https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JOS/issue/feed วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2023-12-28T00:00:00+00:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปกรณ์ เมฆแสงสวย jsocswu@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วัตถุประสงค์ของวารสาร</strong><strong><br /></strong>1. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนคณาจารย์ นักวิชาการ และนิสิตคณะสังคมศาสตร์ รวมถึงผู้สนใจทั่วไปได้เผยแพร่ผลงานวิชาการ<br />2. เพื่อสร้างสรรค์ พัฒนา และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการและวิทยาการวิจัยใหม่ ๆ ทางด้านสหวิทยาการสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์</p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong><strong><br /></strong>วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ <br />ISSN: 3027-8694 (Print)<br />ISSN: 3027-8708 (Online) <br />มีกำหนดเผยแพร่วารสารปีละ 2 ฉบับ<br /> ● ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน)<br /> ● ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม)</p> <p><strong>สาขาวิชาที่เปิดรับผลงาน<br /></strong> ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การพัฒนาชุมชน รัฐศาสตร์ การปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐประศาสนศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา นิติศาสตร์ สังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคม ประชากรศาสตร์ การบริหารและการจัดการ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ การตลาด สื่อสารมวลชน การบัญชี การเงินและการธนาคาร การจัดการ การจัดการท่องเที่ยวและการโรงแรม การจัดการโลจิสติกส์ สังคมศึกษา สหวิทยาการทางสังคมศาสตร์</p> <p><strong>*** ไม่เสียค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ในวารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ***<br />(เนื่องจากคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้สนับสนุนงบประมาณค่าใช้จ่ายในส่วนนี้แล้ว)</strong></p> https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JOS/article/view/14610 หลักการพัฒนาเครือข่ายทำงานนอกระบบในการป้องกันและ แก้ไขปัญหายาเสพติดกลุ่มประชาชนวัยทำงาน ด้วยหลักพุทธธรรมกับศาสตร์พระราชา 2022-09-13T04:29:38+00:00 Phitsamai Thongthaing phitsamait@oncb.go.th <p> ปัญหายาเสพติดในกลุ่มประชากรวัยทำงานส่งผลต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งการทำงานในพื้นที่ที่ผ่านมาจะเห็นว่าส่วนใหญ่เครือข่ายทำงานนอกระบบยังไม่มีการพัฒนากิจกรรมขับเคลื่อนงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในกลุ่มประชากรวัยทำงานอย่างต่อเนื่อง ผู้เขียนจึงได้สังเคราะห์บทความวิชาการนี้ วัตถุประสงค์ เพื่อเติมเต็มคุณค่าการทำงานจิตสาธารณะสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดในกลุ่มประชาชนวัยทำงานสู่ความสำเร็จยั่งยืน ด้วยวิธีการสังเคราะห์กรอบแนวคิดหลักพุทธธรรม-อิทธิบาท 4 ผสานศาสตร์พระราชา-หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และหลักการทำงานจิตอาสา เสริมด้วยศาสตร์ตะวันตก-วงจรคุณภาพ พร้อมนำบทเรียน แนวทาง และข้อค้นพบการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในกลุ่มประชาชนวัยทำงาน หาข้อสรุป ข้อเสนอแนะ โดยให้เหตุผลเชิงอุปนัย เป็นองค์ความรู้ใหม่ “4 ขั้นตอนความสำเร็จหัวใจอาสาทำงานสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติด” เริ่มจาก 1) การคิดวิเคราะห์เข้าใจวางแผนด้วยใจรักอาสาทำงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด 2) การเพียรทำกิจกรรมอาสาเข้าถึงการสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติด