https://ejournals.swu.ac.th/index.php/EAJ/issue/feed วารสารบริหารการศึกษา มศว 2019-08-31T21:51:33+00:00 Taweesil Koolnaphadol taweesil@g.swu.ac.th Open Journal Systems https://ejournals.swu.ac.th/index.php/EAJ/article/view/11858 กองบรรณาธิการ 2019-08-31T21:51:32+00:00 กองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ somwan237@gmail.com กองบรรณาธิการ Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/EAJ/article/view/11859 สารบัญ 2019-08-31T21:51:32+00:00 สารบัญ กองบรรณาธิการ somwan237@gmail.com กองบรรณาธิการ Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/EAJ/article/view/11860 องค์ประกอบและตัวบ่งชี้การบริหารเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภาคกลาง 2019-08-31T21:51:32+00:00 พิมพ์รภัส ประสีระเตสัง somwan237@gmail.com สมชาย เทพแสง somwan237@gmail.com ทัศนา แสวงศักดิ์ somwan237@gmail.com <div class="Section1"><p class="ListParagraph1CxSpFirst"><strong>บทคัดย่อ</strong><strong></strong></p> <p class="ListParagraph1CxSpMiddle"><strong> </strong>การวิจัยเรื่ององค์ประกอบและตัวบ่งชี้การบริหารเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภาคกลาง มีวัตถุประสงค์1) เพื่อสร้างองค์ประกอบและตัวบ่งชี้การบริหารเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภาคกลาง 2) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบและตัวบ่งชี้การบริหารเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภาคกลาง และ 3) เพื่อประเมินยืนยันความเหมาะสมขององค์ประกอบและตัวบ่งชี้การบริหารเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภาคกลาง มีวิธีการดำเนินการวิจัย3 ขั้นตอน ได้แก่ขั้นตอนที่ 1 การสร้างองค์ประกอบและตัวบ่งชี้การบริหารเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภาคกลาง ขั้นตอนที่ 2 การวิเคราะห์องค์ประกอบและตัวบ่งชี้การบริหารเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภาคกลาง และขั้นตอนที่ 3 การประเมินยืนยันความเหมาะสมขององค์ประกอบและตัวบ่งชี้การบริหารเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภาคกลางกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 430 คน ได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามแนวคิดของแฮร์และคณะ (Hair; et al. 2006:102) และนำไปสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือเป็นแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามแนวคิดของลิเคิร์ต มีค่าCVI เท่ากับ 1.00ทุกข้อและมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .89สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis : EFA) ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้</p></div> <p>1. การสร้างองค์ประกอบและตัวบ่งชี้การบริหารเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภาคกลาง มีจำนวน 5 องค์ประกอบ และ 43 ตัวบ่งชี้ โดยองค์ประกอบแต่ละด้านมีตัวบ่งชี้ ดังนี้ 1) องค์ประกอบด้านภาวะผู้นำ มีตัวบ่งชี้ 9ตัวบ่งชี้ 2) องค์ประกอบด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ มีตัวบ่งชี้ 8ตัวบ่งชี้ 3) องค์ประกอบด้านการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง มีตัวบ่งชี้ 9 ตัวบ่งชี้ 4) องค์ประกอบด้านการสร้างเครือข่าย มีตัวบ่งชี้ 9 ตัวบ่งชี้ และ 5) องค์ประกอบด้านการจัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย มีตัวบ่งชี้ 8 ตัวบ่งชี้</p> <p>2.การวิเคราะห์องค์ประกอบพบว่า ตัวบ่งชี้จำนวน 43 ตัวบ่งชี้ทุกตัวขององค์ประกอบการบริหารเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภาคกลาง มีค่าน้ำหนักผ่านเกณฑ์ โดยมีค่าน้ำหนักตั้งแต่ .50 ขึ้นไป โดยตัวบ่งชี้ส่วนใหญ่ยังจัดอยู่ในกลุ่มองค์ประกอบเดิม มีเพียงตัวบ่งชี้ ผู้บริหารสถานศึกษาส่งเสริมให้มีการปฏิสัมพันธ์ในเชิงแลกเปลี่ยนโดยจัดกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ เป็นตัวบ่งชี้ขององค์ประกอบด้านการสร้างเครือข่ายและได้รับการจัดเข้ามาในองค์ประกอบด้านการจัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยเพียงตัวบ่งชี้เดียวเท่านั้น</p> <p>3. ผลการประเมินยืนยันความเหมาะสมขององค์ประกอบและตัวบ่งชี้การบริหารเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภาคกลาง พบว่าผู้เชี่ยวชาญทุกท่านยืนยันว่าตัวบ่งชี้ของการบริหารเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภาคกลางมีความเหมาะสมทุกตัวบ่งชี้ ยกเว้นตัวบ่งชี้ในองค์ประกอบด้านการจัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย ผู้บริหารสถานศึกษาส่งเสริมให้มีการปฏิสัมพันธ์ในเชิงแลกเปลี่ยนโดยจัดกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าควรอยู่ในองค์ประกอบของการสร้างเครือข่ายเหมาะสมกว่า</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: องค์ประกอบและตัวบ่งชี้ , การบริหารเชิงบูรณาการ</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>The research entitled Factors and Indicators for Integrated Administration of Basic Education School Administrators under Primary Educational Service Area Office Central Region had the objectives to build factors and indicators for integrated administration of basic education school administrators under Primary Educational Service Area Office Central Region, analyze the factors and indicators for integrated administration of basic education school administrators under Primary Educational Service Area Office Central Region, and evaluate and confirm the appropriateness of the factors and indicators for integrated administration of basic education school administrators under Primary Educational Service Area Office Central Region.</p> <p>The research methodology consisted of 3 stages. Stage 1: Building factors and indicators for integrated administration of basic education school administrators under Primary Educational Service Area Office Central Region; Stage 2: Analyzing the factors and indicators for integrated administration of basic education school administrators under Primary Educational Service Area Office Central Region; and Stage 3: Evaluating and confirming the appropriateness of the factors and indicators for integrated administration of basic education school administrators under Primary Educational Service Area Office Central Region. The samples used in the research were 430 school directors. They were acquired by identifying the sample size following the concepts of Hair; et al. 2006 : 102, followed by multi-stage sampling. The instrument was a Likert 5 rating scale questionnaire; all its items had the CVI of 1.00 and the alpha reliability of .89. The statistics used for data analysis was Exploratory Factor Analysis : EFA.</p> <p>The research results revealed as follows.</p> <p>1. The building of factors and indicators for integrated administration of basic education school administrators under Primary Educational Service Area Office Central Region consisted of 5 factors and 43 indicators. Each factor had number of indicators as follows: 1) leadership, 9 indicators, 2) achievement oriented, 8 indicators, 3) continuous quality improvement, 9 indicators, 4) building network, 9 indicators, and 5) safe environment management, 8 indicators,</p> <p>2. The factor analysis found the weight values of 43 indicators for integrated administration of basic education school under Primary Educational Service Area Office Central Region passing the criterion of &gt;.50. Most indicators appeared to be in their original factors. Only 1 indicator, Education school administrators promoting exchanging interactions by managing activities regularly, of the building network factor was moved to the safe environment management factor.</p> <p>3. The results of the evaluation and confirm the appropriateness of the factors and indicators for integrated administration of basic education school administrators under Primary Educational Service Area Office Central Region found every expert confirmed that all indicators for integrated administration of basic education school administrators under Primary Educational Service Area Office Central Region were appropriate, except the one of the safe environment management factor, Education school administrators promoting exchanging interactions by managing activities regularly, most experts opinioned it should be in the building network factor.</p> <p> </p> <p><strong>Keywords</strong>: Factors and indicators, Integrated administration</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/EAJ/article/view/11861 การพัฒนาหลักสูตรเสริมสร้างสมรรถภาพการบริหารการจัดการสอนของครู ระดับอาชีวศึกษา 2019-08-31T21:51:32+00:00 ประกิต ปอคูสุวรรณ somwan237@gmail.com สุเมธ งามกนก somwan237@gmail.com สมพงษ์ ปั้นหุ่น somwan237@gmail.com <p class="Default"><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนามีวัตถุประสงค์ เพื่อ1) วิเคราะห์สมรรถภาพและความต้องการจำเป็นของครูในเรื่องการเสริมสร้างสมรรถภาพการบริหารการจัดการสอนของครูระดับอาชีวศึกษา 2) พัฒนาหลักสูตรเสริมสร้างสมรรถภาพการบริหารการจัดการสอนของครูระดับอาชีวศึกษา และ 3) ศึกษาผลการใช้หลักสูตรเสริมสร้างสมรรถภาพการบริหารการจัดการสอนของครูระดับอาชีวศึกษา</p> <p>หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นใช้การฝึกอบรมครูเป็นเวลา 30 ชั่วโมง มีการสอบวัดสมรรถภาพการบริหารการจัดการสอนก่อนและหลัง และ การติดตามหลังการฝึกอบรม 1 เดือน เพื่อรับทราบผลพัฒนาการและความคงทนความรู้ ของกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ความรู้ เจตคติ และทักษะ กลุ่มตัวอย่าง เป็นครูสังกัดสถาบันการอาชีวศึกษา มี 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่ใช้ประเมินความต้องการจำเป็น และกลุ่มตัวอย่างที่ทดลองใช้หลักสูตร จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มและการเลือกแบบสมัครใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 4 ฉบับได้แก่ แบบประเมินความต้องการจำเป็น แบบทดสอบความรู้ แบบวัดเจตคติ และแบบประเมินทักษะ เครื่องมือทั้ง 4 ฉบับมีความตรงเชิงเนื้อ และความเชื่อมั่นสูง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์สถิติบรรยาย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>1) ความต้องการจำเป็นของครูในเรื่องการส่งเสริมสมรรถภาพการบริหารการจัดการสอนของครูระดับอาชีวศึกษาได้แก่ การเตรียมแผนการสอน การบริหารจัดการชั้นเรียน การจัดการการเรียนรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาการสอดแทรกด้านศีลธรรมและจริยธรรมการทำวิจัยในชั้นเรียน และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้</p> <p>2) หลักสูตรส่งเสริมสมรรถภาพการบริหารการจัดการสอนของครูระดับอาชีวศึกษา ประกอบด้วย หลักการ จุดมุ่งหมาย เนื้อหาสาระ การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอนและการวัดผลโดยผลการประเมินหลักสูตรโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า หลักสูตรมีความเหมาะสมและสามารถนำไปใช้ได้จริง</p> <p class="Default">3) ผลการทดลองใช้หลักสูตรเสริมสร้างสมรรถภาพการบริหารการจัดการสอนของครูระดับอาชีวศึกษา พบว่าความรู้และเจตคติเกี่ยวกับสมรรถภาพการบริหารการจัดการสอนของครู มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์สามารถพัฒนากลุ่มตัวอย่าง ด้านความรู้และเจตคติสูงขึ้นทุกคน โดยมีคะแนนพัฒนาการอยู่ในระดับสูงถึงสูงมาก สำหรับด้านทักษะการปฏิบัติงานอาชีพ พบว่าอยู่ในระดับมาก หลังจากการติดตามผลการฝึกอบรมเป็นระยะเวลา 1 เดือน คะแนนทั้ง 2 ส่วนลดลงเล็กน้อยแต่ยังคงอยู่ในระดับมาก และกลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรฝึกอบรมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p class="Default"> </p> <p class="Default"><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong>หลักสูตรฝึกอบรม<br /> <br /></p> <p class="Default"><strong>Abstract</strong></p> <p class="Default">The purpose of this study was to 1) analyze the competency and needs of vocational teachers in enhancing instructional management competency, 2) develop a curriculum to enhance teaching management competency of vocational teachers and 3)study the effect of using the curriculum to enhance teaching management competency of vocational teachers. The training period was 30 hours and a follow-up for a period of one month to evaluate the results of the development and durability of the sample concerning knowledge, attitude, and skills. The samples consisted of needs assessment and sampled 30 voluntary teachers in the Eastern Institute of Vocational Technology. There were 4 research instruments, namely a needs assessment form, a test, an attitude assessment form and a skills assessment form, which all had content validity and reliability. The data was analyzed by descriptive statistics namely, frequency, percentages, means, standard deviation, relative gain score and content analysis.</p> <p class="Bodytext40">The findings revealed the followings:</p> <p class="Bodytext40">1) Needs analysis revealed teachers needs on enhancing teaching management competency of vocational teachers in vocational technology, namely preparing lesson plans, classroom management skills, learning management, information technology in education, moral and ethical integration, classroom research, assessment and evaluation of learning.</p> <p class="Bodytext40">2) An enriched curriculum to enhance instructional management competency of vocational teachers consisting of principles, aims, contents, learning activities, teaching activities, instructional media and assessment. The results of the evaluation by experts were found that the course is appropriate and can be implemented in actual practice.