวคิดย่อย โดยหัวข้อที่มีแนวคิดวิทยาศาสตร์ถูกต้องมากที่สุด คือ แนวคิดย่อยสมการข้อความ จำนวน 22 คน ส่วนแนวคิดย่อยการจัดเรียงอะตอมของสารในการเกิดปฏิกิริยาเคมี พบแนวคิดแนวคิดถูกต้องบางส่วน จำนวนมากที่สุด คือ 29 คน ทั้งนี้ในทั้งสองแนวคิดย่อยยังพบนักเรียนที่ไม่เปลี่ยนแปลงกลุ่มแนวคิดไปในทิศทางที่ดีขึ้นจากเดิม</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>การเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน แนวคิดวิทยาศาสตร์ ปฏิกิริยาเคมี</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>This research aimed to develop scientific conceptions in “chemical reaction” of Matthayomsuksa 3 students through model–based learning. The purposive sampling was conducted in 40 students from two classes in Matthayomsuksa 3. The research tools consisted of lesson plan using model–based learning and open–ended conceptual test. The data were compared between pretest and posttest and were analyzed the grouping concepts of Haidar (1997) into five groups which were as follows: 1) sound understanding: SU, 2) partial understanding: PU, 3) partial understanding with specific misunderstanding: PU/SM, 4) specific misunderstanding: SM, and 5) misunderstanding: MU. After the lesson, in the sub concepts of chemical equations and atomic arrangement, the result presented that there were increases of scientific concepts in both subconceptions. Sound understanding (SU) in sub–concepts of chemical reactions was the highest which were 22 students; while partial understanding (PU) in sub–concepts of atomic arrangement was the highest which were 29 students. Furthermore, non–developed concepts also were displayed in both sub–conceptions.</p> <p><strong>Keywords: </strong>Model-based learning, Scientific conception, Chemical reaction</p> suchawadee somsamran Krittin Tipmontiane Thapana Choicharoen Copyright (c) 2023 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2023-12-24 2023-12-24 14 2 235 246 10.14456/jstel.2023.17 รูปแบบการติดตั้งท่อแอร์แวต่ออัตราการไหลของน้ำ: จากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่กิจกรรมสะเต็มศึกษา https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/15182 <p>Installation and Configuration of the Air Ware Tubes on the Volumetric Flow Rate of Water: A STEM Activity Based on Local Wisdom</p> <p> </p> <p>Pattawan Narjaikaew, Satit Chaodon and Jatuporn Sarathanong</p> <p> </p> <p><strong>รับบทความ</strong><strong>: </strong>17 เมษายน 2566;<strong> แก้ไขบทความ: </strong>12 กรกฎาคม 2566;<strong> ยอมรับตีพิมพ์: </strong>24 กรกฎาคม 2566; <strong>ตีพิมพ์ออนไลน์:</strong> 21 พฤศจิกายน 2566 </p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>แอร์แวเป็นท่อน้ำปลายปิดที่เกษตรกรไทยนิยมนำมาติดตั้งในระบบสูบส่งน้ำเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสูบน้ำ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของอัตราการไหลของปริมาตรน้ำระหว่างที่ไม่มีการต่อท่อแอร์แวร์กับมีการติดตั้งท่อแอร์แวที่ความสูง 0.5 1.0 และ 1.5 เมตร จำนวน 1 และ 2 ท่อผ่านระบบส่งน้ำที่ระยะทางการส่งน้ำ 20 40 และ 60 เมตร ผลการวิเคราะห์ความแปร-ปรวนทางเดียว พบว่า อัตราการไหลของปริมาตรน้ำที่ปลายท่อที่ระยะการส่งเท่ากันจากการติดตั้งท่อแอร์แวระยะการส่งละ 16 รูปแบบไม่แตกต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบระยะทางการส่ง 20 40 และ 60 เมตร พบว่า อัตราการไหลของน้ำแตกต่างกัน เมื่อระยะทางการส่งเพิ่มขึ้น อัตราการไหลของน้ำจะลดลง เมื่อติดตั้งท่อแอร์แวในระบบส่งน้ำที่ใช้อุปกรณ์สูบน้ำแบบมือชักพบว่าแรงที่ใช้ในการส่งน้ำในระบบน้อยกว่าแรงที่ใช้กรณีไม่มีการติดตั้งท่อแอร์แวอย่างชัดเจน ท่อแอร์แวเสมือนทำหน้าที่กักเก็บอากาศที่ปนมากับน้ำทำให้น้ำไหลสะดวกขึ้น การติดตั้งท่อแอร์แวในระบบส่งน้ำนอกจากเป็นทางเลือกให้เกษตรกรในการยืดอายุการทำงานของปั๊มน้ำแล้วยังสามารถนำไปจัดเป็นกิจกรรมการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ได้อีกทางเลือกหนึ่ง</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ท่อแอร์แว, อัตราการไหลของน้ำ, ภูมิปัญญาท้องถิ่น</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>Air Ware is a vertical tube, closed at one end that Thai farmers have widely installed in the water pumping system to improve the efficiency of water pumping. This study aimed to compare the volumetric flow rate of water in passing through different installing configurations of the Air Ware in a water supply system. Firstly, the volumetric flow rate of water was measured while no Air Wares were installed. Then the Air Wares at the height of 0.5, 1.0 and 1.5 meters were vertically installed in a water supply system with 1 and 2 tubes. The results of one–way analysis of variance indicated that the water flow rate from 16 installing types of Air Ware configurations in each distance water transmission pipeline were not different. Comparing the transmission distances of 20, 40 and 60 meters found that the water flow rates were different. The greater the transmission distance, the lower the water flow rate. Installing Air Wares in a water transfer system using a hand pump was found that the force used to move water was clearly less than the force used in the absence of the Air Wares installations. The Air Wares acts as it detain air bubbles in the water, making the water flow more easily. The installation of the Air Wares in the water transfer system is not only an option for farmers to extend the service life of the water pump but also can be used as a STEM learning activity for promoting learning.</p> <p><strong>Keywords: </strong>Air Ware tube, Volumetric flow rate of water, Local wisdom</p> pattawan narjaikaew Satit Chaodon Jatuporn Sarathanong Copyright (c) 2023 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2023-11-21 2023-11-21 14 2 247 255 10.14456/jstel.2023.18 ดัชนีผู้แต่ง https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/view/15825 Somkiat Phornphisutthimas Copyright (c) 2023 วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (Journal of Research Unit on Science, Technology and Environment for Learning) https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2023-12-23 2023-12-23 14 2 272 273