พร้อมพัฒนาคุณภาพชีวิต 3) การใส่ใจร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สรุปบทเรียน และประเมินผล เข้าถึงแก่นงานอาสาป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด 4) การหมั่นพิจารณาไตร่ตรองพัฒนางานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในกลุ่มประชาชนวัยทำงานให้ดียิ่งขึ้น หมุนเวียนเป็นวัฏจักร อันเป็นหลักสากลสามารถปรับประยุกต์ใช้ได้กับทุกคน มุ่งหวังให้กลุ่มประชาชนทุกช่วงวัย มีภูมิคุ้มกันยาเสพติด-คุณภาพชีวิตที่ดี มีระบบเฝ้าระวัง ติดตาม ดูแล และช่วยเหลือ ด้วยพลังเครือข่ายที่พึ่งพากันเองอย่างยั่งยืน พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต</p> 2023-12-28T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2023 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JOS/article/view/15091 การประยุกต์ระบบภูมิสารสนเทศเพื่อการวิเคราะห์ความต้องการใช้น้ำของพืชทางการเกษตร พื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำลำสำลาย จังหวัดนครราชสีมา 2023-02-21T02:53:26+00:00 Kunakorn Homkhaow guy_2811@outlook.com Chudech Losiri chudech@g.swu.ac.th Sathaporn Monprapusssorn Sathaporn@g.swu.ac.th <p> พื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำลำสำลายเป็นพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีความหลากหลาย ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินในด้านพื้นที่เกษตรกรรม อีกทั้งเป็นพื้นที่ที่เสี่ยงต่อภัยแล้ง และน้ำที่ใช้ในการหล่อเลี้ยงพืชในภาคเกษตรกรรมส่วนใหญ่มาจากการบริหารและจัดสรรน้ำจากกรมชลประทาน ดังนั้น การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจากข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียม ร่วมกับการศึกษาวิเคราะห์ความต้องการใช้น้ำของพืชทางการเกษตร โดยเปรียบเทียบผลการจำแนกที่ได้จากการแปลตีความการใช้ประโยชน์ที่ดินจากข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมด้วยคอมพิวเตอร์ โดยใช้วิธีการจำแนกข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมแบบใกล้เคียงมากที่สุด (Maximum Likelihood), ซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชชีน (Support Vector Machine) และข่ายประสาทเทียม (Neural Net) พบว่า การจำแนกข้อมูลแบบซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชชีน มีความถูกต้องโดยรวมมากที่สุด โดยมีค่าเท่ากับร้อยละ 90.16 และค่าสัมประสิทธิ์แคปปาอยู่ที่ 0.88 รองลงมาจะเป็นการจำแนกข้อมูลแบบใกล้เคียงมากที่สุด และแบบข่ายประสาทเทียม โดยมีความถูกต้องโดยรวมเท่ากับร้อยละ 87.59 และ 87.50 ตามลำดับ และมีค่าสัมประสิทธิ์แคปปาอยู่ที่ 0.85 และ 0.84 ตามลำดับ ดังนั้น การวิจัยครั้งนี้จึงใช้การจำแนกข้อมูลแบบซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชชีน ในการติดตามการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียม Landsat 5-TM พ.ศ.2554 2559 และ Landsat 8-OLI พ.ศ.2564 ถูกจำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินในระดับ 3 ออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ พื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง นาข้าว อ้อย มันสำปะหลัง พื้นที่น้ำ และพื้นที่เบ็ดเตล็ด ผลการศึกษา พบว่า การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในช่วง พ.ศ.2554-2564 พื้นที่แหล่งน้ำ มีการลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่พื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง นาข้าว และมันสำปะหลัง มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วง พ.ศ.2559-2564 มีการลดลงของอ้อยอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่นาข้าวมีพื้นที่เพิ่มขึ้น และในส่วนของการวิเคราะห์ความต้องการใช้น้ำของพืชทางการเกษตรโดยวิธี FAO Penman-Monteith พบว่า ความต้องการใช้น้ำของพืชทางการเกษตรแบบคิดปริมาณน้ำฝนใน พ.