</p> <p class="Bodytext50">3)The implementation results of the enriched curriculum to enhance instructional management competencyof vocational teachers revealed that knowledge and attitude concerning instructional management of teachers had effectiveness on the set criteria, so it could be developed for higher knowledge and attitude. All of the samples obtained gained scores at the high to very high level. It was found that the occupational skill was at the high level. The follow up one month after the training revealed that the scores for knowledge and skills were slightly decreased, however, the scores were still in the high level and the samples reflected satisfaction towards the training course at the highest level.</p> <p class="Bodytext50"> </p> <p><strong>Keywords:</strong>Training Program</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/EAJ/article/view/11862 การพัฒนาโมเดลเชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมคุณภาพโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2019-08-31T21:51:32+00:00 เนตรนภา โพธิ์สาวัง somwan237@gmail.com ศักดิ์ไทย สุรกิจบวร somwan237@gmail.com ทนงศักดิ์ คุ้มไข่น้ำ somwan237@gmail.com พรเทพ เสถียรนพเก้า somwan237@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong></strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบโมเดลเชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมคุณภาพโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับข้อมูลเชิงประจักษ์ การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่หนึ่งการสร้างกรอบแนวคิดการวิจัย โดยการวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิและการศึกษาโรงเรียนดีเด่น ระยะที่สองการตรวจสอบสมมติฐานการวิจัย ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง .25-.76 และค่าความเชื่อมันเท่ากับ 0.98 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้สอนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มงาน หัวหน้าสายชั้นหรือหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,621 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เพื่อหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และใช้โปรแกรม LISREL ในการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างรูปแบบเชิงสมมติฐานกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1. โมเดลเชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมคุณภาพโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือประกอบด้วย ปัจจัยด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การเสริมสร้างพลังอำนาจ การยกย่องและการให้รางวัล และการประเมินคุณภาพ</p> <p>2. การตรวจสอบความสอดคล้องของรูปแบบที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ พบว่ามีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ มีค่าสถิติวัดความกลมกลืน คือ (Chi-Square=1618.64, df=11445, P-value = .0070,</p> <p>RMSEA=1.00, GFI=.97, AGFI= .96, LSRl = 0.13) โดยปัจจัยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การเสริมสร้างพลังอำนาจ การประเมินคุณภาพ การยกย่องและการให้รางวัล การจัดการเชิงกลยุทธ์ และการทำงานเป็นทีม สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของวัฒนธรรมคุณภาพโรงเรียนประถมศึกษาได้ร้อยละ 41</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: โมเดลเชิงสาเหตุ วัฒนธรรมคุณภาพของโรงเรียนประถมศึกษา</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>The objectives of this study were to develop a causal relationship model of factors affecting quality culture of primary schools under the Office of the Basic Education Commission in the North-eastern Region of Thailand and to examine the developed model with the empirical data, as well as to study the effect of factors affecting quality culture of primary schools. The study was divided into 2 phases. Research conceptual framework construction was carried out in the first phase by analysing relevant documents and researches, interviewing experts and conducting a case study on distinctive schools while research hypothesis test was done in the second phase. Data was collected by the implementation of a 5-level rating scale questionnaire with discrimination power between 0.25 - 0.76 and reliability value at 0.98. Sample group consisted of 1,621 school directors, sub-division head teachers and grade level head teachers or head teachers of academic departments in schools under the Office of the Basic Education Commission in the North-eastern region of Thailand, selected through multi-stage sampling. Computer software was employed in data analysis to determine frequency, percentage, mean, standard deviation and Pearson’s product moment correlation coefficient, while confirmatory factor analysis and goodness-of-fit examination between the hypothesis model and empirical data were achieved with the help of LISREL.</p> <p>The study yielded the following results:</p> <p>1. The developed causal relationship model of factors affecting quality culture of primary schools under the Office of the Basic Education Commission in the North-eastern Region of Thailand comprised the factors on human resources development, teamwork, strategic management on quality, empowerment, praise and reward and quality assessment.</p> <p>2. From the examination, the developed model showed goodness-of-fit with the empirical data (Chi-Square=1618.64, df=11445, P-value=.0070, RMSEA=1.00, GFI=.97, AGFI= .96, Largest Standardized Residual = 0.13). The effect of each factor on quality culture of primary schools =41</p> <p> </p> <p><strong>Keywords</strong>: Causal Relationship Model, Primary School, Culture Quality</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/EAJ/article/view/11863 การพัฒนารูปแบบสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 2019-08-31T21:51:32+00:00 สกุณา ปั้นทอง somwan237@gmail.com นิพนธ์ วรรณเวช somwan237@gmail.com พงษ์ศักดิ์ รวมชมรัตน์ somwan237@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และเพื่อประเมินรูปแบบสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งวิธีการดำเนินการวิจัย ประกอบด้วย ศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 17 คน ด้วยเทคนิคเดลฟาย 3 รอบ และประเมินรูปแบบสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น</p> <p>ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จำนวน 310 คน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.60-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.80 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ มัธยฐาน พิสัยระหว่างควอไทล์ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1. รูปแบบสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประกอบด้วยสมรรถนะ10ด้าน ได้แก่ ภาวะผู้นำ การบริหารเชิงกลยุทธ์ ความรู้ความสามารถในวิชาชีพ การสื่อสารและการสร้างสัมพันธภาพชุมชน คุณธรรมและจริยธรรม เทคโนโลยีและสารสนเทศ การบริหารทรัพยากรบุคคล การบริหารจัดการองค์กร การบริหารการเปลี่ยนแปลง และการทำงานเป็นทีม</p> <p>2. การประเมินรูปแบบสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พบว่า รูปแบบสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สามารถนำไปปฏิบัติได้ในระดับดี</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>รูปแบบสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>The research aimed to develop and assess a model of administrators’ competency in school under the department of local administration. The research was conducted by studying related documents and research, interviewing 17 specialists, using 3 delphi techniques and amass the model of administrators’ competency in school under the department of local administration.</p> <p>The samples used in the study were 310 administrators in schools under the department of local administration selected by multi-stage random sampling. The instrument used was a semi-structured interview. And 5 rating scale questionnaires. The content validity between 0.60-1.00 with the reliability at 0.97. The statistics used for data analysis were frequency, percentage, median, interquartile range, mean, and standard deviation.</p> <p>The findings:</p> <p>1. The competency model for school administrators under the Department of Local Administration consisted of 10 aspects of competency: Leadership, Strategic Management, Proficiency in the profession, Communication and Interpersonal Relationship Community; Moral and Ethics, Technology and Information, Human Resource Management, Organization Management,Changemanagement, and teamwork.</p> <p>2. The results of the evaluation of the model of administrators’ competency revealed that the model of administrators’ competency under the Department of Local Administration can be applied to be used at a good level.</p> <p> </p> <p><strong>Keywords :</strong>Model of administrators’ competency in schools</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/EAJ/article/view/11864 รูปแบบการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรณีศึกษาระดับสถานีตำรวจ 2019-08-31T21:51:32+00:00 ดิฐภัทร บวรชัย somwan237@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาของการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรณีศึกษาระดับสถานีตำรวจ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุของการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจกรณีศึกษาระดับสถานีตำรวจ 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจกรณีศึกษาระดับสถานีตำรวจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ (1) กลุ่มตัวอย่างที่เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประกอบด้วย ข้าราชการตำรวจระดับปฏิบัติการ ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรภาค 1 – 9 ภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการในพื้นที่ ผู้ทรงคุณวุฒิ หัวหน้าสถานีตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรภาค 1- 9 และศูนย์ปฏิบัติการจังหวัดชายแดนภาคใต้ กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น และกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างตามตารางเลขสุ่มของเคร์จซี่; และ มอร์แกน (Krejcie; &amp; Morgan.1970: 608) จำนวน 1,281 คน (2) กลุ่มตัวอย่างที่เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 307 คน (3) กลุ่มตัวอย่างที่เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม จำนวน 15 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยผู้วิจัยส่งหนังสือขอความอนุเคราะห์เก็บข้อมูลวิจัยพร้อมแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ไปยังหน่วยงานที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง และไปเก็บข้อมูลด้วยตนเอง จัดให้มีการสนทนากลุ่มภายหลังจากที่ได้ข้อมูลและสรุปผลการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพเรียบร้อยแล้วสร้างรูปแบบการป้องกันการทุจริตพร้อมให้ทรงคุณวุฒิพิจารณาความเหมาะสมของรูปแบบที่ถูกสร้างขึ้น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบของข้าราชการตำรวจระดับสถานีโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.67 , S.D. = 0.75) สาเหตุของการทุจริตประพฤติมิชอบ สรุปได้ 2 ประการ คือ 1) ปัจจัยภายใน ได้แก่ ตอบแทนผู้มีพระคุณ ยอมรับการทุจริตเป็นเรื่องปกติ คิดว่าไม่มีใครจับได้ ขาดความซื่อสัตย์สุจริต คุ้มค่าที่จะเสี่ยง ความโลภ ไม่รู้จักพอ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ความเคยชิน คิดว่าใครๆก็ทำกัน จิตใจไม่เข้มแข็ง ต้องการความร่ำรวย ไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณ ยกย่องคนมั่งมีผู้มีอำนาจ 2) ปัจจัยภายนอก ได้แก่ ไม่มีการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง ตกอยู่ใต้อิทธิพลผู้มีอำนาจ มีโอกาสในการเรียกรับผลประโยชน์ เข้าไปมีส่วนได้เสียกับสถานประกอบการ ผูกขาดอำนาจการแต่งตั้ง อิทธิพลทางการเมือง ความเข้าใจผิดของประชาชน การแทรกแซงทางการเมือง ความล่าช้าของกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการทุจริต ระดับการศึกษาที่แตกต่างกัน ผู้บังคับบัญชาบางคนเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี รายได้น้อย ค่านิยมว่าตำแหน่งเป็นสมบัติส่วนบุคคล กฎหมายมีช่องโหว่ การมีอำนาจผูกขาด พฤติกรรมเลียนแบบ อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์และอำนาจ สภาพการทำงานเอื้อต่อการทุจริต สำหรับรูปแบบการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ มี 4 ระยะ ตั้งแต่ ระยะก่อนเข้าเป็นตำรวจ ระยะเข้าโรงเรียนตำรวจ ระยะรับราชการตำรวจ และระยะพ้นจากการเป็นตำรวจ โดยทั้ง 5 สายงานในสถานีตำรวจ คือ ป้องกันปราบปราม สอบสวน สืบสวน จราจร และอำนวยการควรมีลักษณะเป็นการป้องกันและแก้ปัญหาแบบบูรณาการให้ภาครัฐและประชาชน เข้ามามีบทบาทมีส่วนร่วมสนับสนุน ส่งเสริมองค์ความรู้ งบประมาณ สวัสดิการ กำลังพล และตรวจสอบการทำงาน มีระบบการตรวจสอบภายใน และตรวจสอบภายนอกที่เคร่งครัดจากองค์กรหรือหน่วยงานอิสระ เช่น คณะกรรมการร้องเรียนตำรวจ นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการปฏิบัติงานและตรวจสอบระบบการทำงาน มีระบบการส่งเสริมตำรวจดีที่เข้มแข็ง</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong>การป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ, เจ้าหน้าที่ตำรวจ</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/EAJ/article/view/11865 ยุทธศาสตร์การพัฒนาการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต15และ16 2019-08-31T21:51:32+00:00 ต่วนปาตีฮะ หัวเมือง somwan237@gmail.com ประเสริฐ อินทร์รักษ์ somwan237@gmail.com นพดล เจนอักษร somwan237@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1)เพื่อทราบองค์ประกอบการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 15 และ162)เพื่อทราบแนวทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 15 และ16วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย2 