ศ.2554 นาข้าว (นาปี) นาข้าว (นาปรัง) อ้อย และมันสำปะหลัง มีความต้องการใช้น้ำ 20.09 ลบ.ม. 33.87 ลบ.ม. 3.79 ลบ.ม. และ0.46 ลบ.ม. ตามลำดับ ใน พ.ศ.2559 นาข้าว (นาปี) นาข้าว (นาปรัง) อ้อย และมันสำปะหลัง มีความต้องการใช้น้ำ 20.85 ลบ.ม. 35.14 ลบ.ม. 4.05 ลบ.ม. และ0.54 ลบ.ม. ตามลำดับ และ พ.ศ.2564 นาข้าว (นาปี) นาข้าว (นาปรัง) อ้อย และมันสำปะหลัง มีความต้องการใช้น้ำ 22.28 ลบ.ม. 37.55 ลบ.ม. 1.02 ลบ.ม. และ0.55 ลบ.ม. ตามลำดับ</p> 2023-12-28T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2023 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JOS/article/view/14962 การพัฒนาการให้บริการพนักงานเก็บค่าโดยสารรถโดยสารประจำทาง ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) 2023-03-27T12:19:00+00:00 Jidapa Tabtim Jidapa.tabtim@g.swu.ac.th Kangwan Yodwisitsak kangwan@g.swu.ac.th <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความพึงพอใจในการให้บริการ 2) ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ที่ส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการ 3) สมรรถนะการให้บริการของพนักงานเก็บค่าโดยสารที่ส่งผลต่อความพึงพอใจต่อคุณภาพการให้บริการ ของพนักงานเก็บค่าโดยสารประจำทาง องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ ด้วยการเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามประชากรผู้ใช้บริการรถของ ขสมก. ซึ่งคำนวณตัวอย่างได้ จำนวน 420 ตัวอย่าง และสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่มโดยการเลือกพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t-test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ผู้โดยสารมีความพึงพอใจในการใช้บริการรถโดยสารประจำทางโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย = 3.35) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ความพึงพอใจของผู้โดยสารในด้านความน่าเชื่อถือในการให้บริการและด้านการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้บริการ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (ค่าเฉลี่ย = 3.43) อยู่ในระดับมาก การทดสอบสมมติฐาน พบว่า ผู้โดยสารที่มีระดับการศึกษา อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน แตกต่างกัน มีความพึงพอใจต่อคุณภาพการให้บริการแตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 นอกจากนี้ยังพบว่า สมรรถนะการให้บริการของพนักงานเก็บค่าโดยสาร ด้านทักษะและทัศนคติมีผลต่อความพึงพอใจต่อคุณภาพการให้บริการ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.01</p> 2023-12-28T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2023 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JOS/article/view/15159 ความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทยต่อการเดินทางท่องเที่ยว ตามแนวทางการท่องเที่ยวแบบวิถีใหม่ในจังหวัดเชียงใหม่ 2023-03-16T06:56:28+00:00 Nanthiya Tantraseub tannpp@ymail.com <p> การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทยต่อการเดินทางท่องเที่ยวตามแนวทางการท่องเที่ยวแบบวิถีใหม่ในจังหวัดเชียงใหม่ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยสำหรับวัตถุประสงค์นี้ เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 400 คน ทำการสุ่มแบบแบบแบ่งประเภท โดยการเลือกจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวในย่านแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในจังหวัดเชียงใหม่ และใช้การสุ่มแบบบังเอิญโดยเลือกเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยเท่านั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ได้รับค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.90 มีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้หาค่าสถิติการแจกแจงค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนมากเป็นหญิง โดยมีอายุระหว่าง 21-30 ปี อยู่ในวัยทำงาน มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตภาคเหนือ มีลักษณะของการท่องเที่ยวโดยจัดนำเที่ยวด้วยตนเอง และมีแนวโน้มการใช้จ่ายโดยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ด้านแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจสูงสุด คือ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ทุ่งดอกไม้ สวนผลไม้ สำหรับรูปแบบการท่องเที่ยวเฉพาะที่ให้ความสนใจพิเศษ คือ การท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์หรือฟาร์มสเตย์ สอดคล้องกับความนิยมด้านแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ยังคงเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวเลือกเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ ผลวิจัยครั้งนี้นำไปสู่การนำเสนอแนวทางในเชิงนโยบายเพื่อการจัดการด้านการท่องเที่ยวรูปแบบวิถีใหม่ในจังหวัดเชียงใหม่และการรองรับการจัดการด้านการท่องเที่ยวในความสนใจพิเศษของนักท่องเที่ยวชาวไทยเพื่อสร้างอัตลักษณ์ทางการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่</p> 2023-12-28T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2023 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JOS/article/view/14845 ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดของตัวแปรเพศในการวัดการอู้งาน: การทดลองออนไลน์ชี้นำการอ้างอิงแหล่งควบคุมในกลุ่มนิสิต ที่มีลักษณะการอ้างอิงแหล่งควบคุมที่แตกต่างกัน เพื่อลดพฤติกรรมการอู้งานในกลุ่ม 2023-03-29T04:12:56+00:00 Parunyoo Rojanasaroj cifotptfocdt@gmail.com Apitchaya Chaiwutikornwanich Chaiwutikornwanich apitchaya.c@chula.ac.th <p><strong> </strong>การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการชี้นำการอ้างอิงแหล่งควบคุมในบุคคลที่มีลักษณะการอ้างอิงแหล่งควบคุมที่แตกต่างกันเพื่อลดพฤติกรรมการอู้งานในการทำงานเป็นกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างคือ นิสิตปริญญาตรีอายุ 18 – 24 ปี จำนวน 171 คน การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบ Factorial 2X2 (ลักษณะการอ้างอิงแหล่งควบคุม X การชี้นำการอ้างอิงแหล่งควบคุมภายใน) โดยแบ่งเป็น 1) กลุ่มลักษณะการอ้างอิงแหล่งควบคุมภายในที่ผ่านการชี้นำการอ้างอิงแหล่งควบคุมภายใน 46 คน 2) กลุ่มลักษณะการอ้างอิงแหล่งควบคุมภายนอกที่ผ่านการชี้นำการอ้างอิงแหล่งควบคุมภายใน 44 คน 3) กลุ่มลักษณะการอ้างอิงแหล่งควบคุมภายในที่ไม่ผ่านการชี้นำใดๆ 49 คน และ 4) กลุ่มลักษณะการอ้างอิงแหล่งควบคุมภายนอกที่ไม่ผ่านการชี้นำใดๆ 32 คน ในลักษณะของการศึกษาแบบกึ่งการทดลองผ่านออนไลน์ โดยมีพฤติกรรมการอู้งานในการทำงานเป็นตัวแปรตาม งานวิจัยมีการเก็บข้อมูลแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงคัดเข้าและช่วงทดลอง โดยช่วงคัดเข้าจะเป็นการทำแบบสอบถามผ่าน Google Form เป็นมาตรวัดลักษณะการอ้างอิงแหล่งควบคุม (เพื่อแบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมการวิจัยออกเป็นกลุ่มที่มีลักษณะการอ้างอิงแหล่งควบคุมภายใน และภายนอก) จากนั้นจะมีการนัดหมายผู้เข้าร่วมการวิจัยมาเข้าร่วมในช่วงทดลองผ่าน Zoom Meeting ซึ่งผู้เข้าร่วมการวิจัยจะถูกสุ่มเข้าเงื่อนไขจัดกระทำเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง (เงื่อนไขชี้นำการอ้างอิงแหล่งควบคุมภายใน หรือเงื่อนไขควบคุม) ก่อนที่ช่วงทดลองจะเริ่ม ในช่วงทดลองนี้ผู้เข้าร่วมจะได้ทำงานชี้นำตามเงื่อนไข จากนั้นทำการวัดพฤติกรรมการอู้งานโดยให้ผู้เข้าร่วมทำงานระดมความคิดออนไลน์ เมื่อเสร็จสิ้นแล้วผู้วิจัยทำการอธิบายจุดประสงค์ที่แท้จริงให้แก่ผู้เข้าร่วมการวิจัยฟัง <strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> ลักษณะการอ้างอิงแหล่งควบคุมและการชี้นำการอ้างอิงแหล่งควบคุมไม่มีทั้งอิทธิพลหลักหรือปฏิสัมพันธ์กันต่อพฤติกรรมการอู้งานอย่างมีระดับนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามผู้วิจัยกลับพบว่าตัวแปรเพศมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการอู้งานในงานวิจัยนี้ เนื่องจากผู้เข้าร่วมการวิจัยเพศชายมีแนวโน้มที่จะมีแรงจูงใจในการทำงานระดมความคิดออนไลน์มากกว่าเพศหญิง ซึ่งเป็นงานที่ให้คิดการใช้งานของมีดออกมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถคิดได้ เป็นข้อค้นพบว่าตัวแปรเพศนั้นสามารถมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการอู้งานได้เช่นกัน หากงานดังกล่าวเป็นประเภทงานที่ผู้ชายกับผู้หญิงมีแรงจูงใจในการทำต่างกัน</p> 2023-12-28T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2023 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JOS/article/view/13749 การวิเคราะห์ปัจจัยบริบททางกายภาพที่มีผลต่อการสร้างทุน ทางสังคมภายใต้การพัฒนาอย่างยั่งยืน 2023-03-07T09:58:33+00:00 Pawinee Iamtrakul IAMTRAKUL@GMAIL.COM Jirawan Klaylee Jirawan@hotmail.com I-soon Raungratanaamporn I-soon@hotmail.com Sararad Chayphong Sararad@hotmail.com <p> พลวัตของการพัฒนาเมืองในมิติต่างๆ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพของเมือง ทั้งรูปแบบการเดินทาง รูปแบบการอยู่อาศัย ตลอดจนรูปแบบทางสังคม มีผลต่อกลไกของการวางแผนเมือง และปัจจุบันด้วยการขยายตัวของเมือง จึงทำให้พื้นที่ในเขตเมืองขาดพื้นที่ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และขาดกิจกรรมที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วม ดังนั้นการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บริบททางกายภาพที่มีผลต่อการสร้างทุนทางสังคม โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจำนวน 400 กลุ่มตัวอย่าง ในพื้นที่เทศบาลท่าโขลง จังหวัดปทุมธานี เพื่อสะท้อนปัจจัยเชิงสังคมและแสดงความแตกต่างของระดับทุนทางสังคม ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงถดถอยโลจิสติกทวินามโดยสามารถจัดกลุ่มของปัจจัยด้านกายภาพ ได้แก่ การกระจายตัวของลักษณะอาคารต่าง ๆ ระยะการให้บริการของสาธารณูปโภคและสาธารณูปการตามระยะของการเข้าถึงทางถนน ปัจจัยด้านทุนทางสังคมแบ่งออกเป็น 6 ด้าน ได้แก่ (1) เครือข่ายทางสังคม (2) ความ พึงพอใจและความสุข (3) ความรู้สึกเป็นเจ้าของชุมชน (4) ความปลอดภัยในชุมชน (5) การเชื่อใจต่อเพื่อนบ้าน และ (6) การเชื่อใจต่อหัวหน้าชุมชน ผลการศึกษา พบว่า ลักษณะทางพื้นที่ที่แตกต่างกันส่งผลต่อการสร้างทุนทางสังคมที่แตกต่างกัน โดยพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทแหล่งงาน ได้แก่ ชุมชนนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ชุมชนบางขันธ์ จะเป็นพื้นที่ที่มีการรวมกลุ่มกิจกรรมมากมีผลต่อโอกาสในการสร้างทุนทางสังคมประเภทเครือข่าย ในขณะที่พื้นที่ชุมชนรอบมหาวิทยาลัยนั้นเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดทุนทางสังคมประเภทความพึงพอใจและความสุขมากกว่าพื้นที่อื่นๆ อันถือเป็นปัจจัยเกื้อหนุนช่วยให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต</p> 2023-12-28T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2023 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JOS/article/view/15202 การศึกษาปัจจัยด้านโครงสร้างเนื้อหาการเรียนรู้ที่มีผลต่อ การยอมรับการใช้เทคโนโลยี การเรียนการสอนออนไลน์ แบบเปิดเพื่อมหาชน กรณีศึกษาประเทศไทย 