ขั้นตอนคือ1) การวิเคราะห์องค์ประกอบการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 15 และ16โดยการดำเนินการวิจัย 2)แนวทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต15 และ16 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยโรงเรียนมัธยมศึกษา57 โรงเรียนผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือรองผู้อำนวยการโรงเรียน หัวหน้างานวิชาการ หัวหน้างานแผน และ ครูรวม 228 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นแบบวิเคราะห์เอกสารแบบสัมภาษณ์มีโครงสร้างและแบบสอบถามเกี่ยวกับองค์ประกอบการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 15 และ16สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ค่าร้อยละค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการวิเคราะห์องค์ประกอบและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1. องค์ประกอบการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 15 และ16ประกอบด้วย 10 องค์ประกอบคือ 1)การพัฒนาผู้นำในการบริหารจัดการโรงเรียน 2) การส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน 3) การส่งเสริมจิตวิญญาณความเป็นครู 4) การพัฒนาการมีส่วนร่วมของบุคลากรเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา5) การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อคุณภาพองค์กร 6)การจัดการเครือข่ายและการประชาสัมพันธ์7) การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 8) การพัฒนาทักษะทางภาษาและอาชีพ9) การพัฒนาครูให้เป็นครูมืออาชีพ และ10)การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน</p> <p>2. แนวทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 15 และ16ประกอบด้วย5ยุทธศาสตร์ 351แนวทาง ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาการบริหารจัดการ ประกอบด้วย 110 แนวทาง ยุทธศาสตร์ที่ 2 การส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอนประกอบด้วย 21 แนวทาง ยุทธศาสตร์ที่3 การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนประกอบด้วย 54 แนวทาง ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นครูสอนประกอบด้วย 76 แนวทาง ยุทธศาสตร์ที่5 การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน ประกอบด้วย 90 แนวทาง</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: ยุทธศาสตร์การพัฒนา, การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา</p> <p> </p> <pre><strong>Abstract</strong></pre><pre>The purposes of this research were to determine 1) the components of the secondary school administration under Office of Secondary Educational Service Area 15 and 16. 2)the guidelines and strategies for administration development of secondary schools under Office of Secondary Educational Service Area 15 and 16. The research procedures consisted of 2 steps as follows: 1) analysis the components of the secondary school administration development of secondary school under Office of Secondary Educational Service area 15 and16, 2) develop the guidelines and strategies for administration development of secondary schools under Office of Secondary Educational Service Area 15 and16.The samples were 57 secondary schools.The respondents were administrators orvice administrators, chief academic teachers, master planner and teachers, totally 228 persons. The instruments for collecting the data were semi-structure interview and questionnaires. The statistics used for analyzing the data were percentage, arithmetic mean, standard deviation, exploratory factor analysis and content analysis. </pre><pre>The findings of this research were as follows:</pre><pre>1.There were 10 components of the administration development ofsecondary schools under The Office of Secondary Educational Service Area 15 and 16 namely: 1)Leadership Development in School Management 2) Promotion of Technology for Teaching and Learning 3) Promotion of Spirituality of Teachers 4) Developmentof Staff Participation to Improve Quality of Education 5) Technology Development for Enterprise Quality 6) Network Management and Public Relations 7)Developing learners' quality 8) Developing language and career skills9)Developing teachers as professional teachers and 10) Building relationships with the community</pre><pre>2.There were 351 guidelines and 5 strategies for development of secondary schools administration development of secondary schools under the Office of Secondary Educational Service Area 15 and 16 namely: 1) Development in School Management composed of 110 guidelines 2) Promotion of Technology for Teaching and Learning composed of 21guidelines 3) Developing learners' quality composed of 54 guidelines4) Development of Spirituality of Teachers composed of 76 guidelines 5) Building relationships with the community composed of 90 guidelines</pre> <p><strong>Keyword</strong><strong>s</strong>: The Strategy of Administration,Development of Secondary School</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/EAJ/article/view/11866 ปัจจัยการจัดการคุณภาพโดยรวมที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2019-08-31T21:51:33+00:00 ประจักษ์ ชูศรี somwan237@gmail.com ทัศนา แสวงศักดิ์ somwan237@gmail.com นิภา ศรีไพโรจน์ somwan237@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong></strong></p> <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับปัจจัยการจัดการคุณภาพโดยรวมและระดับประสิทธิผลของโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการจัดการคุณภาพโดยรวม กับประสิทธิผลของโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเพื่อหาค่าน้ำหนักความสำคัญของปัจจัยการจัดการคุณภาพโดยรวมที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ครูโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดชายแดนภาคใต้ 5 โรงเรียน จำนวน 224 คน โดยสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายตามสัดส่วนของครูแต่ละโรงเรียนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง .80-1.00มีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดปัจจัยการจัดการคุณภาพโดยรวม 6 ปัจจัยได้แก่ 1) การสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า 2) การมีส่วนร่วมของทีมงาน 3) การปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง 4) การพัฒนาบุคลากร5) นวัตกรรมและเทคโนโลยี และ 6) การวางแผนกลยุทธ์ เท่ากับ 0.86, 0.90, 0.90, 0.91, 0.90 และ 0.92 ตามลำดับและค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดประสิทธิผลของโรงเรียน 4 ด้าน ได้แก่ 1)ด้านปริมาณและคุณภาพของผลผลิต2) ด้านประสิทธิภาพของการผลิต 3)ด้านการปรับตัวและความยืดหยุ่นขององค์การและ4) ด้านประสิทธิภาพร่วมของครู มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96, 0.94, 0.95 และ 0.93 ตามลำดับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบตัวแปรพหุนาม (Multivariate Multiple Regression : MMR)และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบตัวแปรตามเอกนาม (Univariate Multiple Regression : MR)</p> <p> </p> <p> </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1. ปัจจัยการจัดการคุณภาพโดยรวมของโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้ง 6 ปัจจัยอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ การวางแผนกลยุทธ์ การปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง การสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า การมีส่วนร่วมของทีมงาน การพัฒนาบุคลากร และนวัตกรรมและเทคโนโลยี ตามลำดับประสิทธิผลของโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ ด้านประสิทธิภาพของการผลิต ด้านประสิทธิภาพร่วมของครู ด้านการปรับตัวและความยืดหยุ่นขององค์การ และด้านปริมาณและคุณภาพของผลผลิต ตามลำดับ</p> <p>2. ปัจจัยการจัดการคุณภาพโดยรวม และ ประสิทธิผลของโรงเรียน มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01</p> <p>3. ค่าน้ำหนักความสำคัญของปัจจัยการจัดการคุณภาพโดยรวมที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน ปรากฏผลดังนี้ 3.1 ปัจจัยการจัดการคุณภาพโดยรวม ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนด้านปริมาณและคุณภาพของผลผลิตในทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ได้แก่ นวัตกรรมและเทคโนโลยี และ การวางแผนกลยุทธ์ มีค่าน้ำหนักความสำคัญมาตรฐานเท่ากับ 0.302 และ 0.194 ตามลำดับ3.2 ปัจจัยการจัดการคุณภาพโดยรวมส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน ด้านประสิทธิภาพของการผลิต ในทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ได้แก่ การปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และการวางแผนกลยุทธ์ มีค่าน้ำหนักความสำคัญมาตรฐาน เท่ากับ 0.930และ 0.485 ตามลำดับ และส่งผลทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ การพัฒนาบุคลากร มีค่าน้ำหนักความสำคัญมาตรฐาน เท่ากับ 0.1553.3 ปัจจัยการจัดการคุณภาพโดยรวมส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนด้านการปรับตัวและความยืดหยุ่นขององค์การ ในทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 ได้แก่ การวางแผนกลยุทธ์ การพัฒนาบุคลากร และ การปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง มีค่าน้ำหนักความสำคัญมาตรฐาน เท่ากับ 0.328 , 0.302 และ 0.214 ตามลำดับ3.4 ปัจจัยการจัดการคุณภาพโดยรวม ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนด้านประสิทธิภาพร่วมของครูในทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ได้แก่ การวางแผนกลยุทธ์ และ การพัฒนาบุคลากรมีค่าน้ำหนักความสำคัญมาตรฐาน เท่ากับ 0.326 และ 0.238 ตามลำดับ</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>: </strong>การจัดการคุณภาพโดยรวม, ประสิทธิผลของโรงเรียน,โรงเรียนอนุบาลจังหวัดชายแดนภาคใต้</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>This research had the objectives to: study the levels of total quality management factors and school effectiveness of kindergarten schools in southern border provinces, study the relationships between the total quality management factors and school effectiveness of kindergarten schools in southern border provinces, and find the importance weights of the total quality management factors affecting the school effectiveness of kindergarten schools in southern border provinces. The research samples were 224 teachers of 5 kindergarten schools in southern border provinces, acquired by conducting proportionate simple random sampling of individual schools. The instrument used in the research was a 5-rating scale questionnaire with the IOC of 0.80 – 1.00. The Cronbach’s Alpha Coefficients for the 6 factors of total quality management, i.e. 1) building customer satisfaction, 2) teamwork participation, 3) continuous quality improvement, 4) personnel development, 5) innovation and technology, and 6) strategic planning were 0.86, 0.90, 0.90, 0.91, 0.90and0.92 respectively; and those for the 4 aspects of school effectiveness, i.e. 1) quantity and quality of products, 2) production efficiency, 3) organization adaptation and flexibility, and 4) teacher collective efficacy were 0.96, 0.94, 0.95, and 0.93 respectively. The statistics used in data analysis were percentage, mean, standard deviation, Multivariate Multiple Regression (MMR) and Univariate Multiple Regression (MR).</p> <p>The research results reveal as follows.</p> <p>1. The 6 factors of total quality management of kindergarten schools in southern border provinces were all at the high level; arranged in descending order of mean: strategic planning, continuous quality improvement, building customer satisfaction, teamwork participation, personnel development, and innovation and technology respectively.The 4 aspects of school effectiveness of kindergarten schools in southern border provinceswere all at the high level; arranged in descending order of mean:production efficiency, teacher collective efficacy, organization adaptation and flexibility, and quantity and quality of products respectively.</p> <p>2. The factors of total quality management and the aspects of school effectiveness were positively related at .01 level of significance.</p> <p>3.The beta weights of the factors of the total quality management affecting the school effectiveness of kindergarten schools in southern border provinces were found as follows.3.1 The factors of the total quality management affecting positively the quantity and quality of productsaspect of the school effectiveness of kindergarten schools in southern border provinces at .01 level of significance were innovation and technology and strategic planning with the beta weights of 0.302 and 0.194 respectively.3.2 The factors of the total quality management affecting positively the production efficiency aspect of the school effectiveness of kindergarten schools in southern border provinces at .01 level of significance were continuous quality improvement and strategic planning with the beta weights of 0.930 and 0.485 respectively whereas the personnel development did at .05 level of significance3.3 The factors of the total quality management affecting positively the organization adaptation and flexibility aspect of the school effectiveness of kindergarten schools in southern border provinces at .01 level of significance were strategic planning, personnel development and continuous quality improvement with the beta weights of 0.328, 0.302 and 0.214 respectively.3.4The factors of the total quality management affecting positively the teacher collective efficacy aspect of the school effectiveness of kindergarten schools in southern border provinces at .01 level of significance were strategic planning and personnel development with the beta weights of 0.326 and 0.238 respectively.</p> <p> </p> <p><strong>Keywords :</strong> Total quality management, School effectiveness, Kindergarten schools in southern border provinces</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/EAJ/article/view/11867 รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะสถานศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2019-08-31T21:51:33+00:00 อนุสรณ์ แสนเคน somwan237@gmail.com ศักดิ์ไทย สุรกิจบวร somwan237@gmail.com ทนงศักดิ์ คุ้มไข่น้ำ somwan237@gmail.com พรเทพ เสถียรนพเก้า somwan237@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะสถานศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตรวจสอบ ความสอดคล้องระหว่างรูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะสถานศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกับข้อมูลเชิงประจักษ์การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่หนึ่งการสร้างกรอบแนวคิดการวิจัย โดยการวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิและการศึกษาโรงเรียนดีเด่นระยะที่สองการตรวจสอบสมมติฐานการวิจัย ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง .33-0.65 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.965 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้สอนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มงาน หัวหน้าสายชั้นหรือหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,596 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม สำเร็จรูปเพื่อหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และใช้โปรแกรม LISREL ในการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างรูปแบบเชิงสมมติฐานกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1.รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะสถานศึกษาในภาคตะวันออก- <br /> เฉียงเหนือ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานประกอบด้วยปัจจัยหลายด้าน ได้แก่ ปัจจัยด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง, ปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์การ, ปัจจัยด้านบรรยากาศองค์การ, ปัจจัยด้านความผูกพันต่อองค์การ, และปัจจัยด้านสมรรถนะสถานศึกษา</p> <p>2. รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์(Chi-square =88.54, df=94, p-value= 0.63947, RMSEA = 0.000, GFI= 0.98, AGFI = 0.97, Largest Standardized Residual = 2.47) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะสถานศึกษา เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย เป็นดังนี้ อิทธิพลทางตรง คือ บรรยากาศองค์การ อิทธิพลทางอ้อม คือ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมองค์การ และ อิทธิพลรวม ได้แก่ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และวัฒนธรรมองค์การ โดยปัจจัยเชิงสาเหตุทั้ง 4 ตัว ดังกล่าวข้างต้น สามารถอธิบายสมรรถนะของสถานศึกษาได้ร้อยละ 67</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ,สมรรถนะสถานศึกษา,สถานศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>The objectives of this research were to develop the causal relationship model of factors affecting the schools’ competencies in the Northeastern under the Office of Basic Education Commission, to validate concordance between a causal relationship model with empirical data, and to study the variable effect toward the schools’ competencies. The research was divided into 2 phases: Phase 1 Conceptual framework of the research by analyzing the documents and related researches, experts interview and outstanding schools learning. Phase 2 Checking the hypothesis of the research, the data was collected using rating scale questionnaire with discrimination power values ranging between 0.32 – 0.88 and 0.97 reliability. The sample consisted of 1,725 teachers, directors, and head of departments of school in the Northeast under the Office of Basic Education Commission, acquired by multi stage random sampling. The data were analyzed by using a computer program to determine the frequency, percentage, the standard deviation and Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient. Confirmatory factor analysis through Linear Structural Relationship (LISREL) and verify the consistency between the model and the hypothesis with empirical data.</p> <p>The finding disclosed as follows:</p> <p>1. The causal relationship model of factors affecting the schools’ competencies in the Northeastern under the Office of Basic Education Commission consist of 1) Factor of transformational leadership included inspiration motivation, faith, achievement, vision. 2) Factor of school culture included decision making, quality, change adaptation, participative management, organizational climate, organizational environment and structure. 3) Factor of organizational commitment included goal and value, citizen wistfulness and organizational dedicated wiling. And factor of schools’ competencies included personal quality, working system, strategy and technology.</p> <p>2. The developed model showed the goodness-of-fit with the empirical data (Chi-square =88.54, df=94, p-value= 0.63947, RMSEA = 0.000, GFI= 0.98, AGFI = 0.97, Largest Standardized Residual = 2.47). The effect of the factors on school competency, ranking from the highest to the lowest, were as follows: 1) direct effect: organizational atmosphere 2) indirect effect: transformational leadership and organizational culture ; 3) total effect: transformational leadership and organizational culture, The 4 aforementioned causal factors could altogether indicate school competency at 67 percent.</p> <p> </p> <p><strong>Keywords:</strong> A Causal Relationship model, Schools’ Competencies, Northeastern Schools</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/EAJ/article/view/11868 รูปแบบการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2019-08-31T21:51:33+00:00 ศณิศา บุษบงค์ somwan237@gmail.com วัชรี ชูชาติ somwan237@gmail.com กิตติมา พฤกภูษณ somwan237@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของรูปแบบการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสถานศึกษา สร้างรูปแบบการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสถานศึกษา และยืนยันรูปแบบการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน</p> <p>ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนที่นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนและบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 858 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่ แบบสอบถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.60-1.00 ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 สถิติที่ใช้ได้แก่ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับขั้นตอนที่สอง</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>1. องค์ประกอบรูปแบบการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มี 3 องค์ประกอบ 79 ตัวแปร ตัวแปรในทุกองค์ประกอบมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบตั้งแต่ 0.51 ถึง 0.88 เรียงตามลำดับค่าน้ำหนักองค์ประกอบรวม คือ การบริหารงบประมาณที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ จำนวน 39 ตัวแปร การบริหารสถานศึกษาโดยยึดหลักการมีส่วนร่วม จำนวน 21 ตัวแปร และการวางแผนบริหารสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ จำนวน 19 ตัวแปร</p> <p>2. รูปแบบการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ การบริหารงบประมาณที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ การบริหารสถานศึกษาโดยยึดหลักการมีส่วนร่วม และการวางแผนบริหารสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ อยู่ในรูปขององค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับขั้นตอนที่สอง</p> <p>3. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน พบว่า รูปแบบมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ =1387.56, df=2999, p=1.00, GFI=0.91, AGFI=0.91, RMSEA=0.00, SRMR=0.03 เรียงองค์ประกอบตามความสำคัญจากมากไปหาน้อย ได้แก่ การบริหารงบประมาณที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ การบริหารสถานศึกษาโดยยึดหลักการมีส่วนร่วม และการวางแผนบริหารสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ทุกองค์ประกอบมีสัมประสิทธิ์ การพยากรณ์ที่สามารถอธิบายความแปรปรวนของรูปแบบการบริหารตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ทุกองค์ประกอบ</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>: </strong>รูปแบบการบริหาร,หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสถานศึกษา<strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>This research aimed to study the components of administration model based on the philosophy of sufficiency economy in schools, to create an administration model based on the philosophy of sufficiency economy and to substantiate the administration model based on the philosophy of sufficiency economy in schools under the Office of the Basic Education Commission.</p> <p>The sample group for this study consisted of 858 administrators from schools that implemented the sufficiency economy philosophy in providing instructions and managing schools by random sampling. The research instrument was a questionnaire with the index of objective congruence ranking between 0.60-1.00 with the reliability of 0.87.The collected data were analyzed by using exploratory factory analysis and the second order comfirmatory factor analysis.</p> <p>The findings revealed that:</p> <p>1. The factors of administration model based on the philosophy of sufficiency economy in schools under the Office of the Basic Education Commission consisted of 3 factors and 79 variables, each variable with factor loading between 0.51 - 0.88, ranking in order of mean, the budget achievement administration with 39 variables, the participation of school administration with 21 variables and the efficient school administrative planning with 19 variables.</p> <p>2. The administration model based on the philosophy of sufficiency economy in schools under the Office of the Basic Education Commission consisted of 3 factors - budget achievement administration, participation of school administration and efficient school administrative planning. The Model was proposed by second order confirmatory Factor.</p> <p>3. The results of the second order confirmatory factor analysis was found that the model was valid and well fitted to the empirical data ( =1387.56, df=2999, p=1.00, GFI=0.91, AGFI=0.91, RMSEA=0.00, SRMR=0.03,) written in descending order: budget achievement administration, participation of school administration and efficient school administrative planning. The square multiple correlations of all factors could explain the administration model based on the philosophy of sufficiency economy in schools under Office of the Basic Education Commission.</p> <p> </p> <p><strong>Keywords:</strong> administration model, the philosophy of sufficiency economy in school</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/EAJ/article/view/11869 การป้องกันการคอร์รัปชันของผู้บริหารโรงเรียน 2019-08-31T21:51:33+00:00 ธนกร ติรณะประกิจ somwan237@gmail.com ประเสริฐ อินทร์รักษ์ somwan237@gmail.com นพดล เจนอักษร somwan237@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong></strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) มูลเหตุแห่งการคอร์รัปชันของผู้บริหารโรงเรียน2) การป้องกันการคอร์รัปชันของผู้บริหารโรงเรียน ใช้เทคนิคการวิจัยแบบ EDFR กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเจาะจง ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย 1) ผู้บริหารระดับสูงสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 3)นิติกรประจำสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 4) ผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและ 5) ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันการคอร์รัปชันรวมทั้งสิ้น 17 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และ 2) แบบสอบถามความคิดเห็น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยค่ามัธยฐาน, ค่าฐานนิยม, ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1. มูลเหตุแห่งการคอร์รัปชันของผู้บริหารโรงเรียนประกอบด้วย 4 ด้าน 71 มูลเหตุดังนี้ 1)ด้านเศรษฐกิจประกอบด้วย 19 มูลเหตุ 2) ด้านการเมืองการปกครองประกอบด้วย 18 มูลเหตุ 3) ด้านสังคมและวัฒนธรรมประกอบด้วย 18 มูลเหตุและ 4)ด้านกฎหมายและระเบียบปฏิบัติประกอบด้วย 16มูลเหตุ</p> <p>2. การป้องกันการคอร์รัปชันของผู้บริหารโรงเรียนประกอบด้วย 4 ด้าน 37 การป้องกันดังนี้ 1) ด้านเศรษฐกิจประกอบด้วย 8 การป้องกัน 2) ด้านการเมืองการปกครองประกอบด้วย 12 การป้องกัน 3) ด้านสังคมและวัฒนธรรมประกอบด้วย 6การป้องกันและ 4) ด้านกฎหมายและระเบียบปฏิบัติประกอบด้วย 11 การป้องกัน</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>: </strong>การคอร์รัปชัน,ผู้บริหารโรงเรียน<strong></strong></p> <p> </p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>The research objectives were to find out of the causes of school director corruption and the corruption prevention of school director. This thesis was designed as Ethnographic Delphi Future Research (EDFR). The example consisted of 17 experts obtained by purposive sampling. The experts were comprised of 1) OBEC Administrator 2) PESA Directors 3) Legal Officers of PESA 4) Primary School Director and 5) An experts in corruption with a total of 17 key informants. The instruments used for data collection were 1) a semi-structured interview form and 2) an Opinionnaire. The statistics used for data analysis were median, mode, inter-quartile range and content analysis for interviewing content of experts.