2023-04-11T03:35:05+00:00 Lakkana Kidbunjong lakkana_kid@utcc.ac.th Sununta Kotchasarn sununta_kot@utcc.ac.th Mayuree Srikulwong mayuree_sri@utcc.ac.th <p><strong> </strong>การเรียนการสอนออนไลน์แบบเปิดเพื่อมหาชน (MOOC) ทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ได้โดยไม่ถูกจำกัดด้วยเวลาและสถานที่ แต่จากผลการศึกษาเรื่องอัตราการเรียนสำเร็จของผู้เรียนยังอยู่ในระดับต่ำมาก ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ดังนั้น คณะผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาปัจจัยพื้นฐานด้านโครงสร้างเนื้อหาการเรียนรู้ (Structuring Learning Content) ที่มีผลต่อการยอมรับการใช้เทคโนโลยีการเรียนการสอนออนไลน์แบบเปิดเพื่อมหาชน ซึ่งอาจช่วยให้เข้าใจปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของผู้เรียน โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาผลกระทบของปัจจัยด้านโครงสร้างเนื้อหาการเรียนรู้ ที่มีผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีการเรียนการสอนออนไลน์แบบเปิดเพื่อมหาชน (2) เพื่อสร้างแบบจำลองผลกระทบของปัจจัยด้านโครงสร้างเนื้อหาการเรียนรู้ที่มีผลต่อการยอมรับการใช้เทคโนโลยีการเรียนการสอนออนไลน์แบบเปิดเพื่อมหาชน คณะผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่มจำนวน 30 คน และให้เข้าเรียนหลักสูตรในระบบ MOOC จากนั้นให้ตอบแบบสอบถามแบบมาตราส่วน 5 ระดับ แล้วนำผลไปวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยด้านโครงสร้างเนื้อหาการเรียนรู้มีผลต่อการยอมรับเทคโนโลยี MOOC และสามารถสร้างแบบจำลองผลกระทบของปัจจัยด้านโครงสร้างเนื้อหาการเรียนรู้ที่มีผลต่อการยอมรับการใช้เทคโนโลยี MOOC สำหรับในอนาคต คณะผู้วิจัยสนใจศึกษาปัจจัยอื่นๆ ที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการสอนออนไลน์</p> 2023-12-28T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2023 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://ejournals.swu.ac.th/index.php/JOS/article/view/13068 การส่งเสริมทักษะการคิดทางประวัติศาสตร์ของนิสิตครูโดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานและชุมชนเป็นฐานร่วมกับวิธีการทางประวัติศาสตร์: กรณีศึกษานิสิตครูสาขาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2020-11-19T10:48:26+00:00 Supanut Pana supanut.pana@hotmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดทางประวัติศาสตร์ของนิสิตครูสาขาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒที่เรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานและชุมชนเป็นฐานร่วมกับวิธีการทางประวัติศาสตร์ก่อนและหลังการทดลอง ตลอดจนความพึงพอใจของนิสิตที่เรียนรู้ด้วยกระบวนการดังกล่าว ซึ่งเป็นการวิจัยแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง มีระยะเวลาเก็บข้อมูล 15 สัปดาห์ กระบวนการวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การการออกแบบการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานและชุมชนเป็นฐานร่วมกับวิธีการทางประวัติศาสตร์ และระยะที่ 2 การทดลองใช้การเรียนการสอนดังกล่าว กลุ่มเป้าหมาย คือ นิสิตครู สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งเป็นอาสาสมัครเข้ารับการทดลองจำนวน 34 คน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ (1) นิสิตครูทีเรียนรู้ด้วยการเรียนรู้แบบโครงงานและชุมชนเป็นฐานร่วมกับวิธีการทางประวัติศาสตร์มีทักษะการคิดทางประวัติศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ (2) นิสิตครูมีความพึงพอใจในการเรียนรู้แบบโครงงานและชุมชนเป็นฐานร่วมกับวิธีการทางประวัติศาสตร์</p> 2023-12-28T00:00:00+00:00 Copyright (c) 2022 วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