</p> <p>The findings of this research were as follows:</p> <p>1. The causes of corruption in school director consisted of 4 perspectives in 71 causes as follows; 1) Economic perspectives consisted of 19 causes 2) Politic perspectives consisted of 18 causes 3) Social perspectives consisted of 18 causes and 4) Legal perspectives consisted of 16 causes.</p> <p>2. The corruption preventions of school directors consisted of 4 perspectives in 37 preventions as follows; 1) Economic perspectives consisted of 8 preventions 2) Politic perspectives consisted of 12 preventions 3) Social perspectives consisted of 6 preventions and 4) Legal perspectives consisted of 11 preventions.</p> <p> </p> <p><strong>Keywords :</strong>The Corruption, School Director<strong></strong></p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/EAJ/article/view/11870 การพัฒนาสมรรถนะการบริหารของผู้อำนวยการสำนักทะเบียนและประมวลผล ในสถาบันอุดมศึกษา 2019-08-31T21:51:33+00:00 พิชญาภา ฝาวัง somwan237@gmail.com ศักดิ์ไทย สุรกิจบวร somwan237@gmail.com ทนงศักดิ์ คุ้มไข่น้ำ somwan237@gmail.com พรเทพ เสถียรนพเก้า somwan237@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong> <strong> </strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของสมรรถนะการบริหารของผู้อำนวยการสำนักทะเบียนและประมวลผลในสถาบันอุดมศึกษา 2) พัฒนาหลักสูตรและแนวทางการใช้หลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะการบริหารของผู้อำนวยการสำนักทะเบียนและประมวลผลในสถาบันอุดมศึกษา 3) ตรวจสอบความเหมาะสมของหลักสูตรที่พัฒนาขึ้น กลุ่มเป้าหมาย เป็นผู้บริหารของสำนักทะเบียนและประมวลผล รวมทั้งสิ้น 72 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักทะเบียนและประมวลผล จำนวน 23 คน และรองผู้อำนวยการสำนักทะเบียนและประมวลผล จำนวน 49 คน ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) การวิจัยมี 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาองค์ประกอบของสมรรถนะการบริหารของผู้อำนวยการสำนักทะเบียนและประมวลผลในสถาบันอุดมศึกษา ระยะที่ 2 การพัฒนาหลักสูตรและแนวทางการใช้หลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะการบริหารของผู้อำนวยการสำนักทะเบียนและประมวลผลในสถาบันอุดมศึกษา และระยะที่ 3 การทดลองใช้หลักสูตร<strong> </strong>เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) เครื่องมือที่ใช้พัฒนางาน ได้แก่ หลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะการบริหารของผู้อำนวยการสำนักทะเบียนและประมวลผลในสถาบันอุดมศึกษา แนวทางการใช้หลักสูตร 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.57 – 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .889 แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง แบบประเมินสมรรถนะการบริหาร แบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้หลักสูตร และแบบประเมินระดับความสำเร็จของการใช้หลักสูตร สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย การทดสอบวิลคอกซัน (Wilcoxon signed – rank test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะการบริหารของผู้อำนวยการสำนักทะเบียนและประมวลผลในสถาบันอุดมศึกษา มี 2 สมรรถนะ คือ สมรรถนะด้านการทำงานเป็นทีม และสมรรถนะด้านการมอบหมายงาน 2) หลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะการบริหารของผู้อำนวยการสำนักทะเบียนและประมวลผลในสถาบันอุดมศึกษา ประกอบด้วย 3 หน่วยการเรียน ระยะเวลาการพัฒนา 22 วัน 3) ผู้เข้ารับการพัฒนามีสมรรถนะการบริหารก่อนการพัฒนาโดยรวมอยู่ในระดับมากและหลังการพัฒนามีค่าเฉลี่ยสมรรถนะการบริหารสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ผู้เข้ารับการพัฒนามีความพึงพอใจต่อหลักสูตรโดยรวมและรายด้านในระดับมาก (xˉ = 4.36 , S.D. = 0.49) 5) หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมีระดับความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมาก (= 4.40) 6) ผู้เข้ารับการพัฒนามีผลการประเมินกิจกรรมระหว่างการพัฒนาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.52, S.D. = 1.13)</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> :<strong> </strong>การพัฒนา, สมรรถนะการบริหาร, สำนักทะเบียนและประมวลผล</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>The objectives of this study were 1) to study the factors on managerial competency of directors of the office of the registrar in higher education institutions; 2) to develop a curriculum and guideline on the application of managerial competency development curriculum for directors of the office of the registrar in higher education institutions and 3) to assess the appropriateness of the developed curriculum. The target group consisted of 1) 23 directors of the office of the registrar and 2) 49 deputy directors of the office of the registrar. The tools employed were 1) tools on work development: (1) the developed managerial competency curriculum for directors of the office of the registrar in higher education institutions and (2) application guideline for the developed curriculum; 2) data collection tools: (1) a 5-level rating scale questionnaire, (2) managerial competency evaluation form and (3) satisfaction evaluation form towards the developed curriculum. Statistics used in data analysis were percentage, mean and Wilcoxon signed – rank test</p> <p>The findings were as follows: 1) There were 2 managerial competencies of directors of the office of the registrar in higher education institutions, which were teamwork competency and assignment competency. 2) The developed managerial competency development curriculum for directors of the office of the registrar in higher education institutions comprised 3 learning units and a course duration for development of 22 days. 3) The overall managerial competency of the participants before participation was at a high level. After the participation, the mean of their managerial competency was higher than that before participation with the .01 level of statistical significance. 4) The satisfaction of the participants towards the developed curriculum in an overall and each factor was at a high level (xˉ = 4.36, S.D. = 0.49). 5) The overall success of the developed curriculum was at a high level. 6) The overall activity assessment of the participants during the development deration was at the highest level (= 4.52, S.D. = 1.13).</p> <p> </p> <p><strong>Keywords </strong>: The Development, Managerial Competency, The Office of Registration</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/EAJ/article/view/11871 การบริหารการพัฒนาการใช้ภาษาอังกฤษของครูโรงเรียนประถมศึกษา 2019-08-31T21:51:33+00:00 นันทรัตน์ เกื้อหนุน somwan237@gmail.com ชุมศักดิ์ อินทร์รักษ์ somwan237@gmail.com นพดล เจนอักษร somwan237@gmail.com ประเสริฐ อินทร์รักษ์ somwan237@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong></strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ1) องค์ประกอบการบริหารการพัฒนาการใช้ภาษาอังกฤษของครูโรงเรียนประถมศึกษา 2)ผลการยืนยันองค์ประกอบของการบริหารการพัฒนาการใช้ภาษาอังกฤษของครูโรงเรียนประถมศึกษากลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 100 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาหัวหน้าวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาและครูที่ไม่ได้สอนรายวิชาภาษาอังกฤษโรงเรียนประถมศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1.องค์ประกอบบริหารการพัฒนาการใช้ภาษาอังกฤษของครูโรงเรียนประถมศึกษา มีองค์ประกอบ5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1.การวางแผนกลยุทธ์ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบย่อย คือ 1) การกำหนดเป้าหมายการพัฒนา2) การดำเนินการพัฒนา 3) การประเมินผลการพัฒนา 2.การเสริมสร้างแรงจูงใจ 3. การประสานงาน 4. การส่งเสริมสนับสนุนและ 5.การนิเทศ</p> <p>2. ผลการยืนยันองค์ประกอบของการบริหารการพัฒนาการใช้ภาษาอังกฤษของครูโรงเรียนประถมศึกษาเป็นองค์ประกอบ ซึ่งมีความเหมาะสม เป็นไปได้ มีประโยชน์ และมีความถูกต้อง</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: การบริหารการพัฒนา, การใช้ภาษาอังกฤษของครู</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>The purposes of this research were to: 1) identify factors of development administration in using English of primary school teachers, 2) confirmation factors of development administration in using English of primary school teachers. The sample of this study included 100 schools under the Office of the Basic Education Commission. The respondents were school director, teacher in academic department and teacher who does not teach English representatives working under the Office of the Basic Education Commission. Instruments used were semi-structured interview form and questionnaire. The statistics for analyzing the data were frequency, percentage, arithmetic mean, standard deviation, exploratory factor analysis and content analysis.</p> <p>The findings were as follows:</p> <p>1.There were 5 factors development administration in using English of primary school teachers which were named as follows 1. Strategic planning consists of 3 sub-components: 1) Targeting of development 2) Implementing of development 3) Evaluation of development 2. Strengthening of motivation 3.Coordinating 4.Supporting 5. Supervision</p> <p>2.The results of confirmation of factors development administration in using English of primary school teachers were appropriate, possible, useful and accurate.</p> <p><strong>Keywords</strong>: Development Administration, Using English for teachers</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/EAJ/article/view/11872 ความเป็นผู้บริหารมืออาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสงคราม ในบริบทการจัดการศึกษาของประชาคมอาเซียน 2019-08-31T21:51:33+00:00 วรรณษา ท้วมศิริ somwan237@gmail.com ธีรวุธ ธาดาตันติโชค somwan237@gmail.com นภาเดช บุญเชิดชู somwan237@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาความเป็นผู้บริหารมืออาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา2)เปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา และครูในสถานศึกษาจำแนกตาม เพศ การศึกษาขั้นสูงสุด ประสบการณ์การทำงาน ตำแหน่ง และขนาดสถานศึกษา 3)ศึกษาแนวทางการพัฒนาความเป็นผู้บริหารมืออาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยมี 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ผู้ตอบแบบสอบถามประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา และครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสงครามรวมทั้งสิ้น 269 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน และกลุ่มที่ 2 ผู้ตอบแบบสัมภาษณ์ ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 3 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจงเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้นโดยผู้วิจัย ซึ่งแบบสอบถามมีค่าความตรงด้านเนื้อหาระหว่าง 0.67 ถึง 1.00มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.99 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1. ความเป็นผู้บริหารมืออาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านวิสัยทัศน์ ด้านการบริหารงานงบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการบริหารงานด้านความสัมพันธ์กับชุมชน ด้านการบริหารวิชาการ ด้านการบริหารกิจการนักเรียน และด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษตามลำดับ</p> <p>2. ความเป็นผู้บริหารมืออาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา เมื่อจำแนกตามตำแหน่ง และขนาดของสถานศึกษา พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนเพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงานไม่แตกต่างกัน</p> <p>3. แนวทางการพัฒนาความเป็นผู้บริหารมืออาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 1) ส่งเสริมให้นำผลงานวิจัยที่เกี่ยวกับการเรียนรู้มาพัฒนาหลักสูตร 2) ควรสร้างขวัญกำลังใจให้บุคลากรทุกคนในโรงเรียน 3) ควรมีการจัดสวัสดิการภายในโรงเรียนที่หลากหลายตรงกับความต้องการ 4) ควรวางแผน ประชุมการบริหารงานงบประมาณ มีการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี และเสนอคณะกรรมการสถานศึกษา 5) ควรมีการเผยแพร่ ข่าวสาร ประชาสัมพันธ์ของโรงเรียน และเปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง ชุมชน เสนอแนะความคิดเห็น 6) ควรให้ความยุติธรรม และความเสมอภาคกับบุคลากรอย่างเท่าเทียมกัน พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นของบุคลากร 7) ควรกำหนดกิจกรรมที่เป็นนวัตกรรม และกำหนดกลยุทธ์ในการบริหารการศึกษาได้อย่างเหมาะสมสู่ประชาคมอาเซียน และ 8) พัฒนาผู้บริหารให้สามารถใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารได้ โดยจัดหาวิทยากรมาพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษแก่ผู้บริหาร และบุคลากรภายในโรงเรียน</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong>ความเป็นผู้บริหารมืออาชีพ, ผู้บริหารสถานศึกษา, ประชาคมอาเซียน</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>Theresearchaimedto:1)studytheprofessional administratorsofschool administrators;2) compare the opinions of school administrators and teachers as classified by gender, highest educational level, work experience,jobposition,andschool size; and 3) study the guidelines for developing professional administrators of school administrators. The research sample consisted of 2 groups. The first group included questionnaire respondents consisting of 269 school administrators and teachers under the Office of SamutSongkhram Primary Educational Service Area derived by stratified random sampling. The second group included interviewees consisting of 3 school administrators, derived by purposive sampling. The research instruments were a questionnaire and an interview form constructed by the researcher with the content validity between 0.67-1.00, and the values of Cronbach's Alpha reliability coefficient equal to 0.99. Data were analyzed with frequency, percentage, mean, standard deviation, t-test, one-way analysis of variance, and content analysis.</p> <p>The findings of this research were as follows:</p> <p>1. Overallandinspecific aspects, the professional administrators of school administrators were at ahighlevel.Whenconsideringeachaspect,it wasfoundthatallspecificaspectswererankedinthe descendingorderasfollows:moralandethics,vision,budgetadministration,personneladministration,community relation administration, academic administration, student affairs administration, and English communication.</p> <p>2. The professional administrators of school administrators as classified by job position and school size obtained statistically significant difference at .05; whereas, gender, highest educational level, and work experience had no difference.</p> <p>3. The suggested guidelines associated with professional administrators of school administrators should be established as follows: 1) promoting and exploiting the research outcomes to curriculum development; 2) boosting all school staff’s morale; 3) providing various types of welfare associated with needs; 4) planning budget administration meetings preparing annual operational plans, and proposing to the school committee; 5) disseminating and propagating school public information and providing opportunity for parents and communities to give advice and offer opinion; 6) providing impartiality and equal treatment to all school staff as well as paying attention to their opinion; 7) organizing innovational activities and formulating strategies in educational administration appropriate to ASEAN Economic Community (AEC); and 8) equipping school administrators with communicative competence in English as well providing trainers to improve English communication skills for school administrators and staff.</p> <p> </p> <p><strong>Keywords:</strong> Professional administrators, School administrators, ASEAN community.</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/EAJ/article/view/11873 การศึกษาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของประธานคณะกรรมการสภานักเรียน ตามความคาดหวังของนักเรียนโรงเรียนรัฐบาลขนาดกลางแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง 2019-08-31T21:51:33+00:00 สุปราณี กิตติวรเชฏฐ์ somwan237@gmail.com สฎายุ ธีระวณิชตระกูล somwan237@gmail.com ผลาดร สุวรรณโพธิ์ somwan237@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะอันพึงประสงค์และแนวทางในการส่งเสริมของประธานคณะกรรมการสภานักเรียนตามความคาดหวังของนักเรียน โรงเรียนรัฐบาลขนาดกลางแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง กลุ่มตัวอย่างได้แก่ 1. นักเรียนคละระดับชั้นของแต่ละแผนการเรียน โรงเรียนรัฐบาลขนาดกลางแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง โดยใช้เทคนิคการคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง (Purposive sampling) จำนวน 40 คน ทำการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (Depth interview) 2. ผู้เชี่ยวชาญซึ่งดำเนินงานพิเศษในกลุ่มบริหารกิจการนักเรียน และเป็นที่ปรึกษางานสภานักเรียน จำนวน 5 คน ทำการเก็บข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลโดยใช้การตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า (Triangulation)และนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>1.นักเรียนมีความคาดหวังคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของประธานคณะกรรมการสภานักเรียน โรงเรียนรัฐบาลขนาดกลางแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง มีจำนวน 9 คุณลักษณะ เรียงตามลำดับค่าความถี่ของผู้ที่มีความคาดหวังคุณลักษณะจากมากไปน้อย คือ ความรอบรู้ มนุษยสัมพันธ์ ทักษะการสื่อสาร กล้าตัดสินใจ พลังผลักดัน มีเป้าหมาย/วิสัยทัศน์ การควบคุมตนเอง การพัฒนาตนเอง และกระตือรือร้น</p> <p>2.แนวทางในการส่งเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของประธานคณะกรรมการสภานักเรียน โรงเรียนรัฐบาลขนาดกลางแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง สรุปได้เป็น 3 ช่วง 1. ก่อนการจัดการเลือกตั้งมีวิธีการสำคัญ คือ จัดอบรมค่ายผู้นำ 2. ระหว่างการเลือกตั้ง โดยการเชิญชวนนักเรียนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมลงสมัครเลือกตั้งประธานคณะกรรมการสภานักเรียน และตรวจสอบนโยบายที่ใช้ในการหาเสียง 3. หลังการเลือกตั้งโดยการทำกิจกรรมตามปฏิทินงานของกลุ่มบริหารกิจการนักเรียน ผลักดันให้คณะกรรมการสภานักเรียนดำเนินกิจกรรมตามนโยบายที่หาเสียงไว้ และการจัดค่ายผู้นำโดยคณะกรรมการสภานักเรียน</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>: </strong>คุณลักษณะอันพึงประสงค์, ประธาน, สภานักเรียน</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>The objectiveof this study was to explore the desirable characteristics and promotion guidelines of the Student Council President based on student expectations at a medium-sized government school in Rayong. The sample groups were as follows: 1. A total of 40 students from various classes from each education programfrom a government school in Rayong obtained by purposive sampling with data collection by in-depth interviews; and 2. A total of five expertsperforming special work in the Student Affairs Management Group and Student Council consultants The data was collected by focus group discussions. Collected data was tested using the triangulation test method and then subjected to content analysis.</p> <p>The research findings were as follows:</p> <p>1. Students had expectations for nine desirable characteristics of the Student Council President of the aforementioned government school in Rayong. These characteristics were categorized in descending order by frequency of people with expectations for the following characteristics: Knowledge, people skills, communication skills, decisiveness, drive, goals/vision, self-control, self-improvement and enthusiasm.</p> <p>2. Guidelines for promoting the desirable characteristics of the Student Council President at the aforementioned government school in Rayong, which can be summarized into the following three stages: 1. A key pre-election option is to organize a leadership training camp.2. During the election, qualified and suitable studentsare to be invited to run for electionto become the Student Council President followed by campaign policy inspection. 3. After an election, activities are to be carried out according to the work calendar of the Student Affairs Management Group to drive the Student Council to perform the activities stated by the policies set forth during the campaign, followed by organizing a leadership camp by the Student Council.</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>Keywords:</strong>Characteristic, student council</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/EAJ/article/view/11874 แนวทางการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐานความสามารถด้านภาษาอังกฤษที่เป็นสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 และ 2 2019-08-31T21:51:33+00:00 วิจิตรา นะวงศ์ somwan237@gmail.com กานดา สกุลธนะศักดิ์ มัวร์ somwan237@gmail.com วิสุทธิ์ วิจิตรพัชราภรณ์ somwan237@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐานความสามารถด้านภาษาอังกฤษที่เป็นสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 และ 22) เพื่อศึกษาสภาพการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐานความสามารถด้านภาษาอังกฤษที่เป็นสากลภายในโรงเรียนดังกล่าว และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐานความสามารถด้านภาษาอังกฤษที่เป็นสากล ประชากร ได้แก่ ครูผู้สอนภาษาอังกฤษที่ผ่านการอบรมโครงการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ (Boot Camp) ปีการศึกษา 2560 จำนวน 29 โรง รวมจำนวนทั้งสิ้น 63 คน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 52 คน จากโรงเรียนจำนวน 29 แห่ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหา ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐานความสามารถด้านภาษาอังกฤษที่เป็นสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 และ 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการสอนการฟังมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด 2) สภาพการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐานความสามารถด้านภาษาอังกฤษที่เป็นสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 และ 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ด้านหลักสูตรมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และ 3) การส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐานความสามารถด้านภาษาอังกฤษที่เป็นสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 และ 2 สรุปเป็นแนวทางได้ดังนี้ แนวทางสำหรับครู คือ การสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษให้กับนักเรียน การพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ แนวทางสำหรับผู้บริหาร คือ สนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ การสนับสนุนส่งเสริมให้ครูใช้สื่อประกอบการสอนภาษาอังกฤษ การส่งเสริมการศึกษาและเผยแพร่วิจัยในชั้นเรียน การจัดสรรงบประมาณในการจ้างครูพิเศษด้านภาษาอังกฤษ การเป็นผู้บริหารต้นแบบด้านการใช้ภาษาอังกฤษ และแนวทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ การกำกับติดตามโครงการตามนโยบายตามสภาพจริง</p> <p> </p> <p>คำสำคัญ:ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ, CEFR</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>This research is aimed to study the ways to enhance of English Teaching Methodology in Line with the Common European Framework of Reference for Language (CEFR) under Pathumtani Primary Educational Service Area Office 1 and 2. A sample of 52 was included by a quota and a random selection. The research instruments were questionnaire and focus group discussion constructed by the researcher. The number of usable questionnaire copies was 52, or 100.00 percent. The data were analyzed in terms of percentages, mean, standard deviation as well as content analysis for focus group discussion.</p> <p>The result revealed that the aspect mostly implemented was the teaching listening, while the grammatical instruction for communication was least. Additionally, the aspect mainly supported was the curriculum, whereas the lowest one was the promotion of the parent and public participation.</p> <p>The standard way for improving the English teaching is basically made up from three group of people, including the teachers, the school administrators and the Educational Service Area Office. For the teachers, they should have continual improvement in English as well as enhance student’s positive attitude in learning English. For the administrators, they should be the desirable model of using English in daily life, provide the instructional media and materials, encourage the teachers doing classroom research, hire the additional English tutor, and co-ordinate with the parent and others organization to improve teaching English. Last but not least, for the Educational Service Area Office, they shouldregularly supervise and monitor the English teaching of the schools.</p> <p> </p> <p><strong>Keywords : </strong>Enhance English Teaching Methodology, CEFR</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/EAJ/article/view/11875 ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 2019-08-31T21:51:33+00:00 รัตนา บำรุงจันทร์ somwan237@gmail.com ภัคณัฏฐ์ สมพงษ์ธรรม somwan237@gmail.com สฎายุ ธีระวณิชตระกูล somwan237@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong></strong></p> <p>การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายของการวิจัยเพื่อศึกษาระดับปัจจัยและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2และเพื่อสร้างสมการพยากรณ์ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 ปีการศึกษา 2560จำนวน 274คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซีและมอร์แกน และนำไปสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Random) แบ่งประชากรตามกลุ่มโรงเรียน 10 กลุ่มจากนั้นสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เลือกกลุ่มโรงเรียน 5 กลุ่มกลุ่มละ 1โรงเรียน และเทียบสัดส่วนจากกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> </p> <p> </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>1. ปัจจัยที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียนในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2โดยภาพรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง</p> <p>2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1โรงเรียนขยายโอกาสสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้วเขต 2 โดยรวมมีผลผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ปีการศึกษา 2559อยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์</p> <p>3. ปัจจัยด้านความรู้พื้นฐานเดิมด้านแรงจูงใจใฝ่เรียนรู้ด้านพฤติกรรมการเรียนด้านฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวด้านส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้ปกครองด้านความสัมพันธ์ภายในครอบครัวด้านคุณภาพการสอนด้านสภาพแวดล้อมในชั้นเรียนและด้านความสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนกับนักเรียนมีความสัมพันธ์ในทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p>4. ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 ได้แก่ ปัจจัยด้านความรู้พื้นฐานเดิมด้านส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้ปกครองด้านพฤติกรรมการเรียนโดยมีอำนาจในการพยากรณ์ร้อยละ 65.10 และสามารถพยากรณ์ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียนในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01ได้สมการถดถอยในรูปแบบคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน ดังนี้</p> <p>= .47 + .31 ( ) + .03 ( )+ .04 ( )</p> <p>= .69 ( ) + .13 ( )+ .11 ( )</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>:ปัจจัยที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) , การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ,โรงเรียนขยายโอกาส , สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2</p> <p> </p> <p><strong>Abstract</strong></p> <pre> The purpose of this research was to study the factors affecting ordinary national educational test (0-NET) of students in secondary educational extention school under the Office of Sakaeo Primary Educational Service Area 2. A study of the relationship between the factors affecting ordinary national educational test (0-NET) of students in secondary educational extention school under the Office of Sakaeo Primary Educational Service Area 2 and the regression equation ordinary national educational test (0-NET) of students in secondary educational extention school under the Office of Sakaeo Primary Educational Service Area 2. Sample of grade 7 students in secondary educational extention school under the Office of Sakaeo Primary Educational Service Area 2 year 2560 of 274 by using Krejcie &amp; Morgan. The multi-stage random by 10 group .Simple random sampling is used to select 5 school groups, one for each school, and the proportion for the sample. Instuments used to fill a questionnaire about the five-level scale. The statistics devices for analyzing the data were Mean, Standard Deviation, Pearson Product-Moment Correlation Coefficient and Stepwise Multiple Regression analysis.</pre><pre> </pre> <p>The research found that</p> <p>1. Level of factors affecting ordinary national educational test (0-NET) of students in secondary educational extention school under the Office of Sakaeo Primary Educational Service Area 2 medium level.</p> <p>2. Overall showed grade 7 students in secondary educational extention school under the Office of Sakaeo Primary Educational Service Area 2 the level is below a threshold.</p> <p>3. Factors Background educational Achievement motivation Studying habit Economic status of the family Participation in learning encouragement Family relations Quality of teachers Classroom learning environments and Teacher and student relationships are positive relations at .01 level of significance.</p> <pre> 4. Factors affecting ordinary national educational test (0-NET) of students in secondary educational extention school under the Office of Sakaeo Primary Educational Service Area 2 were Background educational Participation in learning encouragement Studying habit with cooperative prediction at 65.1 percent and can predict ordinary national educational test (0-NET) of students in secondary educational extention school under the Office of Sakaeo Primary Educational Service Area 2 are positive relations at .01 level of significance. The regression of raw scoresand standardized scores , thus</pre> <p>= .47 + .31 ( ) + .03 ( )+ .04 ( )</p> <p>= .69 ( ) + .13 ( )+ .11 ( )</p> <p> </p> <p><strong>Keywords</strong>:Factors Affecting Ordinary National Educational Test (0-NET) , Ordinary National Educational Test (0-NET) , Secondary Educational Extention School , The Office Of Sakaeo Primary Educational Service Area 2.</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/EAJ/article/view/11876 การพัฒนารูปแบบการกำกับติดตามการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 2019-08-31T21:51:33+00:00 ปณิธิภัธน์ พรหมประสาธน์ somwan237@gmail.com สมชาย เทพแสง somwan237@gmail.com ทัศนา แสวงศักดิ์ somwan237@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong></strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบการกำกับติดตามการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การสร้างรูปแบบการกำกับติดตามการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ด้วยการวิเคราะห์เอกสาร และสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน5 คน ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนารูปแบบการกำกับติดตามการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ด้วยการวิเคราะห์ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา และการสนทนากลุ่มกับผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 คน และขั้นตอนที่ 3 การประเมินรูปแบบการกำกับติดตามการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ด้วยการประเมินความเป็นไปได้และการนำไปใช้ประโยชน์ โดยเก็บข้อมูลจากผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และผู้อำนวยการกลุ่มของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 197 คน สรุปผลการวิจัย ดังนี้</p> <p>1. ผลการสร้างรูปแบบการกำกับติดตามการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาโดยศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ สร้างรูปแบบการกำกับติดตามการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ประกอบด้วย หลักการกำกับติดตามการดำเนินงาน ได้แก่ 1) หลักความเป็นเอกภาพ 2) หลักการมีส่วนร่วม และ3) หลักความเสมอภาคและเป็นธรรม กระบวนการกำกับติดตามการดำเนินงาน ได้แก่ 1) การวางแผนการกำกับติดตามการดำเนินงาน 2) การปฏิบัติตามแผนการกำกับติดตามการดำเนินงาน 3) การประเมินและรายงานผลการกำกับติดตามการดำเนินงาน4) การนิเทศและการเป็นพี่เลี้ยง 5) การเสริมสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน และ ประสิทธิผลขององค์การ ได้แก่ 1) คุณภาพและมาตรฐาน 2) ความพึงพอใจของบุคลากร และ 3) ความผูกพันต่อองค์การ</p> <p>2. ผลการพัฒนารูปแบบการกำกับติดตามการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา พบว่า รูปแบบการกำกับติดตามการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการกำกับติดตามการดำเนินงานมีองค์ประกอบย่อย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักความเป็นเอกภาพ มีรายข้อ จำนวน 5ข้อ (2) หลักการมีส่วนร่วมมีรายข้อ จำนวน 5 ข้อ และ (3) หลักความเสมอภาคและเป็นธรรมมีรายข้อ จำนวน 4 ข้อ 2) กระบวนการกำกับติดตามการดำเนินงานมีองค์ประกอบย่อย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การวางแผนการกำกับติดตามการดำเนินงานมีรายข้อ จำนวน 6 ข้อ (2) การปฏิบัติตามแผนการกำกับติดตามการดำเนินงานมีรายข้อ จำนวน 5ข้อ (3) การประเมินและรายงานผลการกำกับติดตามการดำเนินงานมีรายข้อ จำนวน 6 ข้อ (4) การนิเทศและการเป็นพี่เลี้ยงมีรายข้อ จำนวน 6 ข้อ และ (5) การเสริมสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานมีรายข้อ จำนวน 4 ข้อ และ 3) ประสิทธิผลขององค์การมีองค์ประกอบย่อย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) คุณภาพและมาตรฐาน มีรายข้อ จำนวน 5 ข้อ (2) ความพึงพอใจของบุคลากรมีรายข้อ จำนวน 5 ข้อ และ (3) ความผูกพันต่อองค์การมีรายข้อ จำนวน 5 ข้อ รวมเป็น 56 ข้อโดยพบว่ารูปแบบการกำกับติดตามการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามีความเหมาะสมทุกองค์ประกอบหลัก องค์ประกอบย่อย และรายข้อทุกข้อ</p> <p>3. การประเมินรูปแบบการกำกับติดตามการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สรุปผลดังนี้</p> <p>3.1 ความเป็นไปได้ พบว่า ความเป็นไปได้ของรูปแบบการกำกับติดตามการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา องค์ประกอบโดยรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ พบว่า อยู่ในระดับมากทุกองค์ประกอบ โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ หลักการกำกับติดตามการดำเนินงาน กระบวนการกำกับติดตามการดำเนินงานและประสิทธิผลขององค์การ</p> <p>3.2 การนำรูปแบบไปใช้ประโยชน์ของรูปแบบการกำกับติดตามการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา องค์ประกอบโดยรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ พบว่า อยู่ในระดับมากทุกองค์ประกอบ โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ประสิทธิผลขององค์การหลักการกำกับติดตามการดำเนินงาน และกระบวนการกำกับติดตามการดำเนินงาน</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>:</strong>การพัฒนารูปแบบ, รูปแบบการกำกับติดตามการดำเนินงาน, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา</p> <p> </p> <p><strong>Abs</strong><strong>tract</strong></p> <p>The purposes of this research were to studythe development of educational service area office monitoring model for the Secondary Educational Service Area Office consisted of 3 steps as following : Step 1 Creating monitoring model for the Secondary Educational Service Area Officeby documentary analysis and interviewing 5 experts. Step 2 Development of monitoring model for the Secondary Educational Service Area Office by content validity analysis and10experts discussion group, and Step 3 Evaluation of monitoring model for the Secondary Educational Service Area Office by feasibility analysis and utilization from 197directors of the Secondary Educational Service Area Office, deputy directors of the Secondary Educational Service Area Office, and directors of the Secondary Educational Service Area Office division.</p> <p>The research findings were revealed as follows ;</p> <p>1. The results of creating monitoring model for the Secondary Educational Service Area Officeby documentary analysis and interviewing experts found that monitoring model for implementationof Secondary Educational Service Area Office consisted of 3 main components, namely 1) Principles of monitoring which consisted of 3sub-components including (1) Principles of unity (2) Principles of participation , and (3) Principles of justice and fairness 2) Process of monitoring which consisted of 5 sub-components including (1) Monitoring plan (2) Implementation of the monitoring plan (3) Monitoring assessment and reporting (4) Supervision and mentoring, and (5) Enhancing the morale in the workplace 3) Organizational effectiveness which consisted of 3sub-components including (1) Quality and standard (2) Personnel satisfaction, and (3) Organizational commitment .</p> <p>2. The result of development of monitoring model for the Secondary Educational Service Area Office was found that monitoring model for the Secondary Educational Service Area Office consisted of 3 main components, namely 1) Principles of monitoring which consisted of 3sub-components including (1) Principles of unity which detailed 5 items (2) Principles of participation which detailed 5 items, and (3) Principles of justice and fairness which detailed 4 items 2) Process of monitoring which consisted of 5 sub-components including (1) Monitoring plan which detailed 6 items (2) Implementation of the monitoring plan which detailed 5 items (3) Monitoring assessment and reporting which detailed 6 items (4) Supervision and mentoring which detailed 6 items, and (5) Enhancing the morale in the workplace which detailed 4 items 3) Organizational effectiveness which consisted of 3sub-components including (1) Quality and standard which detailed 5 items (2) Personnel satisfaction which detailed 5 items, and (3) Organizational commitment which detailed 5 items. The total 56 items found that the monitoring model for the Secondary Educational Service Area Office was suitable for all elements, allsub- elementsand allitems.</p> <p>3. The result of evaluation of monitoring model for the Secondary Educational Service Area Office can be concluded as follows ;</p> <p>3.1 The result offeasibility analysis found that the feasibility of monitoring model for the Secondary Educational Service Area Office of elements as a whole was at high level. When considering each individual element, the research found to be at high level in all aspects by descending order of the average as follow; principles of monitoring, process of monitoring, and organizational effectiveness.</p> <p>3.2The result ofutilization of monitoring model for the Secondary Educational Service Area Office of elements as a whole was at high level. When considering each individual element, the research found to be at high level in all aspects by descending order of the average as follow;</p> <p>organizational effectiveness, principles of monitoring, and process of monitoring.</p> <p> </p> <p><strong>Keywords</strong>: The Development of Model , Monitoring Model , the Secondary Educational Service Area Office</p> <p> </p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/EAJ/article/view/11881 การวิเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร 2019-08-31T21:51:33+00:00 สุรัสวดี ปุยะติ somwan237@gmail.com มารศรี สุธานิธิ somwan237@gmail.com สรายุทธ์ เศรษฐขจร somwan237@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong> </strong></p> <p><span style="white-space: pre;"> </span>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร และเพื่อตรวจสอบองค์ประกอบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยมีขั้นตอนการดำเนินการวิจัย 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ขั้นตอนที่ 2 การวิเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร และขั้นตอนที่ 3 การตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นองค์ประกอบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์แบบปลายเปิดและแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า แบบสอบถามมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (CVI) ตั้งแต่ 0.86-1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 93.10 การวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis : EFA) และวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis, CFA) ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป ผลวิจัยสรุปได้ ดังนี้<br /><span style="white-space: pre;"> </span>1. ผลจากการศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร มีองค์ประกอบหลัก 7 องค์ประกอบ และองค์ประกอบย่อย 50 องค์ประกอบ โดยองค์ประกอบหลักที่ 1 การมีวิสัยทัศน์ มี 8 องค์ประกอบย่อย องค์ประกอบหลักที่ 2 การจัดการด้านหลักสูตร มี 8 องค์ประกอบย่อย องค์ประกอบหลักที่ 3 การจัดกระบวนการเรียนรู้ มี 8 องค์ประกอบย่อย องค์ประกอบหลักที่ 4 การจัดบรรยากาศให้เอื้อต่อการเรียนรู้ มี 6 องค์ประกอบย่อย องค์ประกอบหลักที่ 5 การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี มี 7 องค์ประกอบย่อย องค์ประกอบหลักที่ 6 การสร้างแรงจูงใจแก่บุคลากร มี 7 องค์ประกอบย่อย และองค์ประกอบหลักที่ 7 วัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ มี 6 องค์ประกอบย่อย<br /><span style="white-space: pre;"> </span>2. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่าองค์ประกอบย่อยจำนวน 47 องค์ประกอบ มีค่าน้ำหนักผ่านเกณฑ์ทุกองค์ประกอบ โดยมีค่าน้ำหนักตั้งแต่ .762 - .524<br /><span style="white-space: pre;"> </span>3. ผลการตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นองค์ประกอบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ พบว่าโมเดลความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นองค์ประกอบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์มีความสอดคล้องกันโดยมีค่าดัชนี ผ่านเกณฑ์ (0.52) ค่าดัชนีผ่านเกณฑ์ (1.29) ค่าดัชนี GFI ผ่านเกณฑ์ (0.92) ค่าดัชนี AGFI ผ่านเกณฑ์ (0.91) ค่าดัชนี IFI ผ่านเกณฑ์ (0.93) ค่าดัชนี RFI ผ่านเกณฑ์ (0.95) ค่าดัชนี CFI ผ่านเกณฑ์(0.98) ค่าดัชนี NNFI ผ่านเกณฑ์ (0.97) ค่าดัชนี NFI ผ่านเกณฑ์ (0.98) ค่าดัชนี SRMR ผ่านเกณฑ์ (0.016) ค่าดัชนี RMSEA ผ่านเกณฑ์ (0.041)</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> : การวิเคราะห์องค์ประกอบ ภาวะผู้นำทางวิชาการ กรุงเทพมหานคร</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p><span style="white-space: pre;"> </span>The purposes of this research were to study academic leadership elements of school administrators under Bangkok Metropolitan Administration; to analyse the elements of academic leadership of school administrators under Bangkok Metropolitan Administration; and to test the elements of academic leadership of school administrators under Bangkok Metropolitan Administration which consisted of 3 steps of research process as following: Step 1 The study academic leadership elements of school administrators under Bangkok Metropolitan Administration. Step 2 Analysing the elements of academic leadership of school administrators under Bangkok Metropolitan Administration, and Step 3 to test the consistency of developed model and the empirical data with linear structural relationship model on the elements of academic leadership of school administrators under Bangkok Metropolitan Administration. The instruments used for data collection were open-ended interviews and 5 point-rating scale questionnaires. CVI (content validity index) was valued since .86-1.00 and reliability was 93.10. The data analysis was done by mean, standard deviation, exploratory factor analysis: EFA and confirmatory factor analysis: CFA.</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p> <p>The research results were as follows;<span style="white-space: pre;"> <br /> </span>1. The results of studying academic leadership elements of school administrators under Bangkok Metropolitan Administration were found that academic leadership of school administrators under Bangkok Metropolitan Administration consisted of 7 main components and 50 sub- components. The main component 1- visioning had 8 sub- components. The main component 2- curriculum management had 8 sub- components. The main component 3- Learning process management had 8 sub- components. The main component 4- Environmental management contributed to learn had 6 sub- components. The main component 5- Innovative and technology management had 7 sub- components. The main component 6- Creating personnel motivation had 7 sub- components, and main component 7- learning culture had 6 sub- components.<br /><span style="white-space: pre;"> </span>2. The results of analysing the elements of academic leadership of school administrators under Bangkok Metropolitan Administration were found that all the weight of 47 components passed the criterion by having weight value since .762 - .524.<br /><span style="white-space: pre;"> </span>3. The results of testing the consistency of developed model and the empirical data with linear structural relationship model on the elements of academic leadership elements of school administrators under Bangkok Metropolitan Administration were found that a linear structural relationship model of the elements of academic leadership of school administrators under Bangkok Metropolitan Administration developed have consistency with the empirical data.<em> Chi</em>-Square ( ) passing criteria (0.52)<em>, relative chi</em>-<em>square</em> ( ) passing criteria (1.29), goodness of fit index (GFI) passing criteria (0.92), adjusted goodness of fit index (AGFI) passing criteria (0.91), incremental fit index( IFI ) passing criteria (0.93), relative fit index (RFI) passing criteria (0.95), comparative fit index (CFI) passing criteria (0.98), non norm fit index (NNFI) passing criteria (0.97), normed fit index (NFI) passing criteria (0.98), <em>Standard Root Mean Square Residual</em> (SRMR) passing criteria (0.016) and <em>root mean square error of approximation</em> (<em>RMSEA) </em>passing criteria (0.041).</p> <strong>Keywords</strong> : Factors Analysis, academic leadership , Bangkok Metropolitan Administration 2019-06-30T00:00:00+00:00 Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/EAJ/article/view/11882 กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง: รูปแบบของผู้นำในคริสต์ศตวรรษที่ 21 2019-08-31T21:51:33+00:00 ศิริพร อนุสภา somwan237@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong></strong></p> <p><span style="white-space: pre;"> </span>คริสต์ศตวรรษที่ 21 โลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในสังคมไทย ทำให้วิถีชีวิตของคนไทยเปลี่ยนแปลง ทำให้ประชาชนมีการแข่งขันสูง สังคมไทยมีการแย่งชิงทรัพยากรกัน จึงมีผลกระทบต่อระบบการศึกษา ดังนั้นผู้นำการศึกษาจึงควรมีกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงเพื่อขับเคลื่อนองค์การไปสู่ความสำเร็จ กลยุทธ์การบริหารของผู้บริหารมีคุณลักษณะที่สำคัญและกำหนดขึ้นให้สอดคล้องตามแนวทางการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในที่เป็นสากลCOSO ได้แบ่งกลุ่มวัตถุประสงค์ซึ่งเป็นมูลเหตุของการเกิดขึ้นของความเสี่ยงออกเป็น 4 กลุ่ม และ COSO ได้ใช้กลุ่มวัตถุประสงค์เหล่านี้เป็นเครื่องมือที่ใช้แบ่งกลุ่มความเสี่ยงที่กิจการต้องเผชิญ ได้แก่ 1. ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk) 2. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (OperationalRisk) 3. ความเสี่ยงด้านการเงินและรายงาน (Financial&amp; Reporting Risk) 4. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance Risk) และปัจจัยที่สำคัญต่อความสำเร็จในการบริหารความเสี่ยงองค์การประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ได้แก่ สภาพแวดล้อมภายใน (Internal Environment) การกำหนดวัตถุประสงค์ (Objective Setting) การบ่งชี้เหตุการณ์ (Event Identification) การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) การตอบสนองต่อความเสี่ยง (Risk Response) กิจกรรมควบคุม (Control Activities) สารสนเทศและการสื่อสาร (Information &amp; Communication) และการติดตามประเมินผล (Monitoring)และกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงรูปแบบของผู้นำในคริสต์ศตวรรษที่ 21ที่จะนำพาองค์การไปสู่ความสำเร็จ ได้แก่ 1. Competence ผู้นำต้องมีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการ 2.Communication การสื่อสารที่มีประสิทธิผลมีความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน3.Cancel การบริหารความเสี่ยงถ้าเรื่องใดเสี่ยงมากก็ควรหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธความเสี่ยงนั้นๆ 4.Clam การใช้สมาธิ ความสงบ สุขุมรอบคอบ5.Consultations การให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด6.Chaperone การสร้างมิตรภาพที่ดี7.Confirmation การยืนยันข้อมูลและสามารถแก้ไขปัญหาความเสี่ยง 8.Corrections การทำงานเน้นความถูกต้องชัดเจนมีการวางแผนที่ดี 9.Caution การเพิ่มความระมัดระวังในการดำเนินงาน 10.Contract การติดต่อประสานงาน 11.Common Sense การใช้สามัญสำนึกในการแก้ปัญหา 12.Checklist การตรวจสอบและประเมินผลเพื่อแก้ปัญหาได้ทันการณ์ 13.Coordination การประสานงานและการใช้หลักมนุษยสัมพันธ์ 14.Collections การรวบรวมปัญหาเพื่อนำมาแก้ไข 15.Customer การบริการที่ดีและการเน้นลูกค้าเป็นสำคัญ 16.Courage การจูงใจและให้รางวัลแก่บุคลากรในการทำงาน 17.Credentials การสร้างความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติงาน 18.Confidentiality การสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับกับบุคลากรในองค์การ 19.Comments การปรับปรุงพัฒนาระบบการบริหารจัดการ 20.Current การนำเทคโนโลยี รวมทั้งแนวคิดใหม่ๆ มาปรับใช้ในการดำเนินงาน</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง, รูปแบบของผู้นำในคริสต์ศตวรรษที่ 21</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p><span style="white-space: pre;"> </span>In the 21st century, the world is changing rapidly. Technology has played a role in Thai society which makes the way of life of Thai people change causes people are more aware of competition. Thai society hasto compete for resources, resulting effect of the education system. Therefore, education leaders should have risk management strategies to drive the organizational success. Management strategies of administrators have important features which are determined to be in accordance with the risk management guidelines and universal internal control. COSO has divided the objective group which are the cause of risk occurrence into 4 groups. COSO has used these objective groups as a tool to divide risk groups which the company must face including: 1. Strategic Risk 2. Operational Risk 3. Financial and Reporting Risk 4. Compliance Risk. Additionally, the important success factor of the organizational risk managementconsist of 8 elements including: Internal Environment, Objective Setting, Event Identification, Risk Assessment, Risk Response, Control Activities, Information and Communication and Monitoring. Risk management strategies, the pattern of leaders in the 21st century that will lead the organization to success are as follows1. Competence- Leaders must be able to manage, have knowledge and ability to create acceptance of faith.2. Communication - Effective communication with speed of operation. 3. Cancel - Risk management, if it is a risky matter, it shall avoid or deny that risk. 4. Clam - Calmness, prudence and meditation. 5. Consultations - Close consultation 6. Chaperone - Friendship building. 7. Confirmation - Confirmation of acceptable information can solve the risk. 8. Corrections -The work emphasizes accuracy, clarity, good planning. 9. Caution - Increasing operational caution 10. Contract - Coordination 11. Common Sense - Using common sense to solve problems. 12. Checklist - Monitoring and evaluation to solve problems in a timely manner. 13. Coordination - Coordination by using human relations principles. 14. Collections - Problem collection for solving. 15. Customer - Customer focus is important and good service. 16. Courage - Motivation and reward for personnel in the workplace. 17. Credentials - Creating credibility in operations. 18. Confidentiality - Building confidence and acceptance with personnel in the organization19. Comments - Management system development. 20. Current- Adopting technology including new ideas to use in operations.</p> <p> </p> <p><strong>Keywords :</strong> Risk Management, 21st Century</p> Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/EAJ/article/view/11883 ภาคผนวก 2019-08-31T21:51:33+00:00 ภาคผนวก กองบรรณาธิการ somwan237@gmail.com กองบรรณาธิการ Copyright (c) https://ejournals.swu.ac.th/index.php/EAJ/article/view/11885 จริยธรรมในการตีพิมพ์ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการ 2019-08-31T21:51:33+00:00 จริยธรรมในการตีพิมพ์ผลงาน กองบรรณาธิการ somwan237@gmail.com กองบรรณาธิการ Copyright (c)